ช่วงนี้นักเรียนปิดเทอม ดูเหมือนว่าครูก็น่าจะสบายไปด้วย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่...เพราะครูและบุคลากรยังต้องทำงานอยู่เช่นเดิม

          ในส่วนของดิฉันกลับมีภาระกิจมากไปกว่าเดิม วันที่ 16 มี.ค.-18 มี.ค.ที่ผ่านมาก็มีการอบรมฯที่โรงเรียน แต่ดิฉันก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพจนต้องไปหาหมอ วันที่ 18 มี.ค.จึงต้องลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น

          วันที่ 21 มี.ค.มีการประเมินโครงการห้วยทรายสำนึกรักบ้านเกิดฯ ดิฉันก็ร่วมต้อนรับคณะกรรมการฯจนจบภาระกิจที่โรงเรียน ซึ่งกำหนดการต่อไปคณะกรรมการฯจะต้องไปดูและประเมินในพื้นที่ห้วยทราย ดิฉันจึงกลับมาดูแล สมาชิกที่กำลังร้องเจี้ยวจ้าวที่ชมรมตามรอยพ่อ

          จังหวะนี้ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากแม่ว่าคุณลุง(พี่ชายของพ่อ)ที่อยู่มีนบุรี กทม.ป่วยหนักอาจจะเสียชีวิตในไม่ช้านี้ ดิฉันโทรศัพท์กลับไปถามพี่ชาย(ลูกของคุณลุง)ก็ได้รับคำตอบที่น่าตกใจมากคือไม่น่าจะอยู่ได้เกินวันสองวันนี้ ดิฉันจึงตัดสินใจไปรับแม่จากร้อยเอ็ด เพื่อนำแม่มารอที่บ้านพัก คิดว่าเย็นนี้จะต้องเดินทางไปเยี่ยมคุณลุงทันที ที่กรุงเทพฯ เมื่อเยี่ยมเสร็จก็จะกลับมาก่อน.. ขณะเดินทางไปรับแม่ที่ร้อยเอ็ด ได้รับโทรศัพท์จาก ท่านผู้อำนวยการ ว่าคณะจะมาที่ชมรมฯ ดิฉันจะทำอย่างไรดี จึงแจ้งกับ ผอ.ไปตามความเป็นจริง และประสานให้คุณครูสุภาภรณ์ ภูพลอย และคุณครูวชิระ โคตะโน ให้ช่วยมาดูแลที่ชมรมฯแทน

          ความจริงทางชมรมฯก็พร้อมตลอดเวลา แต่ทางคณะประเมินและทางโรงเรียนไม่ได้แจ้งให้ทราบว่าจะมีกำหนดการมาที่ชมรมฯด้วย...ในข้อเท็จจริงดิฉันก็เข้าใจว่า การประเมินในครั้งนี้ชมรมตามรอยพ่อไม่ต้องรับประเมินแต่อย่างใด เพราะไม่ได้อยู่ในภาระกิจนี้(ในช่วงเช้าที่ต้อนรับคณะกรรมการฯก็ไม่ได้รับแจ้งให้ทราบ)... ต้องขอขอบคุณ คุณครูสุภาภรณ์และคุณครูวชิระ  ที่ได้ ช่วยดูแลจัดการที่ชมรมฯด้วยความเรียบร้อย


          วันที่ 21 มี.ค.ช่วงค่ำๆจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯทันที ตั้งใจว่าจะต้องไปเยี่ยมคุณลุงในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะว่าคุณลุงไม่มีลูกสาว ดิฉันได้รับการเลี้ยงดูจากคุณลุงและคุณป้ามา เลี้ยงเสมือนลูก ดิฉันก็รักคุณลุงเช่นพ่อแท้ๆ ท่านมีบุญคุณกับดิฉันมาก เลี้ยงดูห่วงใย ให้ความรักเฉกเช่นลูกคนหนึ่ง ดิฉันจึงสนิทกับลูกๆของคุณลุงทุกคน เติบโตและเรียนจนจบที่นี่ ฉะนั้นต้องรีบไปเยี่ยมคุณลุงในขณะที่ยังมีชีวิตให้ได้

          แต่แล้ว.. ดิฉันก็ไม่ทันได้ดูใจคุณลุงจนได้ ไปถึงกรุงเทพฯประมาณตี 1 กว่าๆ คุณป้าให้เข้าไปที่บ้านก่อน จังหวะนั้นได้รับโทรศัพท์ว่าคุณลุงเสียแล้ว.....

          ดิฉันจึงต้องอยู่เพื่อรอรับศพคุณลุงจากโรงพยาบาล ซึ่งลูกๆของคุณลุงลงมติให้ตั้งศพไว้ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน(ศาลา 6) ดิฉันจึงต้องอยู่เพื่อเป็นกำลังใจให้กับญาติๆ จนกระทั้งพิธีศพสำหรับวันนี้เสร็จจึงรับแม่และญาติมาที่บ้านคุณป้า..

          ตี 3 ตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อเดินทางกลับ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ราวๆตี 4 เช้ามืดวันนั้น(วันที่ 23)ขับรถมายังไม่ทันถึงสระบุรี ปรากกฏว่าเจอะพายุฝนอย่างหนักจนรถเดินทางต่อไปไม่ได้ ต้องจอด รอจนพายุฝนเบา จึงเดินทางต่อ...

          ที่ดิฉันต้องรีบเพราะว่าในช่วงเดียวกันหลาน(หลานชายของพี่ชาย)ตกน้ำเสียชีวิต.. กลับมาถึงบ้าน ก็พักผ่อนเล็กน้อย เดินทางต่อไปที่ร้อยเอ็ด ซึ่งไปถึงเขาก็เผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางไปบ้านหลาน(แม่เด็กเป็นลูกของพี่ชาย) เห็นรูปหลานแล้วก็สงสารมาก ฟังแม่ของเด็กเล่า ถึงคำพูดของเด็กก่อนตายแล้วน้ำตาจะไหล ก็ไม่ขอเล่าต่อนะคะ...

          เช้าวันเสาร์นี้ ดิฉันต้องเดินทางไป กทม.ต่อเพราะจะเผาศพคุณลุงในวันอาทิตย์ ดิฉันต้องไปให้กำลังใจคุณป้าซึ่งดิฉันรักเหมือนแม่ และลูกๆของป้าซึ่งดิฉันรักเช่นพี่น้องท้องเดียวกัน พี่ๆเหล่านี้ก็รักดิฉันทุกคน ....

          สรุปว่าที่ผ่านมาดิฉันชีพจรลงเท้าจริงๆค่ะ

 

ร่วมต้อนรับคณะกรรมการประเมินฯ

........................................................................................................................

ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน

พี่ต้อยลูกชายคนโตของคุณลุงนำศพคุณลุงมาที่วัด

 

ญาติมิตรและเพื่อนของลูกชายคุณลุง

 

ส่วนหนึ่งจากพวงหรีด

 

จากซ้าย-น้องสาวแท้ๆของคุณลุง(และคุณพ่อ)เพียงคนเดียว

ที่ยังมีชีวิตอยู่ คนที่ 3 จากซ้าย-คุณป้าภรรยาของคุณลุง

 

น้องสาวของลุงและบรรดาญาติพี่น้อง

 

ซ้าย นาวาอากาศตรีธนู ศรีริเกตุ ลูกชายคนที่ 3ของลุง

 

ภายในศาลา 6

ผู้บังคับบัญชาของลูกชายเป็นประธานสวดพระอภิธรรม

 

 

 

 

 

 

แถวหน้าซ้าย-พันโทกฤษณ์ ศรีริเกตุลูกชายของลุงคนสอง

 

นาวาอากาศตรีธนู  ศรีริเกตุ ลูกชายคุณลุงคนที่สาม

 

 

 

..................................................................................................................................

น้องแอม  หลานที่ตกน้ำเสียชีวิต น่าสงสารมากค่ะ