เขียนโดย ฝ่ายสื่อสารธารณะ การประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่1 วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2554 เวลา 14:03 น.

นักวิชาการด้านพลังงานคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ชี้ไม่เหมาะกับไทยแน่นอน แนะมีพลังงานทางเลือกอีกมาก ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปฏิรูปพลังงานประเทศ ตัวแทนชาวบ้านตราด – สุราษฎ์ธานี ประกาศต่อต้านแน่หากรัฐดันสร้าง

ที่อิมแพค คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี เวทีสมัชชาปฏิรูป ระดับชาติครั้งที่ 1 เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม วันที่ 24 มีนาคม 2554 จัดประชุมวิชาการหัวข้อ “พลังงานประเทศไทย: นิวเคลียร์???” โดยมีนักวิชาการและตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่เป้าหมายก่อสร้างโรงไฟฟ้าฯ

นายประสาท มีแต้ม อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ กล่าวว่า เรื่องสมัชชาปฏิรูปกับเรื่องพลังงานเป็นเรื่องเดียวกัน ปฏิรูปการเมืองประเทศไทยไม่มีทางสำเร็จถ้าไม่แตะพลังงาน หากย้อนไป 15 ปีที่ผ่านมา  คนไทยใช้พลัง 8เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เมื่อปี 2552-2553 ขึ้นมาที่ 18-19 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หมายความว่า 100 บาท จะใช้ไปกับไฟฟ้า 19 บาท ถือว่าสูงขึ้นอย่างมาก เรื่องพลังงานสามารถประหยัดได้ 15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่สนใจตรงนี้ประเทศไทยไปไม่รอด คนว่างงานจะเพิ่มจำนวนมาก พลังงานไม่ตอบสนองเรื่องแสงสว่างอย่างเดียว มันต้องพูดถึงการจ้างงาน สิ่งแวดล้อม ถ้าไม่สนใจเราแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ เพราะเรื่องไฟฟ้าอย่างเดียวเราใช้งบประมาณ 4.3 แสนล้านบาทต่อปี

นายประสาทกล่าวต่อไปว่า การไฟฟ้าฯ จ้างคนประมาณ 7-8 หมื่นคน ประเทศเยอรมันเขาใช้พลังงานจากการหมุนเวียนที่มี ชีวมวล ลม แสงแดด เขาจ้างคนประมาณ 3 แสน 7 หมื่นคน เขาผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 54 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยใช้ทั้งหมด ตรงนี้คือคำตอบว่าเราไม่ต้องมีนิวเคลียร์ สามารถใช้ขี้วัว ขี้หมูแทนได้ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาประเทศไทยได้ส่งคนไปศึกษาดูงานเรื่องนิวเคลียร์ เสียงบประมาณแต่ละปีจำนวนมหาศาล

ด้านนายศรีสุวรรณ ควรขจร  ผู้อำนวยการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า อยากเน้นการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาวและพม่า แนวโน้มไทยจะมีการซื้อจากกัมพูชาด้วย แต่ปัญหาหลังเกิดวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น นักการเมืองมีการพูดทำนองว่าคงต้องชะลอสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องเพิ่มถ่านหิน  สำหรับลุ่มน้ำโขงมีศักยภาพผลิตไฟฟ้ามาก โดยประเทศจีนมีแนวโน้มสร้างเขื่อนมากขึ้น ที่ผ่านมาการสร้างเขื่อนของจีนได้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงจนทำให้น้ำแห้ง  ขณะที่กัมพูชาก็มีแผนสร้างเขื่อน ซึ่งประชากรของกัมพูชาประมาณ  15 ล้านคน เป็นชาวประมง  80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ถ้ามีการสร้างเขื่อนจำนวนมากอาชีพประมงคงจะวิบัติ

นายศรีสุวรรณกล่าวด้วยว่า ถ้ามีการสร้างเขื่อนจำนวนมาก ตะกอนในแม่น้ำจะหายไปหมด แม่น้ำจะแห้ง เมื่อไม่สามารถทำอาชีพประมงได้ เชื่อว่าคนจะอพยพเข้าไทยจำนวนมาก ทั้งพม่า จีน และกัมพูชา เป็นปัญหาที่ไทยคงหนีไม่พ้น ขณะที่หน่วยงานด้านพลังงานของไทยไม่ได้คิดเพื่อรองรับในเรื่องนี้  แต่อย่างไรก็ตามแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 10 โรง ไม่ใช่ทางออก เป็นการคิดสั้น
ส่วนนางชื่นชม สง่าราศี กรีเซ่น นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กลุ่มพลังงานไทยกล่าวว่า  โครงสร้างของกิจการพลังงานไม่ได้มีไว้ตอบสนองความต้องการคนไทย แต่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ เป็นนโยบายที่บิดเบี้ยว รัฐบาลอ้างว่าต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ทำไมต้องวางแผนสร้างโรงไฟฟ้ามากขนาดนี้ เพราะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทางเลือกถ้าต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้น ปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้ามีประมาณ 3 หมื่นเมกกะวัตต์ จะสร้างเพิ่มอีก 5 หมื่นเมกกะวัตต์ภายในระยะ 20 ปี ซึ่งประเทศไทยไม่ต้องการไฟมากขนาดนั้น ทำให้มีกำลังผลิตเกินกว่าใช้จริง ส่งผลทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ

“เรามีศักยภาพประหยัดพลังงานได้ 29 เปอร์เซ็นต์ตามที่ กฟผ.ศึกษาไว้ จะมีความต้องการแค่ 4 หมื่นเมกกะวัตต์ เราไม่จำเป็นต้องเลือกนิวเคลียร์ ก๊าซ ถ่านหิน เราต้องปลดล็อกให้ได้ว่าเราต้องการอะไร เราอยากเห็นอนาคตเป็นอย่างไร   อยากตั้งข้อสังเกตว่าทำไมการตัดสินใจวางแผนถึงนำมาสู่การลงทุนมากขนาดนี้” นาง ชื่นชมกล่าว

นางชื่นชมเสนอว่า อยากให้ยกเลิกระบบการประกันกำไร รัฐต้องแสดงฝีมือให้เห็นว่าไม่ทำให้ไฟดับโดยไม่ต้องลงทุนมาก  ควรจะมีการตรวจสอบก่อนหากจะขึ้นค่าไฟ  พร้อมกับให้ยกเลิกการผูกขาดการผลิตไฟฟ้าด้วย

ขณะที่นางวนิดา พงษ์พานิช ตัวแทน จ.ตราด กล่าวว่า  การไฟฟ้าฯ บอกพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด มีการโน้มน้าวให้มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเชื่อว่าหากสร้างที่จังหวัดตราดจะไม่ส่งผลดีแน่นอน พืชผักผลไม้ปลูกไม่ได้แน่ หรือส่งผลก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดยภาครัฐระบุว่าจะนำความเจริญเข้าสู่จังหวัด  รัฐบาลพยายามทำให้ประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ทั้งที่เป็นประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม น่าจะพัฒนาและส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่

นายสะอาด ดุลหลัง ตัวแทนจาก อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎ์ธานี กล่าวว่า เรื่องไฟฟ้านิวเคลียร์ ตนได้ไปถึงเยอรมัน ที่บอกว่านิวเคลียร์สะอาดบริสุทธิ์ไม่จริง คนเยอรมันเองยังร่วมต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คนใต้ทุกจังหวัดไม่ต้องการ ถ้าโรงไฟฟ้าไปอีก ป่าชายเลนก็หมด

ดร.สิวินีย์ สวัสดิ์อารี สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าวว่า อยากฝากชาวบ้านจังหวัดตราด และชาวบ้านท่าชนะ สุราษฎ์ธานี เรื่องนิวเคลียร์สะอาด ปลอดภัย ขอให้นำเอกสารที่แปลมาจากภาษาเยอรมันให้กฟผ.อ่าน เพราะเป็นเอกสารจากรัฐบาลเยอรมันที่แปลมาเป็นภาษาไทย เอกสารดังกล่าวมีการตั้งคำถามเรื่องพลังงานนิวเคลียร์สามารถปกป้องรักษาภูมิ อากาศหรือไม่ ก็มีคำตอบในเอกสารนี้แล้ว รวมทั้งมีการอธิบายกากนิวเคลียร์ บางตัวอยู่เป็นล้านปี บางตัวอาจจะอายุสั้น ในทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจัดการกากนิวเคลียร์ได้ อย่างเยอรมันที่เชี่ยวชาญสุดยอด ยังไม่สามารถหาคำตอบในการจัดการเรื่องนี้ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วง

ดร.สิวินีย์กล่าวอีกว่า ปัญหาพลังงานที่เป็นอยู่ ในฐานะผู้ใช้พลังงานก็ต้องตั้งคำถาม ดูว่าตัวเองมีส่วนในการสร้างปัญหาอย่างไร ต้องคิดและวางแผนอย่างละเอียด ซึ่งรัฐอาจไม่ชอบ กฟผ.เลือกพลังงานนิวเคลียร์เพราะส่วนหนึ่งมันง่าย แต่ถ้าทำพลังงานทางเลือกต้องคิดเยอะ ทำให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าไม่พร้อมที่จะทำ เช่น การทำกังหันลม ซึ่งประเทศไทยสามารถทำได้เพราะไม่ต้องการลมมาก

“อยากบอกกับสังคมและรัฐว่า เรามาถึงยุคที่มีทางเลือกมากมาย นักวิชาการควรทำหน้าที่เอาตัวเลือกมาวางให้เห็นว่ามีอะไรบ้างที่เป็นไปได้ เอามาวางให้ประชาชน รัฐบาลเห็น ดูว่าตัวเลือกไหนจะเป็นไปได้ ส่วนนิวเคลียร์มันแย่อย่างไรนั้น ภาพจากเหตุการณ์ของสึนามิที่ญี่ปุ่นคงไม่ต้องอธิบายอีกแล้ว” ดร.สิวินีย์กล่าว