หน้า 1

          ต้นขี่จักรยานมาตามทาง เขาขี่เรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน เพราะบรรยากาศเป็นใจอย่างมาก กลิ่นชื้นๆ ของละอองฝนที่เกาะกอหญ้า หรือว่ากลิ่นดิน เขามีความสุขมากตอนนี้ เขาออกจากบ้านสายที่สุดวันหนึ่ง เพราะวันนี้คุณยายของต้นทำอาหารเช้าที่เขาชอบทานมากมาย เขาก็เลยกินจนพุงแทบแตก เขาขอข้าวเพิ่มอีกหลายจาน ต้นอยู่กับยาย 2 คน พ่อกับแม่และญาติ ๆ ของเขาไปทำงานต่างจังหวัด บ้านที่ต้นอยู่นี้ก็เป็นบ้านที่ตาและยายร่วมกันก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเอง ซึ่งในสมัยก่อนนั้นตาและยายของต้นจนที่สุดในระแวก ถึงอย่างไรทุกคนในครอบครัวก็พยายามทำงานเพื่อให้มีกินแต่ก็ยังไม่ถึงกับยากจนค่นแค้น บ้านที่ต้นอยู่กับยายตอนนี้ก็อยู่ในจังหวัดภาคกลาง ก็ถือว่าต่างจังหวัดเหมือนกัน

          ต้นจำได้ว่ายายเป็นคนที่รักต้นมาก ตอนที่ต้นเรียนอนุบาลยายก็ไปรับไปส่ง แถมตอนกลางวันยังทำกับข้าวไปป้อนให้ต้นทานที่โรงเรียนอีก ถึงแม้ต้นจะโดนล้อว่าลูกแหง่ และแกล้งต้นว่าอ่อนแอ ต้นก็ต้องทนจนผ่านมาได้จนปัจจุบันต้นเรียนม.ปลายแล้ว ต้นไม่คิดมาก่อนว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะว่าเมื่อตอนอยู่ประถม ต้นก็อยากเรียนม.ต้น และก็ได้เรียน และก็เรียนผ่านมาได้ พอขึ้นม.4 ก็มองว่ารุ่นพี่เก่ง ๆ และมีความสามารถกันจังถึงอยู่ชั้นม.6กันได้ แต่ ณ ปัจจุบันต้นเพิ่งก้าวเข้าสู่เทอมแรกของม.6 บางทีเวลามันก็ผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ผ่านไปช้าจังเลย เช่น เรื่องที่โดนแกล้งเสมอเวลาเข้าแถว หรือเข้าหอประชุม ไม่รู้ว่าพวกที่ชอบแกล้ง เขามีความสุขมาก หรืออย่างไร บางครั้งก็เอารองเท้าไปซ่อน บ้างผลัก บ้างกวนอย่างโน้นอย่างนี้ วัน ๆ ไม่ทำอะไรชอบทำให้คนอื่นเขาอารมณ์เสีย ต้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็พยายามทน ต้นคิดว่าบางทีพวกนั้นอาจจะหมันไส้ต้นก็ได้ บางทีพวกนั้นอาจจะมีความรู้สึกอิจฉา ต้นถือว่าเป็นคนดังคนหนึ่งในโรงเรียน ไม่ได้ดังเพราะเป็นดารา หรือเป็นลูกหลานนักการเมือง แต่ว่าต้นเป็นตัวแทนของโรงเรียนหลายด้าน ถึงแม้ต้นจะเรียนสายวิทย์ แต่ต้นก็เป็นตัวแทนอ่านทำนองเสนาะของโรงเรียน ความจริงต้นก็ไม่ได้ลงแข่งขันเองทั้งหมดหรอก อาจารย์ประจำวิชานั้นก็ชักชวนให้ต้นลงแข่งทุกครั้ง และก็มีรายชื่อต้นเข้ารับรางวัลทุกครั้ง สิ่งพวกนี้ต้นเฉย ๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งเลย ต้นไม่เคยทะนงตัวเอง ต้นคิดว่าตัวเองเก่งแค่ภายในโรงเรียนเท่านั้น คนที่โรงเรียนอื่นก็มีความสามารถกันทั้งนั้น ต้นทราบจากการออกไปแข่งขันที่โรงเรียนต่าง ๆ ต้นคิดว่าคนเราถ้าอยู่ภายในรั้วของตัวเอง ก็คงไม่ทราบว่าคนอื่นเขาก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว และจะหยุดตัวเองอยู่แค่นั้น

        การที่พวกนั้นชอบแกล้งต้น อาจเป็นเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ ต้นมีลักษณะท่าทางคล้ายผู้หญิง ต้นชอบเล่นแบบผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก เช่น เล่นขายของ เล่นตุ๊กตา ชอบเล่นกับเด็กผู้หญิงก็เลยติดท่าทางของผู้หญิงมาด้วย แต่ต้นคิดว่าความรู้สึกตอนเด็ก เวลาเห็นผู้ชายที่ตัวเองชอบจะรู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก และชอบแอบมอง ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายบางคนก็ชอบมาจับมือ จับ ๆ แตะ ๆ เหมือนพยายามเล่น ซึ่งในขณะนั้นต้นไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนั้นด้วย

         

                                                                                                                                                  หน้า 2

          ต้นขี่จักยานใกล้ถึงโรงเรียนที่ต้นเรียนแล้ว ถนนนี้ตอนเด็ก ๆ เป็นดินลูกรัง แต่ปัจจุบันเป็นถนนลาดยางแล้ว ต้นคิดว่ามันก็ดีคนละแบบ ถนนลูกรังดีที่มันเป็นธรรมชาติ มีสิ่งมีชีวิตบนถนนได้

เช่น ต้นไม้ต้นหญ้าเล็ก ๆ หลุมบ่อไม่มากนักเวลาฝนตกก็มีร่องน้ำเล็ก ๆ รถใหญ่วิ่งกันช้า ๆ อุบัติเหตุน้อย ถนนลาดยางก็ดีตรงที่ถนนเรียบ ขับขี่จักรยานและรถได้สบาย แต่อุบัติเหตุก็เยอะมากขึ้น

           ต้นมาทันโรงเรียนออดเข้าเรียนพอดี ต้นเอาจักรยานไปจอดที่จอดรถจักรยานใต้ตึก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า ต้นวิ่งเอากระเป๋าไปเก็บที่ห้อง แต่ก็ต้องสวนกับพวกที่เดินลงบันไดมาเพื่อไปเข้าแถว ทำให้ต้นถึงที่หมายช้า ต้นเอากระเป๋าไปเก็บที่ที่นั่งด้านหลัง ทักทายเพื่อน และรีบลงมาเข้าแถวเลย ตลกที่ต้นก็ต้องยืนเข้าแถวเป็นคนแรกตลอดเพราะตัวสูงที่สุด พวกเพื่อน ๆ รอให้เพลงโรงเรียนจบก่อนหรือรอเพื่อนคนอื่น ๆ มายืนเข้าแถวพร้อมกัน ต้นมีเพื่อนนะ บางครั้งเขาก็มา บางครั้งเขาก็ไม่มา คนอื่นต้นก็พูดกับเขาปกติ พวกเขานั่นแหละที่ไม่ชอบคบต้น ต้นเห็นท่าทางเขา เหมือนรังเกียจต้น และมองว่าต้นเป็นตัวประหลาด

          วันนี้ตอนเช้าเรียนไม่กี่วิชาเพราะตอนบ่ายผู้ชายต้องไปเรียน ร.ด. ก็ต้องออกไปทานข้าวพร้อมกันที่ศูนย์ฝึกวิชาทหาร ซึ่งวันนี้ต้องเข้าเรียนในหอประชุมก่อน ต้นวิ่งเข้าไปในแถวที่เพื่อนจองไว้ให้ พอเข้าไปนั่งแทรกและคุยสักพัก ก็มีก้อนหินเล็ก ๆ เขวี้ยงมาที่หัวของต้น ตอนแรกต้นไม่สนใจอะไร แต่พอทำบ่อยขึ้นต้นก็เลยทนไม่ไหว ก็เลยหันไป ต้นเห็นผู้ชายผิวคล้ำคนหนึ่งทำหน้าบึ้งแต่เขาก็หันหน้าไปอีกด้าน ทำเป็นไม่สนใจ คิ้วเขาขมวด แสดงสีหน้าไม่พอใจ ข้าง ๆ เขาเป็นผู้ชายผิวขาวกว่า 2 คน กำลังยิ้มหัวเราะมองมาทางต้น ต้นหันไปเจอแบบนี้ก็ต้องหันกลับมาเพราะรู้แล้วว่าโดนแกล้งอีกแล้ว อารมณ์ขึ้นเหมือนกัน กำลังสนุกกับเพื่อน ๆ อยู่เลย อารมณ์เสีย แต่ต้นก็คุ้นหน้าชายผิวคล้ำคนนั้น คล้าย ๆ จะเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน เห็นซ้อมตอนเย็น บางครั้งต้นก็เห็นเขาเดินเบียดกับแฟนเป็นปลาท่องโก๋ที่ไม่อยากขาดออกจากกัน ตอนงานโรงเรียนที่ใส่ชุดไปรเวทได้ ก็ใส่กางเกงหลุดก้น ไม่เห็นจะชอบเลย ต้นตลกตัวเองเหมือนกันที่จำรายละเอียดของเขาทำไมเนี่ย แต่ก็ทำใจได้ว่าเขาทำให้ดู ก็ดู เป็นธรรมดาไม่ซีเรียส แต่ต้นก็ได้ยินพวกนั้นคุยกันอยู่ข้างหลังว่า

 “ เฮ้ย อย่าไปแกล้งมัน มันเกลียดพวกที่เป็นแบบนี้จะตาย”

         ตอนจะเรียนเสร็จก็ต้องเข้าแถว ต้นได้เป็นหัวหน้าหมู่ บังเอิญวันนั้น หัวหน้าหมวดไม่มา หัวหน้ากองร้อยก็ทำหน้าที่ไม่ดี ครูฝึกก็เลยอยากให้คนอื่นได้ทำหน้าที่ดังกล่าวบ้าง เราก็เห็นว่าครูฝึกเรียกตัวแทนนานมากก็ยังไม่มีใคร ต้นก็เลนตัดสินใจออกวิ่งไปทำหน้าที่กล่าวนำร้องเพลงชาติ สวดมนต์ และแผ่เมตตา ในขณะนั้นต้นไม่มีสติเลย ต้นได้ยินคร่าว ๆ ว่ามีคนทำตามที่ต้นกล่าวน้อยมาก คือเสียงเบามาก ซึ่งความจริงเสียงต้องดังคล้ายตะโกนออกมา ต้นคิดว่าทำหน้าที่ให้เสร็จไว ๆ ก็พอแล้ว เสร็จก็วิ่งไปเข้าที่ วันนั้นโดนครูฝึกว่าอีก “ ทำไมผู้ชายไม่ออกมา พวกที่ไม่ใช่ผู้ชายไม่ต้องออกมา”

         

 

                                                                                                                                                  หน้า 3

          ช่วงนี้ใกล้กีฬาสีอีกแล้ว พวกนักกีฬาซ้อมเพื่อแข่งขัน พวกเชียร์ก็เตรียมการเชียร์ ส่วนต้นหรือ อยู่สีชมพู ก็คงเป็นกรรมกรเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถเด่นในเรื่องกีฬาอะไรเป็นพิเศษ เพื่อน ๆ มาตามให้ลงกีฬาที่ยังขาดนักกีฬาอยู่ ก็มีแต่ไม่ถนัด ทั้ง ๆ ที่ตอนประถมต้นก็เคยเป็นนักกีฬาวอลเลห์บอลของโรงเรียน ไปแข่งที่ตัวจังหวัดก็ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะว่าไม่มีความว่องไว ไม่มีไหวพริบพอ ตอนอยู่ข้างหลังลูกมา ต้นชั่งใจว่าลูกบอลจะออกหรือไม่ออกดี มีคุณผู้ชมตะโกนมาบอกว่า “ออก” ต้นก็เลยทำตาม แต่ลูกบอลมันไม่ออก ก็ทำให้เสียคะแนน และแพ้ไปในที่สุด แสดงให้เห็นว่าคนเราทำแบบนี้เพื่อให้ทีมตัวเองชนะก็มี

          ต้นเลยแอบไปเข้าห้องสมุดดีกว่า หนังสือมากมายให้ดู สบายตา ต้นติดอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง เวลาอ่านจะยืนอ่านที่ชั้น และพอหมดเวลาก็จะเก็บไปวางไว้ที่เดิม ต้นกลัวว่าถ้าหยิบไป จะไม่เจอหนังสือเล่มนี้อีก เจ้าหน้าที่อาจจะเอาไปวางไว้ที่อื่นก็ได้ ต้นก็ไม่ได้ยืมไปอ่านที่บ้าน เพราะเล่มมันใหญ่ เพราะกลับบ้านมาก็ต้องทำการบ้านก็หลายวิชา  และต้องตื่นแต่เช้าอีก หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปล เล่าถึงเรื่องราวของผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนี่ง เป็นเรื่องชีวิตผจญภัยตั้งแต่เด็กจนแก่ตาย 2 เล่มจบ

          การแข่งขันกีฬาสีเริ่มขึ้น วันแรกไม่มีอะไร คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ร่วมแข่งขันหรือไม่มีหน้าที่บางคนก็ไม่มากัน ทำให้กีฬาสีทุกปีกร่อย แต่จะมากันเยอะในวันที่ 2 เพราะจะเป็นกรีฑา แปลอักษร เชียร์ลีดเดอร์ และฟุตบอล งานนี้ก็จะมีคนเกิดโด่งดังในโรงเรียน ก็จะเป็นลีดเดอร์สาวสวย และหนุ่มเข้มนักฟุตบอลสุดเท่ แถมชนะเลิศอีกต่างหาก สมกับเป็นดาวและเดือนของโรงเรียน ซึ่งต้นแต่งตั้งตำแหน่งนี้ให้เอง เหมือนเป็นอะไรที่สนับสนุนความเป็นชายและความเป็นผู้หญิงทุกคนก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนอย่างเรา ทุกคนพากันรังเกียจ เอ....หรือเราเริ่มประชดความเป็นผู้ชายและผู้หญิงที่ถูกต้องบ้างแล้ว หลังจากโดนโจมตีจากฝ่ายเขาฝ่ายเดียว

          ตุลาคมคราวนี้ ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่ 1 ต้นไม่มีใจจะสอบสักเท่าไหร่เพราะคุณยายไม่ค่อยสบาย ต้นพายายไปหาหมอบ่อยมากและหลายที่ ตั้งแต่หมอไทยที่ใช้แก้วในการรักษา แม้คนจะเยอะและรอนานก็ตาม จนบางครั้งต้นต้องดุยายให้รอตามคิว โดยลืมคิดไปว่ายายอาจจะรอจนเมื่อยก็ได้ ยายค่อนข้างอ้วนเพราะไม่ได้ทำงานอะไร ในขณะที่ทานเท่าเดิม และมีปัญหาปวดเข่าเพราะน้ำหนักด้วย ยายเป็นโรคกระเพาะด้วย ยายเป็นความดัน ทำให้ยายต้องทานยาเยอะมาก เวลากอดยายต้นจะอบอุ่นมากเลยเพราะว่ายายตัวอ้วนนุ่มนิ่มดี ยายทานหมาก ซึ่งจะยันหมาก แต่พอหายยัน พอหมากละเอียดก็จะส่งมาให้ต้นทานต่อ ต้นชอบกินหมากของยาย ยายเป็นลมง่าย ถ้าสะเทือนใจในเรื่องลูก น้าของต้นคนหนึ่งชอบทานเหล้าและวันหนึ่งรถมอเตอร์ไซค์ล้มเลือดเต็มตัวมา จนทำให้ยายร้องไห้มากถึงกับเป็นลมไป ต้นและญาติ ๆ จึงต้องปฐมพยาบาลด้วยการนวดตัวให้ดมยาหอม

                                                                                                                                                  หน้า 4

และพอรู้สึกตัวก็ให้ทานยาหอม ตอนยายอาการทรุดหนักลงต้องเข้าโรงพยาบาล ยายมีอาการหลง อยากกลับบ้าน พวกเราก็พากลับบ้าน ยายก็ยังหลงบอกอยากกลับบ้านอีก จนเป็นอัมพาตไม่สามารถ

พูดและเดินได้อีก มีอาการแข็งเกร็ง ต้นสงสารยายจังเลย ทำไมคนเราต้องทรมานแบบนี้ด้วย ทั้ง ๆ ที่ยายก็ไปทำบุญทุกที่ที่สามารถไปได้  ยายไปบวชชีวัดที่มีการบวชชีพราห์มมาก็มากมาย หรือชาตินี้ใช้กรรมในชาติที่แล้ว ส่วนผลบุญในชาตินี้ไปส่งถึงในชาติหน้า ขออย่าให้ยายเจออะไรแบบนี้ในชาติหน้าอีกเลยสำหรับการทุกข์ทรมานแบบนี้ในชาติหน้าเลยนะครับ และมาเป็นยายหลานกันอีก ขอให้มีความสุข และสบายดี

           นอกจากเรื่องยายแล้วต้นทุกข์ใจเรื่องหนังสือที่ต้นอ่านประจำก็ไม่ได้อยู่บนชั้นหนังสือเหมือนเดิม ต้นลองหาดูใกล้ ๆ และหาดูตามโต๊ะ เผื่อจะมีคนอ่านและทิ้งไว้ก็ไม่พบ สงสัยมีคนยืมไปอ่าน หลังจากนั้นต้นก็ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นอีกเลย

          จนไปฝึกร.ด. ก็ต้องไปอยู่หลายวัน และมีหลายโรงเรียนมาฝึก ก็มีการจัดหัวหน้าหมู่ หัวหน้าหมวด และหัวหน้ากองร้อยใหม่ ก็ดีที่คราวนี้ไม่ได้เป็นหัวหน้าแล้ว การไปคราวนี้เป็นการเปิดโลกกว้างในการเจอผู้ชายมากขึ้น ได้เจอความเป็นสุภาพบุรุษของหัวหน้ากองร้อยที่มาจากโรงเรียนอื่น ต้นคิดว่าเขามีความเสียสละมากเลย ต้องดูแล และรับผิดชอบหลายอย่าง ต้นยังจำได้ตอนที่เขาถูกทำโทษตอนอาบน้ำ ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร ใส่กางเกงในตัวเดียวกลิ้งคลุกฝุ่นไปมา เต๊นนอนก็กางไว้ให้แล้ว ตลกที่เราไม่รู้ว่าใครนอนกับต้น เพราะคืนแรก ๆ ที่นอนไม่มีใครมานอนด้วย คือเต๊นนอนต้องนอน 2 คน แต่ต้นนอนคนเดียวดีที่ครูฝึกไม่มาตรวจ และคิดว่าก็ดี สบายและกว้างดี ตอนที่ต้องเดินทางไกลนั้นต้องจับกลุ่มใหม่ ต้นตื่นเต้นมาก ไม่ใช่ดีใจ แต่ไม่รู้ว่าจะทำตัวต่อพวกเขาอย่างไร ก็มีแต่พวกนักกีฬาฟุตบอลมาดเข้ม ผิวเข้ม โดยเฉพาะนายคนนั้น เห็นหน้าแล้วทำเป็นไม่อยากมองหน้า ต้นก็ไม่อยากมองหน้าเหมือนกัน ตอนเดินเราก็เดินตามพวกเขา เขาไม่พูดต้นก็ไม่พูด ทำตามหน้าที่ไปแล้วกัน เขาพักต้นก็พัก นั่งห่าง ๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เขาเดินต้นก็เดิน จนถึงเวลาทำอาหารเย็น พวกเขากำลังจัดแจงเรื่องเตา ต้นก็เลยบอกกับพวกเขาว่าจะไปหาฟืนนะ ดูพวกเขาไม่สนใจในคำพูดต้นเท่าไหร่ ต้นออกเดินเรื่อยเปื่อย ชมนก ชมไม้ ดอกไม้ริมธารสวยดี ไม่ได้อาสาทำให้หรอก อยากออกมาจากตรงนั้นมากกว่า พอเริ่มคิดได้ว่าน่าเกลียดที่ออกมานาน ต้องเดินหาฟืนไปด้วยดีกว่า มองไปทางไหนก็มีแต่ไม้ชื้น ๆ กับไม้ไผ่ที่ยังไม่แห้งดี สีเหลือง ๆ เขียว ๆ ก็ตัดสินใจเอาไปด้วยดีกว่า พอเดินกลับมา พวกเขาติดไฟกันหมดแล้ว โดยมีฟืนเยอะแยะไปหมด เขาไปเอามาจากไหนกัน ต้นก็เลยเอาไปวางไว้ใกล้ ๆ ให้เขาเห็นว่าเราทำงาน ไปหามาให้แล้ว ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน สงสัยต้มปลากระป๋อง เพราะเห็นปลากระป๋องอยู่ข้าง ๆ ต้นกำลังจะหันหลังเดินออกไปก็มีเสียงไม่สบายหูออกมาว่า “ทำตัวให้มันมีประโยชน์หน่อยซิ” ต้นหันไปทุกคนต่างทำหน้าไม่ดีใส่แบบดูถูกดูแคลนอย่างมาก ต้นแค้นมาก เลยเดินออกไปห่าง ๆ ดีกว่า พอเดินออกไปต้นก็คิดว่าไม่เอา กลับไปที่กองร้อยแล้วพอพวกนี้กลับ แล้วเราค่อยทำเป็นเดินเข้ากลุ่มเหมือนไปเดินทางไกลมา สบายดี แถมไม่ต้องอยู่

                                                                                                                                                  หน้า 5

กับพวกทำเท่ เสียงใหญ่ บ้าอำนาจ ผิวดำเข้มพวกนั้น ที่คิดว่าตัวเองมีความเสียสละซะเต็มประดา ในขณะที่ต้นเดินหันหลังกลับมาอีกที มีความรู้สึกว่ามืดเร็วมาก ต้นก็เลยหยิบไฟฉายในเป้ออกมา

คิดว่าต้องหาที่พักแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเดินต่อ เพราะว่าเดินทางกลางคืนน่าจะไม่ปลอดภัย ไม่นานต้นก็ได้ยินเสียงคนเดิน ต้นปิดไฟฉายเพื่อไม่ให้คนจับได้ แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงคนเดินอีก สักพักต้นก็ใช้ไฟส่องไปที่เงาดำ ๆ ต้นตกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่เท่ากับเขาจะทำอะไรต่อไป ต้นหันไฟฉายไปทางอื่นแบบไม่สนใจ

“พวกนี้ก็แบบนี้ ไม่มีความคิด ไร้สาระ ทำตัวทุเรศ” ต้นคิดในใจว่าช่างเป็นผู้ชายปากจัดจริง ๆ ไม่มีความสุภาพนอบน้อม ต้นไม่สนใจในคำพูด เฉย ๆ เขาก็เดินมาใกล้

“ทำไมทำตัวแบบนี้ มันดูดีมากเลยใช่ไหม ผมว่ามันทุเรศ”

“คำก็ทุเรศ 2 คำก็ทุเรศ อย่ามายุ่งได้ไหม” ต้นทนไม่ไหวก็เลยพูดไปบ้าง

ต้นกำลังลุกจะเดินหนี เขาก็เอามือมาจับแขนไว้

“จะไปไหน” เขาถาม

“ปล่อย” ต้นเจ็บแขนตรงที่เขาจับมาก เพราะแรงบีบของเขา

“เจ็บ” ต้นพยายามเอามืออีกข้างของตัวเองแกะมือเขาออก แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ก็เลยใช้มือที่ว่างนั้นตีไปที่หน้าอกเขา ต้นตีไป แรงเต็มที่ จนตอนหลังเริ่มรู้สึกผิดว่าทำแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ช่าง เพราะเขาก็ไม่ยั้งมือกับเราเหมือนกัน

“ทำตัวเหมือนผู้หญิง ทุเรศ”

“ทุเรศ ก็มายุ่งทำไม” ต้นสวนกลับไป ตอนนี้เขาปล่อยมือแล้ว ต้นทำหน้าหาเรื่อง ไม่ยอมเหมือนกัน

“ผมไม่อยากยุ่งด้วย เกลียดจะตาย พวกนี้”

“เกลียดก็เกลียดไปซี แหวะ.....นึกว่าตัวเองไม่น่าเกลียดหรือ เราเกลียดร่างบึก เข้ม เป็นขวัญใจผู้หญิง แต่ไม่เห็นสะเทือนใจเราสักนิด” ต้นทำท่าอาเจียนไปด้วย

“รู้ไหมว่ากำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน พวกเพื่อน ๆ ผม ผมรู้ว่ามันแกล้งผมให้ตามคุณมา มันรู้ว่าผมไม่ชอบพวกแบบนี้”

“ไม่ได้อยากให้ตามสักหน่อย จะกลับกอง โดยไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน”

“นั่นเป็นคุณคิด แต่ความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ คุณอาจจะหลงป่า คุณอาจตายหรือหายสาบสูญ พ่อแม่คุณจะเสียใจ”

“คิดมากไปเอง” ต้นคิดในใจว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริง ๆ

“ผมไม่อยากจะพูดกับคุณแล้ว ผมพูดกับพวกนี้มากที่สุดแล้ว คุณคิดน้อยก็เลยทำตัวออกมาแบบนี้ใช่ไหม”

 

                                                                                                  หน้า 6

“ก็เป็นแบบเนี้ย ไม่ได้ไปบังคับมัน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย ไม่เข้าใจว่าเขามาเกลียดฉันทำไม และที่แย่กว่านั้น ฉันกับคุณก็ไม่ได้พูดกัน หรือว่ารู้จักกันลึกซึ้ง แค่เห็นหน้ากันเฉย ๆ มาเกลียดฉันทำไม”

“ก็มันเกลียด มันเป็นความรู้สึก เกลียดจนแกล้งได้ทุกอย่าง จะบอกให้ ผมเอาหนังสือคุณไปซ่อนเองแหละ”

“นี่ว่าอะไรนะ”

“หนังสือที่ชอบอ่านในห้องสมุดไง เรื่องราวไร้สาระ”

“นี่...แย่จริง ๆ ฉันไม่เข้าใจ ทำไปเพื่ออะไรกันเนี่ย มันเหมือนทำร้ายกันเลย”

“ผมว่าการแกล้งก็ไม่รุนแรงเท่าทำร้ายหรอก” เขาพูดพร้อมกับหยิบของออกมาจากกระเป๋าเป้ของเขาที่นำติดตัวมาด้วย

“กลับไปโรงเรียนแล้วเอามาที่ด้วย จะอ่านต่อ”

“....” เขายื่นกล่องมาให้ต้น

“อะไร” ต้นถาม แต่เขาไม่ตอบ พอดู ต้นก็เห็นว่าเป็นข้าวกับไข่ทอด

“กินเถอะ ไม่เอา ไม่หิว”

“ตามใจ” เขารับกลับไป ก็นั่งกินคนเดียว แถมเลียช้อนทำท่าอย่างอร่อยมาก ต้นคิดว่าช่างทำตัวสบายเหลือเกิน บางทีเขาอาจจะคิดว่าเราก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ไม่เห็นต้องอายอะไร เขาก็น่ารักดี ท่าทางทำเท่ เป็นผู้ชายเต็มร้อย แต่ก็มีลักษณะเด็ก ๆ ให้ตลก

ตอนนอน หัวค่ำไม่หนาวเลย แต่ตอนตี 4 ตี 5 หนาวมาก ๆ หนาวจนตื่นขึ้นมากลางดึก ก็เลยกระเถิบไปชิดเขามากขึ้น แค่แขนข้างขวาชนแขนข้างซ้ายของเขาเท่านั้น แต่อบอุ่นมากไม่น่าเชื่อ ทำให้หลับสนิทถึงเช้าเลย

          กลับมาถึงโรงเรียน ตอนเช้าวันนี้ ต้นขี่จักรยานมาทางเดิม พอจะเลี้ยวขึ้นทางใหญ่ ก็มีเขา

ขี่จักรยานมาตัดหน้า แต่ต้นพยายามขี่เพื่อหลบไปอีกทาง แต่เขาก็มาจับแฮนด์รถไว้

“ทำอย่างนี้หมายความว่าไง” เขาพูดพร้อมกับผลักต้นล้มลงพร้อมกับรถจักรยาน ต้นไม่ทันระวังทำให้การทรงตัวไม่ถนัดล้มลงพื้นแบบเต็มที่ เจ็บมาก แถมจักกรยานยังทับขาอีกข้างหนึ่งด้วย

“จะแกล้งแรงไปแล้วนะ” ต้นพูดพร้อม ๆ กับเริ่มจะร้องไห้

“ทำร้ายเรามากกว่านี้อีก รู้ไหมว่า ชื่อเสียง แฟน ไม่เหลือแล้ว” เขาลงมาจากจักรยาน ยืนถมึงทึงมาที่ต้น

“ไม่เข้าใจ พูดอะไร” ต้นยังนั่งอยู่ในท่าเดิม

“ก็เอารูปไปติดบอร์ด ประจานกัน ทำเป็นไม่รู้เรื่อง” เขาเดินมากระชากเสื้อต้นอีก

ต้นไม่ได้ตอบอะไร เขาปล่อยมือออกจาเสื้ออย่างแรง แล้วเดินเตะลม เดินไปที่จักรยานขี่กลับโรงเรียน ต้นยังน้ำตาซึมอยู่ จนมองนาฬิกาเวลาใกล้เข้าแถวแล้ว จึงลุกขึ้น ปัดกางเกง และตาม

                                                                                                                                                  หน้า 7

ผิวหนังที่เปื้อนดิน พบว่ามือและศอกถลอกนิดหน่อย พอไปถึงโรงเรียนต้นก็ทราบเรื่องราวทั้งหมด เพื่อนสนิทต้นเข้ามาคุย

“ฉันคิดว่าเธอไม่ได้ทำ”

“ฉันไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปไป แล้วจะถ่ายรูปตอนที่เขาหลับกับฉันได้อย่างไร ไม่มีหัวคิด ใช้แต่อารมณ์”

“แต่รูปมันใกล้มากจนเขาคิดว่าเธอถ่ายตอนนอน ซึ่งสมัยนี้ก็มีโทรศัพท์ถ่ายรูปได้เยอะแยะไป

“มันก็จริง เธอคุยกับเขาแล้วหรือ”

“อือ แต่ก็ระวังตัวไว้เถอะ คนกำลังโกรธ เขาซาดิสต์จะตาย ทำร้ายเธอหรือเปล่าเนี่ย”

“สุภาพบุรุษดี แต่ปากจัดยิ่งกว่าผู้หญิง” ต้นไม่ได้เล่าเหตุการณ์เมื่อเช้าให้เพื่อนฟัง

“หมายความว่า เรื่องคืนนั้นไม่มีอะไรกันหรือ”

“บ้าหรือ เขาเกลียดพวกแบบเราจะตาย วันนั้นอาจจะเพลียเขาก็เลยไม่คิดอะไร และคงคิดว่าไม่มีคนเห็น ก็เลยไม่กลัวเสียชื่อเสียง ที่มาคุยกับคนแบบพวกเรา”

“หรือ....เป็นไปได้ยังไง”

“ผิดกับเมื่อกี้” ต้นพึมพำออกมา แบบลืมตัว

“อะไรหรอ”

“อ๋อ เปล่าไม่มีอะไร เข้าแถวกันเถอะ” ในระหว่างทางเดินก็มีคนมองมา ด้วยสายตาดูหมิ่น ทำท่ารังเกียจ บ้างก็จับกลุ่มคุยและหันมามองเหมือนนินทาให้รู้ ต้นพยายามคิดในแง่ดีว่า “ดี ฉันเป็นคนดัง มองก็มองไป ทำอะไรเราไม่ได้”

         ตอนเช้าของวันใหม่ ต้นไปโรงเรียนแต่เช้า เพราะว่าตื่นเช้าก็เลยทำให้ทุกอย่างเสร็จเร็ว ระหว่างทางต้นก็เห็นเขามาดักรออีก ต้นชะลอจักรยานและคิดว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่ได้ขี่จักรยานหลบแบบครั้งก่อน เขาเดินมาใกล้ ต้นต้องหยุดรถ เขามาจับแขนและบีบแขนต้น ดึงและผลักต้นจนล้มลง แล้วเขาก็ไปเอาจักรยานโยนลงน้ำข้างทาง ต้นไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าทำไมทำได้ถึงขนาดนั้น ก่อนเขาเดินจากไปยังหันมาทำหน้าทะมึนใส่อีก ต้นยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป จะลงไปเอารถจักรยานขึ้นมาจากน้ำตอนนี้ ก็คงไม่ได้ เพราะต้องไปโรงเรียนก่อน ต้นพยายามหากิ่งไม้มาปักเพื่อทำสัญลักษณ์ว่ารถจักรยานตกลงไปตรงนี้ ต้นเดินไปโรงเรียน วันนี้ต้นยืนเข้าแถวพร้อมกับคนที่มาสาย ต้องยืนหน้าโรงเรียน ตอนเรียนต้นก็ไม่มีสมาธิเรียนเลย เพราะว่าคิดวิธีเอารถจักรยานขึ้นมาจากน้ำ หลังทำเวรตอนเย็นเสร็จก็เดินริมระเบียง ต้นมองไปที่สนามฟุตบอล เห็นเขานั่งอยู่ที่ข้างสนาม นั่งทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ไม่มีแฟนเขามาคลอเคลียเหมือนเคย ต้นมีน้ำตาเต็มทั้งสองข้าง นึกสงสารเขาขึ้นมาจับใจ

                                              ............................................................