กราบเท้า  คุณลุงคุณป้าด้วยความเคารพรัก

           วันนี้ฝนฉ่ำฟ้าปลาฉ่ำน้ำ  ฤดูกาลแปรเปลี่ยนใครเลยจะคิดว่าเืดือนมีนาคมจะมีถึงสามฤดู   ทั้งคน  พืช  สัตว์ต่างต้องปรับตัวเพื่อการเอาชีวิตรอดและทนกับทุกสภาวะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทนได้นะคะ

            มาคุยเรื่องมหัศจรรย์ศีลห้ากับภาวะรักเหนือรักกันต่อนะคะคุณลุง   ความเดิมตอนที่แล้วหนูหน่อยเกริ่นนำเรื่องความสำคัญของศีลห้า  และร่างกายมีโรงงานอยู่สองโรงงาน

            โรงงานแรกทุกคนปรารถนาอยากให้ทำงานมาก ๆ    เพราะมันสร้างสารสุขหรือเอ็นโดฟินเป็นสารที่่ร่างกายผลิตขึ้นเองได้นับเป็นสารเสพติด  มีฤทธิ์มากกว่ามอร์ฟีนถึงสองร้อยเท่า  เมื่อเราปิติในธรรมร่างกายก็จะหลั่งสารนี้ http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/Kid/column/vol119b.html
มีผู้รู้กล่าวว่าวิธีทำให้สารนี้หลั่งมี ๓ วิธีคือ ๑. ยิ้ม  ๒.ออกกำลังกาย  ๓. ทำสมาธิ   แค่ยิ้มง่าย ๆ ร่างกายก็หลั่งสารสุขแล้วไม่ยากเลยนะคะ  (คนอ่านอย่าลืมยิ้มไปอ่านไปด้วยนะคะ)

              โรงงานที่สองเป็นโรงงานผลิตสารทุกข์มีชื่อว่า อะดรีนาลีน   ร่างกายจะหลั่งออกมาในขณะที่มีอารมณ์โกรธ  เครียด  กลัว  ดังนั้นทุกครั้งที่เราโกรธเกลียด  ฆ่าสัตว์  ตบยุง  อารมณ์ขุ่นมัว   สารตัวนี้ก็จะหลั่งออกมา   แม้แต่สัตว์ที่่รู้ตัวว่าจะถูกเชือด  ถูกฆ่าก็จะรู้สึกโกรธเกลียด  อาฆาตแค้น  พยาบาท  และหลั่งสารตัวนี้ออกมาเช่นกัน      เมื่อมนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์ก็จะซึมซับอารมณ์ดังกล่าวของสัตว์มาด้วย  ทั้งยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ   หากคิดด้วยจิตเมตตาการเลิกรับประทานเนื้อสัตว์จึงนับว่าเป็นการลดละกิเลสในเรื่องความอยากในรสชาติอาหารในระดับหนึ่ง   ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตของเราด้วยนะคะคุณลุง...

               ต่อไปนี้ก็ขอสรุปแนวคิดและคำสอนของอาจารย์แม่ไปตามลำดับเพื่อให้คุณลุงมองเห็นภาพและแก่นแท้ของศาสนาพุทธนะคะ   

               ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งกรรม (การกระทำ)  มีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี  แบ่งเป็น ๓ ชนิด  คือ 

                       กายกรรม  ทำอย่างใด  ได้อย่างนั้น
                       วจีกรรม    พูดอย่างใด   ได้อย่างนั้น
                       มโนกรรม   คิดอย่างใด   ได้อย่างนั้น

       

                  พวกเราต่างเป็นคนแบกกรรมค่ะ  มีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีแล้วแต่ว่าจะแบกกรรมส่วนใดมากกว่ากันซึ่งล้วนส่งผลทั้งสิ้นนะคะ... กรรมของเรานี่แหละค่ะที่จำแนกคนออกเป็นสามประเภท   

                       ประเภทที่ ๑ คือปุถุชน  คือคนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  ยังอยากเป็น  อยากมี  อยากไ้ด้  มีทั้งหยาบ กลาง  ละเอียดค่ะ

                       ประเภทที่ ๒  คือ กัลยาณชน คือ คนดี คนซื่อขยันทำงาน  อยากให้สังคมดี ยังทำดีเพื่อหวังสิ่งล่อคือคำชม มีศีลอยู่บ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์ยังเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณ

                        ประเภทที่ ๓  อริยชน  คือคนผู้ที่ลดละกิเลสตัณหาของตนเองซึ่งแ่บ่งเป็น ๔ ประเภท  คือ

                                  พระโสดาบัน  ละกิเลสได้  ๒๕  เปอร์เซ็นต์

                                  พระสกิทาคามี  ละกิเลสได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์
                                  
                                  พระอนาคามี  ละกิเลสได้  ๗๕ เปอร์เซ็นต์

                                  พระอรหันต์   ละกิเลสได้   ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์

    

                  ภาพนี้แสดงบทบาทสมมุติมนุษย์ในโลกนี้ค่ะ  คนที่ยืนคืออริยชนต้องฝืนใจต้องสู้  ยืนเมื่อยหน่อยค่ะ   คนที่นั่งคือกัลยาณชน  ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ส่วนคนที่สบายที่สุดเพราะตามใจกิเลสและขี้เกียจสู้กับใจตนเองก็คือ ปุถุชนค่ะ   แล้วเราควรเป็นอะไรกันดีละคะคุณลุง  ระหว่างการเป็นปุถุชนอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ หรือจะพัฒนาตนให้ก้าวสู่การเป็นอริยชนเพื่อปิดประตูอบายภูมิทั้ง ๔ แห่ง คือ เปรตภูมิ  นรกภูมิ  อสุรกายภูมิ  และเดรัจฉานภูมิ

                  วันนี้เขียนเรื่องที่ค่อนข้างหนักนะคะ  แต่เพื่อปูพื้นให้ผู้อ่านเข้าใจที่มาที่ไป  และที่สำคัญอยากจะบอกว่าลักษณะของอริยชนที่อาจารย์แม่ย้ำำเตือนพวกเราก็คือ คนที่มีศีลห้าเข้าถึงจิตวิญญาณ (อริยชนเบื้องต้น)จะมีทัศนคติบวก  อ่านตนออก บอกตนได้  ใช้ตนเป็น   รู้จักตนเองจึงเข้าใจผู้อื่นได้

                  คราวหน้ามาคุยกันต่อนะคะว่า  ศีลห้าที่ถูกต้องนั่นคือการปรับพฤติกรรมของตน  จะปรับอย่างไรนั้น  แล้วจะมีผลอย่างไรต่อผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่การเป็นอริยบุคคลในขั้นโสดาปัตติมรรคจะต้องทำเช่นไร....วันนี้ทั้งคนอ่านและคนเขียนคงเมื่อยและมึนพอ ๆ กันนะคะ....

                                                          ด้วยความเคารพรัก

                                                              หนูหน่อย