บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการกระบวนการเรียนรู้แบบส่วนร่วม
เพื่อการสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำให้แก่นักศึกษาอาชีวเกษตร รวมทั้งผลของการจัดการกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำ ซึ่งวิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย การเลือกระเบียบวิธีการวิจัย การออกแบบเครื่องมือในการวิจัย การดำเนินการภาคสนาม การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
- 1. ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษาวิจัยเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำของนักศึกษาอาชีวเกษตรเป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งสัมพันธ์กับการคิด การวิเคราะห์ เหตุผลภายใต้บริบทของบุคคล สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เคลื่อนไหวไปตามสถานการณ์ของสังคม ดังนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลและคำตอบที่เป็นจริง ครอบคลุม และสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้น คณะผู้วิจัยได้เลือกใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ซึ่งเป็นการวิจัยในลักษณะของกระบวนการวิจัยบนฐานของปรัชญาและคุณค่าที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง(People centered) และเน้นการพลังอำนาจให้แก่ผู้ถูกศึกษา (Empowerment) ด้วยกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Paticipatory) ผ่านวิธีการวิจัยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนสภาพ (Transformation) ของบุคคลและสังคม (พันธุ์ทิพย์ รามสูตร . 2540 . หน้า 1 –7)
สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ได้นำเอาหลักการของ PAR มาปรับใช้เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้แก่นักศึกษาด้วยหวังให้เกิดจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นบทบาทให้ผู้ถูกศึกษามีส่วนร่วมสูงสุด(Maximum Group Performance)และการบรรลุงานสูงสุด (Maximum Task Performance) ในลักษณะเช่นนี้ จึงได้นำเอาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น เทคนิค PRA (Participatory Rural Appraisal) เทคนิค AIC (Appreciation Influence Control) ฯลฯ มาปรับประยุกต์ใช้ในกระบวนการวิจัย ทั้งนี้โดยคำนึงถึงแนวคิดของการสร้างจิตสำนึก (Conscientization)และวิธีการศึกษาค้นคว้าตามแนวอรรถสาระ (Thematic investigation) ซึ่งพัฒนาโดย Paulo Freire ที่กล่าวถึง การเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกผ่านการรับรู้ถึงสถานการณ์ความเป็นจริงทางสังคม และการค้นคว้าอย่างมีแนวทาง ด้วยการคิดวิเคราะห์ เพื่อตั้งข้อสรุปร่วมกัน และนำไปสู่ความเข้าใจต่อสภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น (พันธุ์ทิพย์ รามสูตร . 2540 . หน้า 5)
- 2. การออกแบบเครื่องมือในการวิจัย
จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยได้สร้างรูปแบบวิธีการจัด
กระบวนการวิจัยตามหลักการของการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (ดังแผนภูมิที่ 5 หน้า 45) และสร้างเครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อเพื่อประกอบการจัดกิจกรรมและแบบสอบถามเพื่อวัดระดับความตระหนักในการอนุรักษ์น้ำและระดับจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ จากนั้นจึงนำไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเพื่อพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงปรากฎ (Face Validity) จำนวน 5 ท่าน พร้อมทั้งนำมาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ และได้นำไปทดลองกับนักศึกษาในระดับชั้น ปวช. 3 สาขาเกษตรกรรมที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 รายเพื่อทดสอบความเหมาะสมของรูปแบบ และความเที่ยงตรงในสถานการณ์จริง ดังมีรายละเอียดพอสังเขปต่อไปนี้
2.1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
- แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักต่อคุณค่าและความสำคัญ
ของทรัพยากรน้ำ
- แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักถึงขีดจำกัดของทรัพยากรน้ำ
และการสร้างความเข้าใจถึงระบบคิดของชุมชนต่อทรัพยากรน้ำ
- แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสัมพันธ์ของ
ทรัพยากรน้ำในระบบนิเวศวิทยาและการสร้างความตระหนักในการใช้น้ำ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความตระหนักต่อสาเหตุปัญหาทรัพยากร
น้ำและการสร้างความเข้าใจร่วมถึงบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความคาดหวังถึงคุณลักษณะของทรัพยากร
น้ำในอนาคต และการแสดงบทบาทในการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
6. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อบทบาทในการจัดการทรัพยากร และการสร้างความตระหนักร่วมในการจัดการทรัพยากร
- แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจถึงวิถีการผลิตและพิธีกรรมการ
เกษตรของชุมชนรวมทั้งการสร้างความตระหนักร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำ
- แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการสร้างความตระหนักร่วมในการอนุรักษ์สายน้ำ
และป่าไม้ รวมทั้งการแสดงบทบาทในกิจกรมการอนุรักษ์สายน้ำและป่าไม้
- แผนการจัดกิจกรรมการสรุปบทเรียนซึ่งมุ่งเน้นการสรุปและสะท้อนผลการเรียนรู้จาก
การร่วมกิจกรรมและการสร้างความตระหนักร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำ
2.2. สื่อประกอบการจัดกิจกรรม
1.) เอกสารบัตรกิจกรรมการศึกษาวัฒนธรรมน้ำของชุมชน
2.) เอกสารบัตรกิจกรรมเทคนิค PRA
3.) เอกสารบัตรกิจกรรมเทคนิค Matrix
4.) เอกสารบัตรกิจกรรมเทคนิค LCA
5.) เอกสารบัตรกิจกรรมเทคนิค Fish bone
6.) เอกสารบัตรกิจกรรมบทปฏิบัติการศึกษาชุมชน
7.) เอกสารบัตรกิจกรรมบทปฏิบัติการศึกษาวิถีชุมชน
8.) เอกสารบัตรกิจกรรมการร่วมพัฒนาสืบสานป่าไม้และสายน้ำ
9.) เอกสารบัตรกิจกรรมเทคนิค AIC
10.) เอกสารบัตรกิจกรรมกัลยาณมิตรพิทักษ์สายน้ำ
11.) เอกสารสมุดบันทึกความดีต่อสายน้ำ
2.3. แบบสอบถามเพื่อวัดและประเมินผลการพัฒนาจิตสำนึก
เนื่องจากคุณลักษณะด้านจิตพิสัย เป็นลักษณะภายในจิตใจของบุคคล ซึ่งมีความต่อเนื่อง
กัน จึงเป็นการยากที่จะกำหนด แยก หรือ จัดลำดับขั้นที่จะบ่งชี้ว่า บุคคลใดมีความรู้สึกอยู่ที่ใด ได้ชัดเจน แน่นอน นอกจากนี้พฤติกรรมด้านจิตพิสัยยังเกี่ยวพันกับพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยและทักษะพิสัยด้วย ดังนั้นในการวัดคุณลักษณะด้านความรู้สึก (Measurement of Affective Characteristics) จึงกระทำได้หลายแนวทาง แต่สำหรับแนวทางที่ผู้วิจัยเลือกนำมาใช้เพื่อการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 แนวทางคือ
2.3.1)แนวทางการวัดระดับของคุณลักษณะทางด้านความรู้สึกด้วยระบบมาตราประมาณค่าตามแนวคิดของ Likert ที่เชื่อว่า ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดจะมีระดับความเข้มข้น (Intensity) เป็นมาตรส่วนต่อเนื่อง จากน้อยไปหามาก จากไม่ชอบมากไปหาไม่ชอบพอสมควร ชอบพอสมควรและชอบมาก เป็นต้น ดังเช่นแบบสอบถามตอนที่ 1 เรื่องความตระหนักต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
2.3.2.) เทคนิค Projective Technique ที่เชื่อว่า ความรู้สึกเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
เฉพาะตัว ไม่สมควรที่จะถามโดยตรง แต่ควรวัดโดยอ้อมโดยผ่านทางสิ่งเร้ากลาง ๆ เช่น การกำหนดสถานการณ์และตัวละครให้นักศึกษาอ่าน แล้วให้กระตุ้นให้นักศึกษาแสดงความรู้สึกตอบอย่างเป็นอิสระ ซึ่งจะทำให้สามารถตีความจากคำตอบของนักศึกษา เพื่อการวิเคราะห์ว่า นักศึกษามีระดับทัศนคติ หรือ ค่านิยมในระดับใด สำหรับในที่นี้ได้ใช้เกณฑ์ของแครทโวลและคณะ (1971 .อ้างในโกวิท วรพิพัฒน์. 2531 . หน้า 7 –10) ในการวิเคราะห์ระดับค่านิยมของนักศึกษาซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับคือ ระดับการพอใจรับรู้ การเต็มใจตอบสนอง การเห็นคุณค่า และการจัดระบบ ดังเช่นแบบสอบถามตอนที่ 3 เรื่องระดับความสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
โดยเหตุนี้ แบบสอบถามที่ใช้สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อ
สร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำของนักศึกษา จึงประกอบด้วย
1.) แบบสอบถามก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
- ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความตระหนักต่อการอนุรักษ์น้ำมีลักษณะ
เป็นคำถามปลายปิดให้เลือกตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับจำนวนทั้งสิ้น 27 ข้อ
- ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับระดับจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ มีลักษณะเป็นคำถามปลายปิดให้เลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือก จำนวนทั้งสิ้น 14 ข้อ
2.) แบบสอบถามหลังการเข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
- ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความตระหนักต่อการอนุรักษ์น้ำมีลักษณะ
เป็นคำถามปลายปิดให้เลือกตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวนทั้งสิ้น 27 ข้อ
- ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับระดับจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ มีลักษณะเป็นคำถามปลายปิดให้เลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือก จำนวนทั้งสิ้น 14 ข้อ
- ส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้สึกพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้
แบบมีส่วนร่วม มีลักษณะเป็นคำถามปลายปิดให้เลือกตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 13 ข้อ
2.4. วิธีการตอบแบบสอบถาม
- ตอนที่ 1 ซึ่งเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับความตระหนักต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
มีลักษณะเป็นข้อคำถามแบบเลือกตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผู้ตอบจะเลือกตอบคนละ 1 ข้อเท่านั้น ดังเช่น
ตัวอย่าง
|
ข้อความ |
ระดับความคิดเห็น |
||||
|
|
มากที่สุด |
มาก |
ปานกลาง |
น้อย |
น้อยที่สุด |
|
1. ฉันคิดว่า แม่น้ำเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งการคมนาคม แหล่งอาหาร เพาะปลูกและการพักผ่อน |
|
|
|
|
|
- ตอนที่ 2 ซึ่งเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับระดับจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ มีลักษณะเป็นข้อคำถามปลายปิดให้เลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือก ซึ่งผู้ตอบจะเลือกตอบคนละ 1 ตัวเลือก เช่น
เมธา : สัปดาห์ก่อน ผมไปเที่ยวสวนสัตว์ เห็นเด็กคนหนึ่งเอาถุงพลาสติกโยนทิ้งในบ่อฮิปโปเตมัส
เกรียงไกร :…..?
หากนักศึกษาเป็นเกรียงไกร นักศึกษาจะคิดอย่างไร
ก. ทำไมเขาทำอย่างนั้นนะ
ข. การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กเกี่ยวกับการอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อม
ค. ฉันคิดว่า จะทำให้น้ำเสียและอาจทำให้ฮิปโปเตมัสตาย
ง. ไม่น่าเลยนะ ถ้ามีโอกาสเราควรจะบอกเด็กคนนั้นว่า ไม่ควรทำอย่างนั้น
- ตอนที่ 3 ซึ่งเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีลักษณะเป็นข้อคำถามแบบเลือกตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผู้ตอบจะเลือกตอบคนละ 1 ข้อเท่านั้น ดังเช่น
|
ลำดับที่ |
ลักษณะกิจกรรม |
ระดับความคิดเห็น |
||||
|
มากที่สุด |
มาก |
ปานกลาง |
น้อย |
น้อยที่สุด |
||
|
1 |
การตั้งเป้าหมายร่วมกันและการทำแผนผังความคิด |
|
|
|
|
|
2.5. เกณฑ์การให้คะแนน
ตอนที่ 1 ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เป็นแบบให้เลือกตอบ มีจำนวนทั้งสิ้น 27 ข้อ ทั้งนี้ได้แบ่งข้อความในแบบสอบถามตอนที่ 1 ออกเป็น 2 ประเภทคือ ข้อความในเชิงบวก (Positive) และข้อความในเชิงลบ (Negative) โดยกำหนดคะแนนความคิดเห็น ดังนี้
ข้อคำถามเชิงบวก
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยมากที่สุด ให้ 5 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยมาก ให้ 4 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยปานกลาง ให้ 3 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยน้อย ให้ 2 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน
ข้อถามเชิงลบ
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยมากที่สุด ให้ 1 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยมาก ให้ 2 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยปานกลาง ให้ 3 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยน้อย ให้ 4 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยน้อยที่สุด ให้ 5 คะแนน
จากแบบสอบถาม จะพบข้อคำถามในเชิงบวกและเชิงลบ กล่าวคือ
- ข้อความในเชิงบวก ได้แก่ ข้อ 1 , 2 , 3 , 4, 5 , 6 , 7 , 8 , 9, 10 , 11 , 12 , 13 , 15 , 16 , 17 , 18 , 21 , 22 , 23 , 24 , 25 , 26 และ 27
- ข้อความในเชิงลบ ได้แก่ ข้อ 14 , 19 และ 20
ตอนที่ 2 ระดับขั้นจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ เป็นแบบให้เลือกตอบโดยการกำหนดสถานการณ์และข้อคำตอบให้เลือกตอบ ซึ่งข้อคำตอบแต่ละข้อ ก – ง. จะเรียงตามลำดับขั้นจิตสำนึก ขั้นที่ 1 – ขั้นที่ 4 โดยกำหนดคะแนนจิตสำนึก ดังนี้
เมธา : สัปดาห์ก่อน ผมไปเที่ยวสวนสัตว์ เห็นเด็กคนหนึ่งเอาถุงพลาสติกโยนทิ้งในบ่อ
ฮิปโปเตมัส
เกรียงไกร :…..?
หากนักศึกษาเป็นเกรียงไกร นักศึกษาจะคิดอย่างไร
ก. ทำไมเขาทำอย่างนั้นนะ (ขั้นที่ 1)
ข. การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ต้องมีการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กเกี่ยวกับการอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อม (ขั้นที่ 2)
ค. ฉันคิดว่า จะทำให้น้ำเสียและอาจทำให้ฮิปโปเตมัสตาย (ขั้นที่ 3)
ง. ไม่น่าเลยนะ ถ้ามีโอกาสเราควรจะบอกเด็กคนนั้นว่า ไม่ควรทำอย่างนั้น (ขั้นที่ 4)
ตอนที่ 3 ความรู้สึกพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีจำนวนทั้งสิ้น 13 ข้อ โดยกำหนดคะแนนความคิดเห็น ดังนี้
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยมากที่สุด ให้ 5 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยมาก ให้ 4 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยปานกลาง ให้ 3 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยน้อย ให้ 2 คะแนน
- ถ้าตอบช่องเห็นด้วยน้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน
- 3. การดำเนินการภาคสนาม
ผู้วิจัยมีความเข้าใจและตระหนักอยู่เสมอว่าการปฏิบัติการเพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้อง รวมทั้งการกำหนดบทบาทที่เหมาะสมของนักวิจัย จะช่วยสร้างความไว้ใจและยอมรับจากผู้ถูกศึกษา จะนำไปสู่ความร่วมมือร่วมใจในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ ดังนั้นผู้วิจัยจึงให้ความสำคัญต่อเลือกพื้นที่ และกลุ่มบุคคลที่จะเข้าร่วมในการศึกษา ภายใต้ความสอดคล้องกับเงื่อนไข และสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา โดยได้ดำเนินการดังนี้
3.1. การเลือกสถานที่ในการศึกษา
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนา ในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำของนักศึกษาอาชีวเกษตร โดยคณะผู้วิจัยได้เลือกวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ เป็นสถานที่ในการศึกษา ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นสถานศึกษาที่เปิดสอนระดับอาชีวศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีหลักสูตรสำคัญที่ส่งผลในการพัฒนาโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุตรหลานของเกษตรกร คือ โครงการปฏิรูปการศึกษาเกษตรเพื่อชีวิต ซึ่งมีมาตรการจูงใจให้เกษตรกรจำนวนมากส่งบุตรหลานเข้าศึกษาต่อในหลักสูตร อาทิ การรับนักเรียนในลักษณะของนักเรียนประจำ มีสวัสดิการด้านที่พักอาศัยอาหารฟรี และได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ศึกษา ทำให้สามารถผลิตผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรได้เป็นจำนวนกว่า 1,500 คน และกำลังอยู่ในระหว่างศึกษากว่า 650 คน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยบุตรหลานเกษตรกรทั้งที่เป็นคนพื้นราบและชนเผ่าต่าง ๆ และยังพบว่า นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจำนวนมากได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนของตนเองโดยเฉพาะนักศึกษาที่มาจากพื้นที่ห่างไกล หรือ ชาวเขา ดังนั้นหากสามารถพัฒนาความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และความตระหนักถึงสถานการณ์ทรัพยากรน้ำ ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนั้นวิทยาลัยฯยังเป็นสถานศึกษาที่ผู้วิจัยปฏิบัติงานอยู่ จึงมีความสะดวกในการทำการศึกษา การคัดเลือกกลุ่มบุคคลที่จะเข้าร่วมการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล และสามารถทำกิจกรรมการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมได้ตามความพร้อมของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบประเด็นในการศึกษาดังต่อไปนี้
- รูปแบบในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ
- วิธีการในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ
- ลักษณะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำ
- เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
- ผลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ
3.2 การหาผู้ให้ข้อมูล (Key Informant)
เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ มุ่งกำหนดการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและพัฒนาจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำของกลุ่มนักศึกษาอาชีวเกษตร ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจะมีบทบาททั้ง การเป็นผู้ให้ข้อมูลและร่วมในกระบวนการศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ในที่นี้ได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัคร ที่เป็นนักศึกษาในระดับอาชีวเกษตรที่ศึกษาระดับชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งเป็นคนพื้นราบ จำนวน 15 คน และกลุ่มที่เป็นชาวเขา จำนวน 15 คน โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือ
1) การคัดเลือกนักศึกษาที่เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ได้กำหนดคัดเลือกจากนักศึกษาที่กำลังศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช. 3) ตามโครงการปฏิรูปการศึกษาเกษตรเพื่อชีวิต ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 190 คน ประกอบด้วยนักศึกษาหญิง 70 คน นักศึกษาชาย 120 คน เป็นนักศึกษาชายชาวเขา 75 คน ชาวพื้นราบ 45 คน นักศึกษาหญิงชาวเขาจำนวน 41 คน นักศึกษาหญิงชาวพื้นราบ 29 คน สำหรับนักศึกษาชาวพื้นราบล้วนมาจากภูมิลำเนาชนบท จากครอบครัวซึ่งมีอาชีพเกษตรกรรมและมีฐานะค่อนข้างยากจน เช่นเดียวกับนักศึกษาชาวเขาซึ่งพบว่า มาจากชนเผ่าปะกากะยอ , ม้ง และลีซอ ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตชนบทที่ห่างไกล ทั้งนี้นักศึกษาทั้งหมดได้พักอาศัยในหมู่บ้านของวิทยาลัย ในลักษณะของนักเรียนประจำ จึงทำให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะต่าง ๆ ค่อนข้างสูง สามารถก่อเกิดการเรียนรู้สร้างเสริมวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ ร่วมกันได้
2) สำหรับวิธีการเลือกนักศึกษาเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ใช้
แนวคิดของการเลือกแบบไม่อาศัยทฤษฎีความน่าจะเป็น (Non– probability sampling) ซึ่งเป็นการคัดเลือกที่ยึดความเหมาะสม ในลักษณะของการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการเลือกแบบกำหนดจำนวน (Quota sampling) โดยการกำหนดคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่างและเมื่อพบหน่วยประชากรที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับที่กำหนดไว้ก็นำมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง ในที่นี้ได้กำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างในโครงการวิจัยแบบมีส่วนร่วมคือ
ต้องเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของโครงการ เช่น เป็นผู้ที่มีความสนใจ และความพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนการศึกษา มีความเป็นผู้นำ รวมทั้งสามารถพัฒนาทักษะในการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ดังนั้นจึงกำหนดว่า นักศึกษาในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3(ปวช.3) เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเหมาะสม เนื่องจากระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของนักศึกษาในวิทยาลัยเกษตรที่มีการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนนั้น นักศึกษาจะให้ความสำคัญต่อระบบความเป็นพี่น้องกล่าวคือ นักศึกษาปีที่ 3 ถือว่า เป็นพี่ใหญ่ในระบบกลุ่ม ทำให้ได้รับการยอมรับในเรื่องการแสดงความคิดเห็น และการเป็นผู้นำกิจกรรมต่าง ๆ แก่รุ่นน้องสูง ทั้งยังมีบทบาทต่อการถ่ายทอดแนวคิด แนวปฏิบัติต่าง ๆ แก่รุ่นน้องในเรื่องต่าง ๆ ค่อนข้างสูง
3) สำหรับขั้นตอนในการคัดเลือกนักศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการฯ ผู้วิจัยได้ทำการประชาสัมพันธ์โครงการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวนทั้งหมด 190 คน ด้วยการชี้แจงถึงความมุ่งหมายและลักษณะการทำกิจกรรมร่วมกัน ตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมทั้งรับสมัครนักศึกษาเพื่อเข้าร่วมในโครงการฯจำนวน 30 คน โดยทำการคัดเลือกแบบกำหนดจำนวน (Quota sampling) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการครอบคลุมกลุ่มประชากรของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทั้งหมดที่ประกอบด้วย นักศึกษาพื้นราบและชาวเขาทั้งชายและหญิง ซึ่งจากการคัดเลือกด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้ได้นักศึกษาเข้าร่วมในโครงการประกอบด้วย นักศึกษาชายชาวเขาจำนวน 8 คน ชาวพื้นราบจำนวน 7 คน นักศึกษาหญิงชาวเขาจำนวน 8 คน และชาวพื้นราบจำนวน 7 คน
3.3. การสร้างความสัมพันธ์
ด้วยความเชื่อที่ว่า รูปแบบของการศึกษาวิจัยในลักษณะของ PAR เป็นลักษณะของ
การปฏิสัมพันธ์ (Interactive)และสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ซึ่งเป็นวิถีชีวิต เป็นปริทัศน์ทางจิตที่รวมเอาความอยากรู้อยากเห็นเข้ากับความเปิดใจกว้างเพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ที่เกิดจากการศึกษาปฏิบัติร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ พร้อมกับการสร้างมุมมองต่ออนาคต ในลักษณะเช่นนี้ การสร้างปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารที่ดีเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วม และการเป็นที่ยอมรับเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันที่จะทำให้การวิจัยบรรลุเป้าหมาย
ดังนั้นโดยสถานภาพของการเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถานศึกษา ซึ่งได้สอนและทำ
กิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะต่าง ๆ ให้แก่นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 –3 จึงได้มีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอกับนักศึกษา และเมื่อได้แจ้งเรื่องการทำวิจัยแก่นักศึกษา จึงทำให้ได้รับความร่วมมืออย่างดี ทั้งยังสามารถคัดเลือกคุณลักษณะของนักศึกษาได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด และยังมีความสะดวกในการนัดหมายนักศึกษาให้เข้าร่วมกิจกรรมในการศึกษาวิจัยอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยยังให้ความสำคัญกับนักศึกษา โดยคำนึงถึงความรู้สึกร่วม (Empathy) ด้วยการพยายามเอาใจใส่ในความรู้สึกและเข้าใจในความรู้สึกของนักศึกษา รวมทั้งการสร้างบรรยากาศแห่งการยอมรับนับถือระหว่างกันบนพื้นฐานของความเสมอภาค ฉะนั้นในการร่วมกิจกรรม ผู้วิจัยได้เน้นย้ำให้นักศึกษาตระหนักถึง บทบาทและความสำคัญของนักศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ว่า อยู่ในฐานะของผู้ร่วมแสวงหาความรู้ จึงขอให้ทุกคนได้เสนอทัศนะและนำเสนอประสบการณ์การเรียนรู้จากการทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างเปิดเผย
และเพื่อให้การสื่อสารหรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นไปอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ จึง
ได้กำหนดให้มีการพบกลุ่มทุก 2– 3 สัปดาห์ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อเพื่อปรึกษาหรือประสานงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมของโครงการฯ ได้อย่างทุกขณะ ทั้งในระหว่างเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ซึ่งจากการกระทำในลักษณะเช่นนี้ได้ผลดียิ่ง เพราะนักศึกษาให้ความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม และเสนอแนวทางต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของกลุ่ม นอกจากนี้เพื่อเป็นการรักษาระดับการปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการฯ ในระหว่างการปิดภาคเรียนที่ 2 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน ทางผู้วิจัยได้ติดต่อนักศึกษาโดยการใช้เอกสารจดหมายข่าว เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาและแนวทางการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ให้นักศึกษาได้รับทราบ
- 4. การดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด
รากฐานแนวคิดสำคัญของการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยเชื่อที่ว่า ฐานสำคัญของการวิจัย
แบบมีส่วนร่วมคือ การมีพันธะกรณีและความเชื่อมั่นร่วมกัน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นว่า ผู้เรียนหรือนักศึกษามีความสามารถในการตัดสินใจได้ว่า ตนเองต้องการสิ่งใด และวิธีเรียนรู้แบบไหนที่เหมาะสมกับตนเอง ดังนั้นภายหลังจากทำการคัดเลือกนักศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมในการ