Solution-focused Interview

ต่อจาก Part I นะครับ เป็นการถอดบทเรียนจากการไปฟังการบรรยายของอาจารย์อานนท์ วิทยานนท์ และอาจารย์จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์ ในงาน HA Forum 2011 ที่ Impact เมืองทองธานีปีนี้

เรื่องนี้มี 4 หัวข้อย่อย คือ

  • Narrative Therapy: Events and Plot
  • Same Story is Good Relationship
  • Externalization of problems
  • Exceptional events and emerging of new story

สองตอนแรกได้เล่าไปแล้ว บทความนี้จะพูดถึงสองหัวข้อที่เหลือ

Externalization of Problems

สาเหตุที่คนเรามองออกนอก มากกว่ามองเข้าใน เพราะว่ามัน "ง่ายกว่า"​เท่านั้นเอง แต่เราอย่าดูถูกความง่ายกว่านี่นะครับ ไม่จำเป็นเราจะไม่ทำอะไรยากๆแน่นอน แม้แต่สมองของเราเอง เราก็ไม่อยากจะ "คิด" เท่าไหร่หรอก ใครที่คิดว่าตนเองชอบคิดนั้น รู้ไว้เถิดว่า ถ้าเมื่อไรที่เราจะ "ไม่คิด" ได้ เราก็จะไม่คิด (ให้เมื่อยตุ้ม)

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราขับรถไปในที่ที่เรียบๆราบๆ ไม่มี view ไม่มีทิวทัศน์อะไร รถสวน รถแซงก็ไม่มี จู่ๆ ตูม!!! ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า "รถอีกคันมาจากไหนก็ไม่รู้"

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า "สมองมันเบื่อ" น่ะครับ ถ้าเราขับไปเรื่อยเฉื่อย และมีแต่ภาพซ้ำๆเข้ามา ในที่สุด สมองมันจะเลิก "มองภาพ" หากแต่ download ภาพเก่าๆเข้ามาใช้แทน เหมือนกับเวลาเราอ่านหนังสือเพลินๆ หรือมันมากๆต้องการอ่านให้เร็ว เราไม่ได้อ่านทุกตัวอักษรนะครับ แต่เราสามารถ download สิ่งที่ make sense หรือทำให้เรื่องราวมันปะติดปะต่อ เอามาใส่ไว้เองหน้าตาเฉย

นี่คือปรากฏการณ์ "รถอีกคันมาจากไหนไม่รู้" ในคนที่ขับรถใจลอยและเกิดอุบัติเหตุรับรู้เช่นนั้นจริงๆ เพราะสมองเรามันลักไก่ download ภาพถนนว่างมา เมื่อตาเรารับรู้รถจริงๆ ภาพจริงมันเกิด delay ไปกะตี๊ดเดียว ก็ "ตูม" ซะแล้ว

กลไกการทำงานของจิตใจอยู่ด้านใน และยากที่เราจะเห็น ไม่เหมือนอะไรที่อยู่ข้างนอก ดังนั้นเองเมื่อไรก็ตามที่ "รากเหง้าปัญหา" มันอยู่ข้างในตัวเรา มันจึงพลอยยากที่จะเยียวยาแก้ไขไปด้วย

ไม่เพียงแค่มัน "ยากที่จะเห็น" แต่พอเราเห็นว่าเป็นต้นเหตุ เป็นสาเหตุ หรือเป็น victims มันยิ่งทำให้เราเศร้าเสียใจ ซึม ทุกข์ จนหมดพลังไปอีกต่างหาก เรียกว่าจะเห็น หรือไม่เห็น ก็ทำให้การแก้ปัญหานั้นยากไปหมด เช่น ชายคนหนึ่งมีแฟนมาแล้ว 10 คน แต่ถูกทิ้งหมดทุกคน เพื่อนๆเจอหน้าก็ปลอบประโลมบ้าง วิจารณ์บ้าง เช่น "อือ... ลื้อมีแฟนกี่คนๆ ทำไมถึงได้ถูกทิ้งหมดเลยวะ?"

คำถามนี้ก็จะสะท้อน echo อยู่ในหัวของชายคนนี้ ออกมาปิ๊งเป็นข้อสรุปว่า "ก็กูมันเลว...." หรือเต็มไปด้วย negative plot ของตนเอง เราเป็นคนไม่ดี เราพูดไม่เพราะ เราจน เราปากเหม็น เรากินมูมมาม ยิ่งพยายามอธิบายว่าทำไม "คนถึงทิ้งเรา" เราก็ยิ่งเห็นแต่ด้านลบของเรา ที่จะนำมาอธิบายเหตุการณ์ (events) ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

"อ้าว... แล้วไม่ดีเหรอ" บางคนอาจจะอุทานออกมา ก็เราควรจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไง ไปเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ มันก็ต้องมี insight ว่าเราควรจะเปลี่ยนตัวเองก่อนไง

ก็จริงครับ แต่ว่า "บางครั้ง" เราเจอว่าเรา "น่าเกลียด" มากจนกระทั่งหมดอารมณ์จะไปเปลี่ยน เพราะว่า "จมเศร้าตาย" ไปก่อนแล้ว เหมือนนั่นสมาธินั่นและครับ เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาถึงแนะนำกันว่าให้มีพี่เลี้ยง มีอุปัชฌา เพราะว่ามันจะ "หลอน" หรือ "ฟุ้งซ่าน" ไป ตอนถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ คนเราที่จะมี insight แล้วเปลี่ยนตนเอง มันต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า ตนเองยังพอมีค่า มีความหมาย มีต้นทุนเหลืออยู่ด้วย มันจึงจะไปต่อได้

แต่ปัญหาก็คือ insight บางประการ พอเราทราบแล้ว เราพบว่าต้นทุนที่เคยมีมันไม่มี ความเก่งที่เคยเชื่อว่าทำได้มันกลายเป็นทำไม่ได้ไปซะแล้ว ก็เกิดอาการบาดเจ็บ และหมดพลังที่จะเปลี่ยนแปลง

ทำไงดี?

ก็เป็นที่มาของ externalization of problems คือการปลดปัญหาออกไปจากตัว (การรับรู้) หรือบางคนอาจจะเรียกเป็น objectification of problems คือมองปัญหาเชิง "ภาววิสัย" เป็นของ "ภายนอก"​ ไม่ใช่ภายในตัวเราเองเสียทีเดียว

ตัวอย่างเช่น เราเจอเพื่อนอกหักคนเดิม แทนที่เราจะปลอบ (หรือตอกย้ำ) ว่่า "เออ นะ แกนี่ มีแฟนกี่คนๆ แกถูกทิ้งหมดเลย (มันเพราะอะไร เพราะใคร ก็เพราะแกน่ะสิ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่าา!!) ก็พูดว่า "อืม... ความรักนี่มันยากเนอะ มาเจอแกทีไร ชีวิตก็วุ่นวายทุกที" เมื่อเป็นเช่นนี้ มันเริ่มง่ายขึ้นที่จะมองเรื่องนี้ เราไม่ได้เป็น "สาเหตุแห่งปัญหา" เสียทีเดียว หากแต่เจ้า "ความรัก" ตะหาก ที่ไปหาใครแล้ว คนๆนั้นก็จะเริ่มยุ่งยากไปทุกที

พี่สุภาพร เป็นคนไข้มะเร็งระยะสุดท้าย เวลาแกปวด แกก็จะ "สนทนา" กับมะเร็ง ว่า "โอย... วันนี้แรงนะ รู้แล้วล่ะว่ามีอยู่ เมตตากันหน่อย" สนทนากับมะเร็งเหมือนกับเป็นผู้มาขออาศัยร่างกาย ไม่ใช่ว่า "เราเป็นมะเร็ง" มีคนพูดว่า "เรามีมะเร็ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็ง" ซึ่งไม่เหมือนกัน เพราะถ้าเรา "เป็น" มะเร็งไปแล้ว ก็ทำอะไรต่อไม่ได้ plot มันตัน แต่ถ้าเราแค่ "มี" มันอยู่ในร่างกาย เรายังพอทำอะไรได้อีกเยอะ เพราะมองไปรอบๆ เราไม่ได้ "มีแค่มะเร็ง" เรายังมีสมอง มีดวงตา มีคนรักเรา มีคนที่เรารัก การ "เป็น" จะเสมือนการ take over ชีวิต เพราะเราเป็นอะไร มันก็อย่างนั้น ไม่เหมือนกับการ "มี" ซึ่งเปิดพื้นที่ เปิดทางเลือก เปิดทางใช้อะไรไปอีกเยอะมากทีเดียว

Exceptional Events and Emerging of New Stories

แน่นอนที่สุด เราอาจจะไม่จำเป็นต้อง externalize ปัญหา หรือเอาปัญหาออกไปจากตัวเราเสมอไป วิธีนี้เอาไว้ใช้ต่อเมื่อเรากำลังเอา "ตัวเราเป็นปัญหา แล้วมันตัน" ออกไปไม่ได้ เหมือนคนหลงถ้ำ แต่หลงผิดด้วยว่า เขาเป็นคนเลวเหมาะแล้วที่จะหลงอยู่ในนี้ แต่ก็ไม่พ้น ไม่ชัด เต็มไปด้วยความกลัว ปัญหาแบบนี้ต้องการการ "ให้ความหมายใหม่" เพราะที่ทำอยู่ รังแต่จะทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้เห็นเพื่อเข้าใจที่จะนำไปสู่อุเบกขา แต่ยิ่งเห็นยิ่งเศร้าซึม ยิ่งทุกข์

ทีนี้จะ "ฉุด" คนออกมาได้อย่างไร?

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นของ Part I ก็คือ คนเรานั้นไม่ได้เลือกเอา events ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาให้ความหมาย หากแต่ "เลือก" หยิบมา แล้วเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ plots ที่เกิดจาก set of events หรือชุดเหตุการณ์นั้นๆ ในการวาง events ที่เข้มข้น และวางพล็อตที่ผูกมัดแน่นมากๆ เราจะไปลงเอยที่ "ทางตัน" ไม่มีืทางออกอื่นๆเลยก็เป็นได้ ชีวิตเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่นำมาลงด้วยชีวิตแห่งระกำลำบากและทุกข์สุดแสนสาหัส

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะปล่อยให้พล็อตดำเนินไปแบบนี้ ก็เป็นภาพยนต์ที่ "จบเศร้า" แน่นอน

ในฐานะผู้กำกับ (เล็กๆ) หน้าที่ของเราคือ หา "events" ที่จะนำมาช่วยคนๆนี้  events ที่ว่านี้จะยั่งยืน ทรงพลัง ต้องเป็น events ของเขาเอง ไม่ใช่ events fakeๆ (เช่น เห็นคนไข้ทุกข์เพราะได้เคมีบำบัด อาเจียนทั้งวัน ผมก็เริ่มร่วงพรู ดันไปเสนอ events "อืม.. หน้าตาสดใส ขาวเชียว สดชื่นดีนะ" นี่เรียกว่าเป็น events ที่ไม่ดี แม้ว่าจะปากหวาน แต่ไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจจะค่อนไปทาง denial ซะด้วยซ้ำไป

และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ผมพบว่าเราจะหา events ที่จะเสริมเติมพลังชีวิตนั้น ถ้าจะให้ดี "ให้รีบหาแต่เนิ่นๆ ตอนยังไม่ค่อยมีอาการมาก" เพราะว่าตอนเราทุกข์นั้น เรานึก event ดีๆไม่ออก มันไม่ไปกันกับพล็อตที่ร่างกายเราเปราะบาง กำลังทรุดโทรม เจ็บปวดแบบนี้เลย events ที่ไปกันได้กับพล็อตตอนนี้มีแต่ event แย่ๆ

เราจะพบว่ามนุษย์ (ส่วนใหญ่) เจออะไรต่อมิอะไรมาเยอะมากมายในชีวิต และเรามีโอกาสเหลือเฟือในการ "ให้ความหมาย" กับเหตุการณ์เหล่านั้น ดี/ไม่ดี เป็นสัญญา เวทนา สมมติ ของเราทั้งสิ้นที่จะให้ความหมายนั้นๆ และผมพบอีกว่า "การให้ความหมายเหตุการณ์" ไม่ว่าจะดี/ไม่ดี ก็เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้อีกด้วย

จะว่าไป การเป็นคนมองโลกในแง่ดี/ร้าย เป็นทักษะที่เราเองสามารถเลือกได้ และได้ทำได้ฝึก จนประสบความสำเร็จ ได้เป็นคนตามที่เราเองเป็นคนฝึกมานั่นเอง

เมื่อเรามี "คลังเหตุการณ์" ที่คนไข้เองมีอยู่แต่อาจจะไม่ได้ดึงออกมาใช้สร้างพล็อต พอเราช่วยดึงมา พล็อตใหม่ก็จะเกิดขึ้น เพราะตอนนี้มีวัตถุดิบใหม่ คนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายบางคน จึงพบว่าการใช้สติ สมาธิ คิดเรื่องทำบุญ ทำสังฆทาน หรือทำอะไรต่อมิอะไร ที่ไม่ใช่เรื่องมะเร็ง เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า เพราะสมองไปหมกมุ่นกับพล็อตดีๆ แทนที่จะจมลงไปกับพล็อตไททานิก ที่มีแต่จมแน่นอนลงไปก้นมหาสมุทร

ชีวิตของเราเองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็มาจาก events ที่เราเป็นคนเลือกมาสร้างเป็นพล็อต ถ้าหากเราไม่พึงพอใจ เรายังมีอีกมากมายหลายเหตุการณ์ในชีวิตของเราที่จะสร้างภาพยนต์เรื่องใหม่ พล็อตใหม่ ending ใหม่ๆได้เสมอ ในฐานะผู้ช่วยเหลือผู้คน การมีทักษะที่เห็น events ดีๆมีคุณค่า เห็นพล็อตงามๆที่ต่อยอดพลังให้แก่ผู้คน จะเป็นคุณูปการต่องานที่เราทำเป็นอย่างยิ่ง