คนอะไรก็ไม่รู้ช่างเก่งเหลือเกิน มีความรู้ที่ลุ่มลึกในหลายๆแขนง แล้วสามารถนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างบูรณาการ และน่าอ่านสุดๆ

     ผมเป็นแฟนประจำคอลัมน์ "คุยเรื่องประเทศไทยกับ วิษณุ  เครืองาม" ทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ มาแทบทุกฉบับ ติดตามอ่านทุกเรื่องที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ  เครืองาม เขียน  เท่าที่จำได้ เช่น เรื่องธรรมะมีอยู่รอบตัว  เล่าเรื่องรัชกาลที่ 3  วันนี้ 78 ปีก่อน  ไปดูฝรั่งชักว่าว  เรื่องของรัฐธรรมนูญ  วันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคมของไทย  ทวายไม่ธรรมดา  วันยุทธหัตถี  เชื่อมั่นประเทศไทยกับใครดี  วาเลนไทน์แบบไทยๆ  จนกระทั่งล่าสุดคือ เรื่องอมรรัตนโกสินทร์ ซึ่งท่านเขียนต่อเนื่องมาหลายตอน 
        ถ้าจะถามว่า "ทำไมผมจึงติดใจข้อเขียนของท่าน?" ก็อยากจะตอบว่า "ชอบที่ท่วงทำนองการเขียนของท่าน คนอะไรก็ไม่รู้ช่างเก่งเหลือเกิน มีความรู้ที่ลุ่มลึกในหลายๆแขนง แล้วสามารถนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างบูรณาการ และน่าอ่านสุดๆ”
     ผมเองเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก อ่านทั้งในหนังสือแบบเรียนและจากหนังสือทั่วๆไปในห้องสมุด ซึ่งแต่ละเล่มล้วนเขียนใกล้เคียงกัน สาเหตุก็คงมาจากคนเพียงไม่กี่คน ที่มีอิทธิพลทางสังคมในยุคนั้นๆเป็นผู้เขียน แล้วเราก็ร่ำเรียนกันมา ครูก็อธิบาย เล่าเรื่องตามหนังสือเรียนให้เราท่องจำและออกข้อสอบตามนั้น ซึ่งตอนเด็กๆผมก็สอบได้คะแนนดีในวิชานี้ด้วย เพราะจำเก่ง แต่จินตนาการก็ยังอยู่ในขอบเขตจำกัดตามที่ครูสอน
      พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้เข้ามาอยู่ในวงการศึกษาทำให้เกิดมุมมองว่า  การเรียนประวัติศาสตร์น่าจะมีประโยชน์อย่างน้อย 2 อย่างคือ  เพื่อให้เกิดความรักชาติ ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ  และเพื่อเรียนรู้อดีต โดยเฉพาะที่เป็นข้อผิดพลาด สำหรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนในปัจจุบันและวางแผนอนาคต   แต่การเรียนการสอนที่ผ่านมาเรามักเสนอความจริงเพียงด้านเดียว ในหนังสือเรียนมักกล่าวเพียงว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร แล้วมักตามด้วยข้อสรุปเพียงว่า เพราะท่านรักชาติ เราจึงควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง  และสำนึกในบุญคุณของท่าน  แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความผิดพลาดในอดีต  การเรียนประวัติศาสตร์จึงเหลือเพียงท่อง จำ และนำไปสอบ ไม่จำเป็นต้องคิดวิเคราะห์ใดๆ  นี่น่าจะเป็นจุดอ่อนที่เราควรต้องทบทวนกระมัง    
       พอผมได้อ่านบทความของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองามแล้ว ทำให้ผมเกิดความกระจ่างชัดในประวัติศาสตร์ขึ้นมาอย่างมาก และทำให้นึกถึงคุณครูที่สอนประวัติศาสตร์ในปัจจุบันว่า น่าจะลองเทียบเคียงนำไปปรับเปลี่ยนวิธีสอนประวัติศาสตร์ ให้สนุกและได้คุณค่า โดยที่ไม่ยึดติดที่หนังสือแบบเรียนเล่มเดียวเหมือนที่ผ่านมา
        ผมคิดว่าการเรียนการสอนประวัติศาสตร์น่าจะมีแง่มุมมากกว่านำเรื่องที่บันทึกไว้แล้วมาบอกต่อ  แต่คนเป็นครูน่าจะเป็นนักอ่านตัวยง  มีความรอบรู้ในศาสตร์หลายๆแขนง  โดยครูอาจตั้งประเด็นให้น่าสนใจ เหมือนชื่อบทความของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ   แล้วจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากบุคคลและแหล่งต่างๆที่รอบด้าน โดยทั้งนักเรียนและครูต่างก็มีข้อมูลความรู้ที่หลากหลาย  แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนร่วมกัน รวมทั้งมีการเชื่อมโยงกับศาสตร์แขนงต่างๆ  ฝึกการตีความเหมือนนักกฎหมาย  เทียบเคียงกับบันทึกหลักฐานต่างๆ  ผลจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ร่วมกัน ก็จะทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่งอกเงยขึ้นในระดับชั้นเรียน  และความรู้ก็จะพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเราใช้กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง  ผู้เรียนอาจสามารถเขียนเป็นบทความคล้ายๆกับที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุเขียนก็ได้  และนี่ก็น่าจะเป็นการสอนให้ผู้เรียนเกิดปัญญาได้อย่างแท้จริง
            ถ้าผู้สอนอยากจะสอนให้สนุกอาจมีกิจกรรมที่ต่อยอดจากการวิเคราะห์สังเคราะห์กันในชั้นเรียนได้อีก  เช่น การให้ผู้เรียนวิจัยสืบค้นภูมิปัญญาและแหล่งประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น   การเปรียบเทียบบันทึกต่างๆทางประวัติศาสตร์ของประเทศตนเองกับประเทศอื่นๆ   การแข่งขันตอบปัญหาเชิงวิเคราะห์สังเคราะห์   การทัศนศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์   การอภิปราย  การโต้วาที  การประกวดบทความเชิงประวัติศาสตร์  เป็นต้น
       หากใครได้อ่านบทความของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เช่นเดียวกับผม  จะเห็นได้ว่าบทความของท่านนั้นเขียนจากข้อมูลที่อ้างอิงได้หลายๆแหล่ง ผนวกกับองค์ความรู้ที่ท่านมีอย่างมากมายหลายแขนงทั้งด้านการเมือง การปกครอง รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วรรณคดี ฯลฯ แล้วสอดแทรกด้วยอารมณ์ขันที่ท่านมีอยู่   ท่านจึงสามารถวิเคราะห์เทียบเคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างครื้นเครงและเห็นภาพพจน์  โดยไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากนัก  แต่ก็ไม่ลืมที่จะกระตุ้นสำนึกให้คนไทยมีความรักชาติ  แม้ท่านจะเขียนถึงเบื้องสูงด้วยภาษาที่เรียบง่าย  ไม่ใช้ราชาศัพท์เสียทีเดียว แต่ก็ไม่จาบจ้วง  จึงทำให้บทความของท่านมีเสน่ห์  กินใจได้ทั้งความรู้และความบันเทิงที่หาคนเขียนเช่นนี้ได้ยาก  
        จึงอยากเชิญชวนให้ครูที่สอนประวัติศาสตร์ได้ติดตามอ่านกัน