GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

แก้ปัญหาน้ำ

นำฝนกับน้ำใจ

บทความเรื่อง

การแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ มาเล่าสู่กันฟัง

เรื่อง น้ำฝนกับน้ำใจอันเกิดจากน้ำใจเปลี่ยนเป็นน้ำจริง

ช่วยสิ่งแวดล้อม เทิดในหลวงของเรา

---------------------------------

 

                ชีวิตของเรามีเรื่องต้องให้คิดมากมาย งานประจำ งานสังคม การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของผู้ที่คิดทำมาหากิน ผู้ที่มีภาระต้องดูแลครอบครัวอันเป็นวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ เกิด อยู่ แก่ ตาย กิน เป็นเรื่องปกติ

สังคมของไทย ความแตกต่างทางการดำรงชีวิตกลุ่มผู้ยากไร้กับกลุ่มคนชั้นกลางและกลุ่มร่ำรวยที่ใช้สมองไตร่ตรอง หาทางหาทุน ลงทุน ได้กำไร มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย

ชีวิตทุกคนที่เกิดมาไม่มีใครอยากจน  อดอยาก ต้องการความมีอยู่ มีกินด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็ส่วนหนึ่งที่ต้องอดอยากเพราะไปเกิดในที่ที่ไม่เหมาะสม และเกิดความไม่รู้จักทำมาหากิน ไม่มีความขยันพอ หรือมุ่งแต่จะสุขสบายแทนการออกกำลังเพื่อแปลงธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดเป็นเงินหรืออาหาร รู้จัก แต่ทำลายไม่รักษา เห็นแก่ตัว ไม่สร้างสิ่งทดแทนเพื่อวันข้างหน้า

เรื่องความไม่รู้กับความโลภนี้ ผู้เขียนเห็นแจ้งประจักษ์จริงกับตัวเองมาหลายปีก่อนจะเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเด็กเลี้ยงควาย ทำไร่ ทำสวน เข้าสู่ระบบราชการ  เพราะที่บ้านเดิมเป็นเกษตรกรผู้ยากจนแต่ไม่อดอยากอะไร การพลิกแผ่นดินเป็นอาหาร มีทุกอย่างนั่นก็ต้องมีแหล่งน้ำเพื่อดำเนินการ

รู้สึกโดยสำนึกเองแม้จะยังไม่ได้อ่านเขียนเรียนหนังสือดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะทำงานหนักมากในครอบครัวที่พ่อแม่เริ่มต้นจากหมอนใบ กระบุง 2 ใบ ไม้คาน 1 อัน ของพ่อแม่ที่บ้านนั้นทำงานตลอดเวลาและทุกคนในครอบครัว 10 คนที่เป็นลูก  กลางวันใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน  กลางคืนใช้แสงจันทร์  คืนใดเดือนมืดใช้ตะเกียงเจ้าพายุ  คนในยุคปัจจุบันอาจไม่รู้จักตะเกียงชนิดใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง มีไส้เป็นคล้ายถุงชงกาแฟ แสงสว่างมาก

ในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ปลูกพืชโดยไม่เข้าใจหลักและทฤษฎีอะไรทั้งสิ้นว่าปลูกตระกูลถั่วปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อการใช้อินทรียวัตถุในดินที่พืชแต่ละชนิดใช้ไม่เหมือนกัน พืชก็จะเติบโตได้งอกงามต่างๆ กันไป  มีการปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกงา ปลูกถั่วลิสง ข้าวโพด แตงโม พืชสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือ แตงกวา ถั่วดำ พริก ฟักทอง แตงไทย ทั้งพืชอายุสั้นและอายุยาวนาน ต้นหอม ผักชี ผักบุ้ง คะน้า กะหล่ำดอก มะระ มะเขือชนิดต่างๆ สัปปะรด มะม่วง ขนุน มะพร้าว มะนาว มะกรูด ไม้ไผ่ตง  มะขาม ต้นสะเดา ไม้ลวก ต้นยอ มะละกอ ต้นแค  น้อยหน่า  ต้นกล้วยน้ำว้า  กล้วยหอม กล้วยไข่ ชมพู่ ฝรั่ง  ลำไย อะไรจะมากแค่นี้ มีที่ดินเพียง 15 ไร่เท่านั้น แต่นี่คือเรื่องจริง(เมื่อ 35-50 ปีที่ผ่านมา)

มาดูสัตว์ที่เลี้ยงก็ครบตามประสาชาวบ้าน ไก่ไข่ ไก่ชน ไก่เนื้อ หมู เป็ดไข่ เป็ดเทศ ที่สำคัญและเป็นกำลังที่สุดของบ้านเพราะผู้เขียนต้องทำหน้าที่ดูแลมันคือ ควาย 3 ตัวที่ต้องมีไว้เพื่อทำงานหนักให้แก่ครอบครัว มีบ่อน้ำ สระน้ำ มีปลา ผักกะเฉด บัว ไว้กิน  ในครอบครัวมีชาย 5 คน หญิง 5 คนที่เป็นลูกของแม่ ลูกชาย 5 คนก็ต้องเลี้ยงควายทุกคน เด็กหน่อยก็ทำหน้าที่ เลี้ยงควาย  โตก็ไปทำอย่างอื่น  ผู้เขียนมีน้องชาย 1 คน พี่ชาย 3 คน (ปัจจุบันตัวผู้เขียนและน้องชายรับราชการเป็นข้าราชการระดับ 8 และ 7 ตามลำดับ โดยได้รับคัดเลือกจากหน่วยงานให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นครุฑทองคำของสำนักงาน ก.พ. ตัวผู้เขียนปี 2534 และน้องชายปี 2543 จากแม่ที่สร้างชีวิตให้ลูกชาย 2 คนเข้ารับราชการและได้รับเกียรติอันสูงสุดของชีวิตราชการ ซึ่งในประเทศไทยคงจะมีแม่ที่ทำสำเร็จได้เช่นนี้อีกไม่กี่คนแน่นอน)

ที่เอาชีวิตส่วนตัวมาเล่าให้ฟังก็เพราะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากตนเอง เพื่อชี้ให้เห็นถึงการมุ่งมั่นทำมาหากิน  แล้วที่บอกว่าความไม่รู้กับความไม่โลภนั้นมาเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวอย่างไร เหตุผลมีดังนี้

การปลูกอ้อยของพื้นที่จังหวัดชลบุรีนั้นต้องไปหาผู้ทำหน้าที่ตัดเมื่ออ้อยได้ขนาดก็ต้องเป็นกลุ่มที่ว่างงานชั่วคราว  โดยสภาพจากการทำนาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มาเป็นแรงงานตัดอ้อย  ขณะนั้นได้ขยายพื้นที่กินโดยการซื้อที่รอบๆ ที่เขาไม่ทำมาหากิน เล่นการพนัน จึงขายที่ดินให้แล้วย้ายไปตัดไม้ทำลายป่าแทน เพราะเมื่อสมัย  40  กว่าปีก่อนนั้นมีป่าไม้ที่ดินมากมายที่ประชาชนเข้าไปแผ้วถางทำมาหากินได้ แต่ที่บ้านไม่ได้ไปไหนจึงซื้อที่รอบๆ มาได้  55 ไร่  ปลูกอ้อ ยสลับกับมันสำปะหลังหรือถั่วเขียว งา ถั่วลิสง แล้วแต่จะปลูก แต่หลักๆ คืออ้อย และมันสำปะหลัง   เพราะได้เงินมากกว่าอย่างอื่น

ก็บอกแล้วว่าในการตัดอ้อยนั้นจำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก จึงต้องไปหาคนงานจากภาคเกษตรอื่นเข้ามาช่วย ที่ทำนาครั้งเดียวก็ต้องเป็นกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 15 คน

กลุ่มชาวอีสานมีข้อเสียหลายข้ออันนี้ต้องขออภัยด้วย เพราะว่าเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนทราบ นั่นคือชอบการพนัน ติดยา(ยาสูบ) ดื่มเหล้า เริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่เป็นเยาวชนกันเลยแหละ  ทุกวันนี้ก็ยังเป็น (แต่ไม่แน่เพราะผู้เขียนไม่ได้สัมผัสชีวิตแบบนั้นมาตั้งแต่  พ.ศ.2523  แล้ว)  และก็เพราะเขามีเวลาว่างมาก การศึกษาน้อย จนกับเจ็บก็ตามมาเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องไปทำวิจัย

เมื่อรับมาทำงานนาน 3-5 เดือน หรือบางคนอพยพครอบครัวมาเพื่อเข้าดูแลไร่อ้อยให้ก็นานหน่อย  ท่านผู้อ่านรู้ไหมว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร  ร้อยละ 90 ผู้เขียนพบว่าเป็นเหมือนกันหมด  ผู้เป็นนายจ้างทุกคนอิดหนาระอาใจมากต่อพฤติกรรมของกลุ่มคนงานรับจ้างตัดอ้อย หรืองานอื่นๆ ก็ตาม  นั่นคือความโลภ  การขโมย  การทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของนายจ้าง   พูดอย่างนี้ว่ารุนแรงเกินไปหรือเปล่า  มาฟังว่าอะไรเกิดขึ้น

นั่นคือการอยู่การกินของเขาเหล่านั้น จะอยู่กันอย่างไม่คิดถึงอนาคต  กินไปทำไปเฉพาะวันเงินออก (พอจ่ายค่าจ้าง) ก็ฉลองกันกินเหล้าเฮฮาเงินหมด(แต่ส่วนมากเบิกเงินล่วงหน้าไว้ให้ทางบ้านไปแล้ว)

แล้วทุกวันเขากินอะไรกัน ก็เก็บของต่างๆ ที่ผู้จ้างปลูกไว้สารพัดชนิดที่เขียนเล่ามาแล้ว ชนิดถอนรากถอนโคน คือ กินวันเดียว เช่น มะม่วง มีลูกช่วงตัดอ้อยจะออกดอกออกผล  ก็จะเก็บไปกินไม่รอให้โต  เก็บไปซ่อนไว้ให้เน่าเสีย ไม่กินก็ขอให้ได้เก็บไว้ก่อน  ในสระน้ำบ่อน้ำที่เลี้ยงปลาไว้ก็ลงอวนกินทุกวัน ขนุนไม่แก่ลูกเล็กๆ ก็เก็บมากินและเก็บลูกโตยังไม่แก่ก็เก็บมาให้เน่าเสียไป เพราะกินไม่ได้  สัปปะรดต้องรอให้เหลืองก็ไปผ่าดูก่อนทำให้ของก็เน่าเสีย   สารพัดจะทำลายโดยไม่เคยเอ่ยคำขอแม้แต่คำเดียว  ผักสวนตัวก็หมด กล้วยก็ฟันมากินแต่ดิบๆ  อะไรจะเป็นเช่นนั้น แม้แต่ของมีค่าของผู้เขียนลืมไว้เป็นเงินตราสมัยโบราณ เหรียญรูเงิน  แท้ 5 สตางค์ 1 สตางค์แบงก์สมัยโบราณ ก็ขโมยไปสิ้น  มูลค่าปัจจุบันก็อาจเป็นแสนบาท

อย่าว่ากัน ว่าทำไมไปใส่ร้ายคนงานเช่นนี้ ต้องขออภัยท่านผู้อ่านเล่าสู่กันฟังฉบับนี้ด้วยเพราะมันเป็นประสบการณ์ของผู้เป็นนายจ้างเกือบทุกคนที่ได้รับ  น้ำตาตกมาหลายปีในขณะที่ทำงานเกษตรกรรมอยู่ แม้แต่สัตว์คือ ควายก็ถูกใช้งานจนผอมโซ เช้าถึงบ่ายไม่หยุดให้อาหารก็น้อย   ตีบังคับให้ทำงานเห็นแล้วสุดสลดใจ แม้ผลผลิตเป็นของเราแต่เขาทำนั้นมันอนาตมาก(เหตุการณ์เช่นนี้ไม่มีอีกแล้ว นี่เป็นเพียงภาพอดีตที่มาเล่าสู่กันฟังถึงความทุกข์ยากพอให้เห็นความต่างระบบทางความคิดของคนเท่านั้น)

ถ้าเขาทั้งหลายลงมือปลูกเองบ้าง 15 วัน สำหรับผักบุ้ง 30 วัน สำหรับคะน้า ผักกาดขาว 50 วันสำหรับแตงกวา ที่ดินเรามีให้เขาแต่เขาไม่คิดทำเลย มีแต่จัดการกับของเราโดยไม่บอก นั่นก็เพราะเขาขาดต้นทุนคือความรู้ความคิด  ต้องให้อภัย เพราะถ้าเขาไม่ช่วยงานเราก็ทำเองไม่ไหว มีกันอยู่ 3-4 คน ทำไม่ได้ในสมัยนั้น เพราะต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ก็ต้องขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น คุณความดีมาลบการกระทำไม่ดีไป ไม่มีเขาเราก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับสภาพนี้ตลอดมา

พูดนอกเรื่องไปมากเลยเล่าอะไรให้ฟังถึงการทำงานเพื่อสร้างอนาคต การทำมาหากินเปรียบเทียบกับผู้ด้อยโอกาส ทั้งที่ดินและความสามารถในการประกอบการ กลับเข้ามาสู่เรื่องน้ำฝนกันดีกว่า

ข้อมูลจาก Website  www.geocity.com//pwa-dd/waterre.html  ว่าด้วยน้ำคือชีวิต มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์น้ำแห่งชาติ   นโยบายน้ำแห่งชาติ และอีกหลายเรื่องคือ ทรัพยากรน้ำ ปริมาณน้ำของโลก ฝนในประเทศไทย จุดนี้จะนำมาพูดกันว่าเราจะทำอย่างไรกับฝนของเรา

ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศไทยมีประมาณ 1,700 มิลลิเมตรต่อปี  ข้อมูลตรงนี้น่าสนใจมากคือ เรื่องน้ำผิวดินในประเทศไทย  พื้นที่ลุ่มน้ำ (25 ลุ่มน้ำ)  ประมาณ 512,000 ตารางกิโลเมตร   800,000 ล้านลูกบาศก์เมตร  กักเก็บได้ 72,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เหลือก็ไหลไประเหย  ซึมลงดิน  น้ำบาดาลได้ประมาณ 4.5% ของปริมาณน้ำฝน  เราจะมาทำอย่างไรกับน้ำฝนที่โปรยปรายเป็นสายลงสู่พื้นดิน

อันนี้ก็ต้องพูดถึงน้ำใจกันก่อนว่าจะวัดใจคนเราได้ว่าแม้แต่ตนเองได้ประโยชน์ทุกอย่างจะเอาหรือไม่

ถ้าทุกคนมีน้ำใจก็เปลี่ยนเป็นน้ำจริงได้   ใครก็ตามที่ใช้น้ำ (ก็ทุกคนอยู่แล้ว)  ต้องเสียสละเพื่อน้ำนั้น  คนเมืองก็ต้องช่วยเงิน คนบ้านนอกหรือชนบทต้องช่วยตนอง อะไรที่เรียกว่าช่วยตนเองคือต้องสร้างแหล่งกักเก็บน้ำให้ตนเอง  มีพื้นที่ต้องแบ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ตนจะใช้สอยได้ตลอดปีของวิถีชีวิตการใช้น้ำ

สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นน้ำลงสู่แหล่งกักเก็บที่เกิดจากน้ำใจของคนทุกคนที่มิใช่จะทำเพื่อตัวเองเท่านั้น ยังทำเพื่อเพื่อน เพื่อประเทศชาติ รวมถึงโลกของเรา  ธรรมชาติถูกทำลายไปไม่อาจเรียกคืนได้ แต่เรามีแนวคิดในเรื่องการทดแทนได้ เพราะทุกวันนี้ทรัพยากรธรรมชาติลดลง  ของเทียมๆ ก็ต้องเข้ามามีบทบาทยิ่งขึ้น จึงต้องมาเริ่มกันใหม่

ประชาชนผู้เห็นคุณค่าของน้ำก่อนว่า ถ้าท่านมีที่ดินพร้อมเสนอให้เป็นบ่อหรือสระน้ำเพื่อตัวท่านเอง แต่ไม่มีทุนขุด ใครจะขุดให้ท่าน  คำตอบก็คนที่ใช้น้ำแต่ไม่มีที่ดิน นั่นแหละจะช่วยออกตัวใช้จ่ายให้เพราะเขามีน้ำใจ  น้ำใจนี่แหละที่ช่วยสร้างโลก เราก็มาเปลี่ยนน้ำใจนี้เป็นน้ำจริงๆ ที่เราใช้อุปโภคบริโภคกันนี้แหละ  แต่ต้องมีเงื่อนไขสำคัญว่า ใครก็ตามที่ได้รับการขุดบ่อให้จะไม่มีเป็นตัวเงิน เพราะทุกบาททุกสตางค์จะต้องเป็นทุน  เป็นทุนสำรองเพื่อพัฒนาน้ำ ต้องปลูกป่าไม้ริมสระน้ำโดยใช้ทฤษฎี 2+1 (ป่าไม้ 2 + น้ำ 1)  เพื่อสร้างบรรยากาศโลก สร้างป่าเพื่อเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อการส่งสินค้าออก  ประโยชน์มหาศาลนั้นเกิดแก่ตัวเจ้าของที่ดินนั้นเอง มีน้ำเป็นทุนปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำมาหากิน ชีวิตความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้น แล้วท่านจะเสียสละพื้นที่ดินเพิ่ม 50-1600 ตารางวา  เพื่อตัวท่านเองมิได้หรือ  ท่านคือผู้รับประโยชน์  ท่านคือผู้ได้  ท่านมิใช่ผู้เสีย  ท่านได้น้ำใจจากผู้อื่นแล้วท่านได้น้ำจริงสำหรับวิถีชีวิตท่าน  ท่านมองเห็นประโยชน์หรือยัง   ถ้าเห็นแล้วมาร่วมกัน

เมื่อมีน้ำฝนตกลงมาเป็นน้ำท่าไหลลงผิวดิน ดักกักเก็บลงบ่อน้ำไว้ ฉบับนี้คงยังไม่ได้พูดถึงบ่อจิ๋ว (Nano-Cistern) เลย  เราต้องสร้างมันขึ้นมาทดแทนธรรมชาติที่สูญหายไปจากวิถีความเจริญจากเทคโนโลยีเกษตรกรรมแผนใหม่  การตัดไม้ทำลายป่า  การสร้างชุมชนขวางทางน้ำ  การทำถนนปิดกั้น  การระบายน้ำของธรรมชาติ  เมื่อน้ำลงจากฟ้าแล้วลงบ่อน้ำที่เราเตรียมรองรับไว้  ถ้าเราทำมากเท่าใดก็จะกลับได้มากขึ้น  เรามีคนอยู่ 63 ล้านคน  คิดว่าเป็นดาวประจำตัวให้ขุดบ่อจิ๋ว (Nano-Cistern) ให้ได้ 63 ล้านบ่อก็แล้วกัน(ถ้าจะให้พิศดาลมากอีกหน่อยก็บอกว่าคำนวณตลอดชีวิตว่าคนแต่ละคนใช้น้ำเท่าใดก็ทำบ่อสำสมน้ำไว้ให้ได้เท่านั้นและให้น้ำเต็มบ่อนั้นเสมอ )จะขุดมากขุดน้อยก็ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้น้ำของผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ว่าต้องการน้ำเท่าใด  จะให้ลดปัญหาน้ำท่วมเท่าใดนั้นไปว่ากันในรายละเอียดแผนงานยุทธศาสตร์และการจัดการบริหารกันว่าต้องมีวิธีการอย่างไร

เมื่อน้ำฝนลงมาเป็นน้ำผิวดิน  บวกกับน้ำใจของผู้ครอบครองแผ่นดิน ความชุ่มเย็น ความเจริญงอกงามของชีวิต  การเกิดของสรรพสิ่งที่อาศัยน้ำเป็นแหล่งเกิดก็จะเกิดขึ้น รวมทั้งการใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีผสมผสานกันไป การเชื่อมโยงระหว่างบ่อ การขุดเป็นร่องน้ำระหว่างเรือกสวนไร่นาและการต่อเชื่อมเครือข่ายจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกว่า  การเอื้ออาทรต่อกันเป็นบ่อน้ำเอื้ออาทร ที่ให้ชีวิตแก่สัตว์และพืช  มีการต่อท่อส่งน้ำมากไปให้บ่อน้ำน้อย  ประเทศไทยจะเป็นต้นแบบของการจัดการบริหารน้ำได้ดีที่สุดในโลก  ประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตอาหารเป็นครัวของโลก เราจะมีความก้าวหน้าทางด้านการเกษตรกรรม เป็นผู้นำของโลก อะไรๆ ก็จะดีตามไปทั้งหมด เพราะเรามีทุน ทุนของชีวิต ทุนของสรรพสิ่ง นั่นคือเรามีน้ำ น้ำเป็นชีวิต  น้ำใจมีให้กันกลายเป็นน้ำจริง ความคาดฝันเรื่องน้ำโดยการจัดสร้างแหล่งกักเก็บที่เคยทำมาแล้วแต่ยังไม่บรรลุพอก็ขอให้สำเร็จลงด้วยความมีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไทยที่ต้องนำเสนอทูลถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การผสานต่างๆ ตามโครงการพระราชดำริ  พระองค์ทรงพระดำรัสเสนอในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ  ดังนั้น เราต้องแสดงน้ำใจกันให้เป็นน้ำจริงถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งจะทำให้พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยมากเพียงใดเมื่อทรงทราบว่า ที่พระองค์ท่านได้ทุ่มเทให้กับเรื่องน้ำนี้มาอย่างต่อเนื่อง ความผาสุกของพสกนิกรอันเกิดจากน้ำที่จะมีใช้อย่างต่อเนื่อง แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม  น้ำแล้ง  ป่าไม้ที่จะกลับมาอุดมสมบูรณ์จากการขุดบ่อสร้างป่าโครงการฝนหลวง  ก็จะนำมาผลิตน้ำลงบ่อ ประชาชนก็จะมีน้ำ ต้นทุนเป็นน้ำของชีวิต ถ้าเราชาวไทยทุกคนช่วยกัน  ปัญหาก็ย่อมแก้ได้แบบยั่งยืนและถาวร

ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537  เป็นพระราชดำรัสที่หากพวกเราชาวไทยทุกคนน้อมนำมาปฏิบัติ พระองค์ทรงชี้แนะการแก้ปัญหาไว้ให้แล้ว ทั้งปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย  ทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องมีน้ำ เพื่อปฏิบัติงานหรือดำรงชีวิต การใช้ทฤษฎีใหม่ในการสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียง ผู้ใดปฏิบัติได้ก็จะเกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม หมายถึงประเทศ

สรุปว่า ขอเชิญชวนเหล่าพสกนิกรประชาชนชาวไทยร่วมใจสร้างบ่อน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำในที่ดินของผู้มีที่ดินทุกคนที่ให้ที่ขุดบ่อน้ำ ผู้ไม่มีที่ดินต้องแสดงน้ำใจให้กลายเป็นน้ำจริงโดยการออกเงินให้นำไปทำการขุดบ่อ ขุดสระ ถวายเป็นพระราชกุศลโดยทั่วหน

  ทันดร ธนะกูลบริภัณฑ์   2546

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ถวายในหลวงของเรา
หมายเลขบันทึก: 43359
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)