ผมได้รับ อี-เมล์ จากท่านที่คุ้นเคย และเป็นศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง ดังต่อไปนี้
กราบเรียนท่านผู้มีปัญญาที่เคารพ
ผมต้องขอโทษ ที่เขียนจม.มาแบบนี้
ผมบังเอิญได้อ่านบทความเรื่องการที่ศาสนาพุทธได้รับการยกย่องในสวิส
ซึ่งท่านตีพิมพ์ในมติชน
จึงคิดเอาเองว่าท่านต้องรู้จริงและเป็นที่พึ่งพิงได้กับปัญหาที่ผมเจอดังที่ได้เขียนที่หัวเรื่อง
ท่านคงจะสังเกตุได้ว่าทุกวันนี้
พระสงฆ์ที่เราตักบาตรกราบไหว้ว่าเป็นหนึ่งในรัตนตรัยนั้นท่านมีความเป็นคริสเตียนมากกว่าชาวบ้านทั่วๆไปอย่างมาก
โดยที่ท่านก็ไม่รู้ เราๆก็ไม่เข้าใจว่า
ศาสนาคริสต์ได้เข้ามากำหัวใจของผู้ที่สอนธรรมมะของเราโดยมิต้องลงแรงหรือทำอะไรให้ยาก(ต้องขออภัยที่เขียนมาชัดๆเพราะเป็นระบบที่ดี
แต่เราประยุกต์ผิด)
ท่านทราบไหมว่า พระที่มีพัดยศมีตำแหน่งหลายรูป ต่างก็จบปริญญาตรี โท และเอก และมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งก็ให้ปริญญาหรือdegree. ที่เขียนย่อๆว่า บ./B. ม./M. และ ด./D. ตามแบบตะวันตกดังที่เรามักจะเข้าใจกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยไทยทั้ง200แห่งทำกันตามตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยแห่งแรกของชาติ และคนที่เรียนจบเมืองนอกกลับมาเกือบจะร้อยกว่าปีตั้งแต่พระพุทธเจ้าหลวงทรงปฏิรูปการศึกษาก็ใช้ตามๆกันม่
ผมก็ยังไม่เสียความรู้สึกมากที่พระสงฆ์เราสนใจเรียนในมหาวิทยาลัยและได้ดีกรีดังกล่าว ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเป็นระบบการศึกษาที่มีรากเหง้ามาจากระบบของศาสนาคริสต์ และเรารู้อยู่ว่าท่านจบแล้วก็สึกออกไปเป็นฆราวาสสอนหนังสือให้กับกุลบุตรไทยได้ทันสมัยตามระบบตะวันตก (นี่คือความดีของคริสต์ศาสนา)
ประเด็นอยู่ที่พระสงฆ์รูปต่างๆที่ไม่สึกเมื่อจบแล้ว แต่ยังเป็นพระสงฆ์ให้เรากราบไหว้นั้น หรือพรำ่สอนธรรมมะ ออกทีวี แจกดีวีดี เขียนหลักธรรม ทำตำราหนังสือให้เราอ่าน จะมีการเขียนชื่อที่เป็น นามพระราชทานที่เปลี่ยนทุกๆ๕ปี(โดยอาจวงเล็บชื่อ ซึ่งวลีที่ว่า "ยศช้าง ขุนนางพระ". นั้นไม่จริง). ที่น่าตกใจและเสียใจคือ พระสงฆ์กลุ่มนี้ จะเขียน คำว่า "ดร." นำหน้าชื่อด้วย แทนที่จะเขียนตามหลังชื่อว่า " ปร.ด." หรือ"Ph.D.". หรือที่ถูกควรเขียนว่า ป.ธ. หรือ น.ธ.ก็พอแล้ว เพราะท่านเป็นผู้เผยแพร่คำสอนหรือธรรมมะของพระพุทธเจ้า. ท่านมิใช่ผู้ที่จะมาสอนไบเบิลให้เราชาวพุทธฟัง. เพราะ ดร. ที่ท่านเขียนนำหน้าชื่อนั้นมีความหมายว่า เป็นผู้ที่มีสิทธิในการสอนศาสนาคริสต์ที่เมื่อราวเกือบสองพันปีหัวหน้าโบสถ์หรือบาดหลวงต่างๆจะได้รับการยกย่องให้เป็น "ดอกเตอร์". ที่สูงกว่า "มาสเตอร์". หลังจากที่สอบผ่านกติกาต่างๆที่ยอมรับหรือจ่ายค่าธรรมเนียมการสอบแล้วว่ามีความรู้ศาสนาคริสต์เป็นอย้างดี จนกระทั้งมหาวิทยาลัยปารีสได้นำปริญญาเอกมาใช้ครั้งแรกกับคนที่เก่งระดับโปป แล้วพัฒนามาเป็นปริญญาสามระดับที่เราเข้าใจกันว่าเป็นปริญญาที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกประสาทให้กับบัณฑิต และในกรณีที่คนทั่วไปเก่งมากเป็นที่ยอมรับในศาสตร์ต่างก็จะให้กิตติมศักดิ์ ที่เป็นปริญญาเอกขั้นสูงสามชนิดด้วยกันคือ D.Litt. LL.D. และ D.Sc.
ดังนั้นการที่พระสงฆ์ของชาวไทยพุทธเข้าใจผิด เขียนหรือเรียกตนเองหรือให้คนอื่นเรียกว่า พระ ดร. หรือพระมหา ดร. หรือพระ...เทพ ธรรม ราช...ดร. นั้นถือว่าเป็นการเข้าใจผิดและหรือท่านได้แปลงกายเป็นพระคริสต์ในคราบของพระสงฆ์ไปแล้วหรืออย่างไร?(โปรดอย่านำไปเป็นข้อโต้แย้งระหว่างศาสนาแต่ที่ยกชื่อมาอ้างเพราะเป็นของจริงแต่มีบางคนที่ไม่รู้และไม่เข้าใจ) เพราะรากศัพท์ดอกเตอร์/ดร./Dr. นั้นvikipedia ให้ความหมายว่า Doceo = I teach และ ผู้ไดัรับอนุญาตการสอนคือ licentia docendi = license to teach. และ Doctor = Apostles, church fathers and other Christians authorities who taught and interpreted the Bible. คนไทยพุทธไม่ควรให้พระสงฆ์ที่เป็นแบบนี้มาร่วมสอนพุทธธรรม จะดีหรือไม่
อนึ่งการที่กรมการศาสนาเดิม และ มหาเถรสมาคมไม่ทำให้พระภาคภูมิใจที่จะเรียน นักธรรมตรี โท เอก และ ปรับระดับชั้นของ เปรียญธรรม (ปริญญา มีรากศัพท์มาจากเปรียญ)เป็นสามกลุ่มคือ ปธ๑-๓ ๔-๖ และ ๗-๙ จากนั้นก็ปรับหลักสูตรให้มีวิชาของฆราวาสเป็นวิชาแกนหรือเลือกให้ทันสมัยเช่นมีวิชาภาษา ไอที วิทยาศาสตร์ เป็นต้น ตามกรอบ TQF ที่ประกาศเป็นกฎกระทรวงไปแล้ว และแก้ ความคิดเดิมๆที่เทียบให้พระที่ได้ ป.ธ. ๙ เท่ากับ ปริญญาตรี นั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่เข้าใจคุณค่าของบาลีกับพุทธ และปล่อยให้ระบบงานและคนในกระทรวงที่ไม่เคยบวชเรียนยำ่ยีหลักการเรียนแบบพุทธ ที่ี่เจริญรุ่งเรืองมากว่า๒๕๐๐ปี. ถ้าพุทธไม่ดีจริง ตรากระทรวงศึกษาธิการคงไม่เป็นล้อแห่งธรรมจักร ที่มีแปดซี่กง ของมรรคแปด อันเป็นบ่อเกิดของแนวทางแก้ปัญหาพัฒนาความเจริญอันเป็นหลักยุทธศาสตร์ ตามแนวคิดของอริยสัจจ์สี่ประการ (ตรานี้เป็นที่ยอมรับและเป็นตราของ NIDA สภาวิจัยแห่งชาติ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีการปรับรูปแบบไปบ้าง) ถ้าปรับได้ปัญหาอาจจะลดลงอีกมาก
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาครับ
ข้าราชการบำนาญชาวคนพุทธทึ่เคยบวชและสอนในมหาวิทยาลัย
ผมไม่ได้คิดแบบท่าน หรือไม่เคยเอาใจใส่เรื่องนี้ แต่ก็เห็นว่ามีคนคิดแบบนี้ด้วย จึงนำมาเผยแพร่ และเนื่องจากท่านไม่ใส่ชือจริงผมจึงไม่เปิดเผยชื่อของท่าน
ที่จริงความคิดเรื่องนี้ของผมอาจจะรุนแรงกว่าท่านด้วยซ้ำ คือผมคิดว่าวงการศาสนาพุทธไทยเอาอย่างฆราวาสมากไป แทนที่จะเป็นหลักในทางหลุดพ้นจากกิเลสให้แก่ฆราวาส กลับมาตามอย่างฆราวาสในเรื่องกิเลสในทางโลก
วิจารณ์ พานิช
๑๒ มี.ค. ๕๔
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมคิดว่าเรื่องนี้ก็ยังเป็นข้อปลีกย่อย หากเข้าถึงหัวใจศาสนาหลักๆที่เรายึดถือนั้นสังคมก็สันติสุขได้ไม่ยาก แต่เมื่อเอาศาสนามา "อุปาทาน" ให้เกิดอัตตาสูงแก่ผู้นับถือแล้ว การนับถือศาสนาก็ทำให้สังคมวุ่นวายได้เช่นกัน ใยท่านไม่พิจารณาถึง การยึดถือศาสนาด้วย "ศรัทธา ความดี ความงาม ความหมาย และคุณค่า" ที่ก่อให้เกิดปัญญา สร้างสันติสุขแก่สังคม กระบวนทัศน์นี้นำไปสู่การเห็นชอบสู่ทางแห่งสันติภาพมิใช่หรือ?
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
..ไยท่าน...(อันบนผิดครับผม)