พ่อจ๋าวันนี้พ่อไม่ตียใช้ไหม?
อยู่กับลูก-1
(เคยตีพิมพ์ในสกุลไทย)
............................
“พ่อจ๋า วันนี้พ่อไม่ตีใช่ไหม?” “ลูกกาญจน์” กล่าวประโยคนี้พร้อมช้อนสายตาวิงวอน เหมือนจะร้องไห้ ขึ้นมองสบตาผม ทันทีที่รู้ว่า คุณแม่มอบหน้าที่การสอนหนังสือลูกให้ผมดำเนินการ สายตาเช่นนี้กัดกินความรู้สึกส่วนลึกของหัวใจอย่างเงียบ ๆ ผมตีลูกคนเดียวของผมได้หรือนี่

ขณะสอนลูกอ่านบ้าง เขียนบ้างไป ความคิดของผมวนเวียนในเรื่องการอยู่กับลูกอย่างไรให้มีความสุขและสร้างสรรค์ ทำอย่างไรจะไม่เผลอตีลูกอีก แม้ผมจะเชื่อในคำโบราณที่ว่า “รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี” ก็ตามที
คำว่า “รักลูกให้ตี” หมายถึงการตักเตือนให้ระวัง อย่าตามใจลูกจนเกินความพอดี การตักเตือนนั้นสามารถนำหลักจิตวิทยาครู ซึ่งมีอยู่สามขั้นมาใช้ได้ “น้ำใส ใบยอ และกอไผ่” น้ำใสคือการเสริมแรงด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใสแนะนำให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หากวิธีเสริมแรงเช่นนี้ไม่ได้ผลจึงค่อยใช้ขั้นต่อมา ใบยอ คือชมเชย ให้รางวัล หากยังไม่ได้ผลจึงค่อยใช้ขึ้นที่สาม คือกอไผ่ หมายถึงลงโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นการดุว่า ตำหนิ เฆี่ยนตี

ลูกเหมือนเป็นนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่พ่อแม่จะสร้างไว้ให้แก่โลกนี้ ไม่ใช่สร้างไว้เพียงลูกเท่านั้น แต่สิ่งที่เราสอนลูกจะสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น สร้างลูกไว้อย่างไร ลูกมีแนวโน้มที่จะสร้างหลาน หลานสร้างเหลน เป็นต้น ไว้ในรูปแบบเดียวกัน ผมจึงควรจะสร้างแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้สืบต่อ
(ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ททั้งหมดครับ)

สวัสดีค่ะ
มีโอกาสเข้าไปฟัง ในหัวข้อ " HA แบบฮาๆ .......SHA แบบมีความสุข "
บางครั้งก็พลั้งมือ..ตีไปบ้างเหมือนกัน
แต่ที่บ้านไม่มีไม้ไผ่..มีแต่ไม้บรรทัด
ตีไปแล้วก็เสียใจ...แต่ว่าก็มั่นใจว่าไม่ได้ตีเพราะอารมณ์
สมัยเด็ก ๆ คุณมะเดื่อเจอไม้เรียวของแม่บ่อย ๆ จึงมีทางเดินของชีวิตที่เข้มแข็งมาจนถึงทุกวันนี้จ้ะ ขอบคุณแม่และไม้เรียวของแม่
สวัสดีค่ะ อจ. เข้าให้กำลังใจ ชีวิตมีระยะเวลาสั้นอยู่เพื่อจากสิ่งใดทำแล้วไม่รบกวนคนอื่นลุยได้เลยค่ะ กับการรับประทาน ไม่ต้องกลัวเรื่องอ้วน ยาถ่ายหาซื้อง่ายค่ะ
ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบันว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็คงจะตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะทั้งอดีตและปัจจุบันนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่แตกต่างขึ้นอยู่กับความคิดของคนเป็นผู้กำหนด สำหรับคุณครูศิวพรมีความเห็นว่าการใช้ไม้เรียวหรือการตีไม่ใช่ทางออกในการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์.....แต่ก็ยังอยากให้คุณครูนำมันกลับมาใช้บ้าง เพราะอย่างน้อยเด็กเห็นไม้เรียวแล้วก็น่าจะยำเกรงและเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบ้าง........
สวัสดีค่ะ...
ขอบคุณดอกไม้ทีมอบ
น้ำใสใบยอกอไผ่.....พาความคิดของผมย้อนกลับไปตอนสอบเข้าครูมัธยมที่โรงเรียนร่มเกล้า ทองผาภูมิเมืองกาญจน์
ผู้สัมภาษณ์ถามผมว่า "รู้จักคำน้ำใสใบยอกอไผ่" หรือไม่ บังเอิญว่า ผมดูหนังสือไปตรงเลยตอบได้แบบสบาย
แต่โชคร้าย ผมอยู่ที่นั่นได้แค่สามเดือนก็ขอลา เมื่อสอบที่วังไกลกังวลได้อีกครั้ง เมื่อปี 2537
เอ....โชคดีนะที่คุณพ่อใจดี เพราะจะได้ไม่ตีลูกด้วยความรุนแรง
แม่ปกติจะไม่ค่อยตี แต่มักจะใช้วิธีบ่นว่า
มากกว่าอย่างอื่น นั่นถือว่าแรงที่สุดแล้ว
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมกัน
ส่วนเรื่อง "เสื้อผ้าลดขนาดลงทุกวันนั้น"
พยายามมีสติในการกินอาหาร
ขาดๆวิ่นๆ ครับ อย่างน้อยก็ชะลอการเติบโต (ด้านข้าง)
ขอบคุณที่แวะมา
แต่ว่าเอามาใช้กับเด็กโตไม่ได้ดอกครับ
เขามาเรียนก็ดีแล้ว
เด็กเหมือนไฟครับ
(เข้าใกล้เกินก็ร้อน อยู่ห่างไปก็หนาว ถูกอธิการฯ ว่าไม่ดูแล)
เอาภาพประกอบมาเพิ่มนะครับ
เลี้ยงลูกจนโตจำไม่ได้แล้วว่าเคยตีลูกหรือไม่ แต่ไม่เคยห้ามถ้าลูกจะเล่นหม้อข้าวหม้อแกง จนลูกสงสัยว่าทำไมญาติข้างบ้านพูดว่าโตแล้วยังเล่นหม้อข้าวหม้อแกง จึงบอกว่าถ้าลูกชอบก็เล่นไปเลย เมื่อโตขึ้นเขามีภาระเรื่องการเรียนมากขึ้นก็เลิกเล่นไปเอง ไม่เคยบังคับเรื่องการเรียน หรือทำการบ้านลูกจะรับผิดชอบเรื่องการเรียนได้ตั้งแต่เด็กเพียงแต่คอยให้คำแนะนำเมื่อลูกมีปัญหา