เรื่องกริยาสามช่องนั้น ไม่ได้แปลว่ามีให้ใช้เพียงสามรูปเท่านั้น รูปก่อนผันใช้ตามประธานที่เรียกว่า Infinitive นั้นก็เอามาใช้ได้ ถ้าใช้กับกริยาช่วยก็ใช้ตามหลังกริยาช่วยทันที เช่น will be, must do, etc. ถ้าใช้กับกริยาอื่น ส่วนมากมี to คั่นกลาง เช่น I’ll try to be early. ถ้าใช้นำหน้าประโยคทันทีโดยไม่มีประธาน ก็เป็นประโยคคำสั่ง เช่น Come again.
สำหรับกริยาช่องที่สาม (ซึ่งเหมือนช่องสองก็มี ไม่เหมือนก็มี) นั้น เวลาใช้ตาม Tense จะมี Verb to Have นำหน้าเสมอ แต่ในบางประโยค เราจะเห็นใช้ตามหลัง Verb to Be อันนี้ไม่ใช่แค่ Tense แล้ว แต่เป็น Passive Voice ด้วย
และบางที เห็นวางข้างหน้าคำนามก็มี เช่น broken arm, fallen tree etc. อันนี้ คำกริยาช่องสามแปลงสถานะไปเป็น adjective เสียแล้ว
ในทำนองเดียวกัน รูปที่ไม่มีช่องให้อยู่ คือ Verb+ING ก็มีบทบาทไม่น้อยหน้าคำอื่นๆ คือ
๑) ใช้เป็นกริยาต่อเนื่องใน Continuous Tense เช่น I am reading a blog.
๒) ใช้เป็น Adjective ก็ได้ เช่น The Flying Dutchman (ชื่ออุปรากรของวากเนอร์ซึ่งกลายเป็นฉายานักฟุตบอลชาวฮอลแลนด์คนหนึ่ง)
๓) ใช้เป็นคำนามก็ยังได้เลย เช่น Flying model airplanes is interesting.
เพียงแค่พูดถึงรูปของคำกริยาไม่กี่ตัว ก็มีอะไรต่อมิอะไรมาเกี่ยวข้องเยอะแยะไปหมด อย่างนี้ย่อมมีปัญหาแน่นอน คือ จะสอนและเรียนกันอย่างไร จะสอนและเรียนอะไรก่อน จะสอนและเรียนตั้งแต่เมื่อไร ฯลฯ
ผมไม่ได้สอนภาษาอังกฤษเป็นหลักมายี่สิบกว่าปีแล้ว จึงไม่ทราบว่าได้มีนวัตกรรม หรือ พัฒนาการอะไรที่น่าเอามาเล่าสู่กันฟังที่นี่บ้าง ผมเขียนบันทึกเหล่านี้ในฐานะผู้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ ได้พบเห็นการใช้ของใครต่อใครบ่อยยิ่งกว่า และได้พบปะเสวนาแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ใหม่ๆจากสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรที่ผ่านการคัดเลือกให้สอนภาษาอังกฤษตามโรงเรียนต่างๆในประเทศไทยห้ารุ่นรวมร้อยกว่าคน ผมได้ทราบความจริงจากคนที่พูดภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กว่า เขาฟังรู้และพูดได้ก่อนรู้จักตัวหนังสือตั้งหลายปี และหนังสือเล่มแรกๆ ของพวกเขามีรูปมากกว่าตัวหนังสือ เขาเริ่มเรียนไวยากรณ์แบบที่แทบไม่รู้ว่ากำลังเรียนไวยากรณ์อยู่ เพราะเขาเรียนจากประโยคต่างๆในเรื่องที่อ่าน ประโยคเหล่านั้นคือต้นแบบการใช้ภาษาที่ถูกต้อง เขาไม่ต้องท่องอะไรมากมายก่ายกอง
อาจารย์ชาวไทยรุ่นเก่ากว่าผมท่านหนึ่งพูดได้น่าคิดมากว่า คนไทยรุ่นก่อนๆที่เรียนไวยากรณ์อังกฤษตั้งแต่เริ่มต้นใหม่ๆ นั้นเป็นพวกที่ “know everything ABOUT English, but cannot use THE English” ผมว่าจริงของท่านนะ เพราะผมเป็นอย่างนั้นมาแล้ว จะใช้ภาษาอังกฤษก็ได้แต่จดๆจ้องๆ เพราะกลัวผิดไวยากรณ์ จนใช้ไม่ทันการณ์แล้วพาลไม่ใช้เลย แต่พอเรียนกับอาจารย์ชาวอเมริกันหกชั่วโมงต่อสัปดาห์แบบไม่มีภาษาไทยเลย ภายในเวลาไม่เกินครึ่งเทอมก็ได้เกิดใหม่โดยไม่ต้องตายก่อน
เรื่องไวยากรณ์เป็นเรื่องใหญ่มากๆ และยากจริงๆ การให้เรียนไวยากรณ์เป็นเรื่องแรกๆ ทันทีจึงไม่น่าจะได้ผล และดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับสัญชาติทางภาษาด้วย ดังนั้น ผมคิดว่าจะหวนกลับไปอภิปรายเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นไทยในภาษาอังกฤษต่ออีกสักเล็กน้อยก็น่าจะพอ