ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แสดงว่าไม่มีอะไรที่สมบูรณ์เพียบพร้อม(รวมทั้งคนด้วย)ที่จะเอามาทำอะไรได้สำเร็จทุกอย่าง จึงทำให้เราต้องช่วยกันทำเป็นทีม เครื่องมือก็เช่นกันไม่มีอะไรแค่ชิ้นเดียวแล้วทำได้ทุกเรื่อง เหมือนกับที่มีคำพูดของฝรั่งเขาว่า No body is perfect,but Team can be. แสดงให้เห็นว่าWE สำคัญกว่าME

วันนี้ 23 กันยายน หลังจากตื่นมาตรวจคนไช้ในตึกแต่เช้ากว่าจะเสร็จภาระกิจก็ประมาณ 9 โมงเช้า ก็ได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่เพื่อไปทำพาสปอร์ตราชการเพื่อไปดูงานต่างประเทศ ทราบข่าวว่าเชียงใหม่น้ำท่วมก็เลยให้คนขับรถใช้รถขับเคลือนสี่ล้อไปเผื่อจะต้องลุยน้ำ ปรากฎว่าน้ำที่เชียงใหม่เริ่มลดลงแล้ว ยิ่งแถวแม่ริมที่ต้องไปติดต่อราชการยิ่งไม่มีน้ำท่วมเลย ก็เป็นการคาดการณ์ผิดของผม ถ้าเชื่อคนขับรถเขาจะเอารถเก๋งไปก็เลยต้องนั่งแบบกระทบกระเทือนไปกลับ 6 ชั่วดมง เล่นเอาปวดเมื่อยไปเหมือนกัน นี่ขนาดเราเป็นคนนั่ง ถ้าเป็นคนขับคงจะเมื่อยแขนน่าดู ถ้าเชื่อคนขับรถเราก็จะได้นั่งไปสบายๆ ในทางการจัดการความรู้เขาจึงบอกว่าคนที่รู้จักงานและรู้ว่าจะทำอย่างไรงานจึงจะสำเร็จมากที่สุดก็คือเจ้าของงานผู้ปฏิบัติหรือคุณกิจนั่นเอง รถขับเคลื่อนสี่ล้อนี่จะเป็นประโยชน์มากเมื่อต้องขึ้นไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่บนภูเขา ยิ่งหน้าฝนนี่ขาดไม่ได้เลย ผมเคยนั่งรถไปกับทีมงานไปออกหน่วย พอสว.ที่บ้านลีซอ เป็นทางขึ้นเขาชันแบบถนนลูกรังที่เป็นหลุ่มลึก เรียกว่าต้องหาที่ยึดอย่างดี บางคนถึงกับนั่งหลับตาไปเลยเพราะหวาดเสียวกับการมองเหวที่อยู่ข้างๆ มีครั้งหนึ่งรถไถลจากกำลังขึ้นดอยปัดไปปัดมากลายเป็นเอาหน้าลงดอยไป ก็เรียกว่าตื่นเต้นกันสุดๆเลย การใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ(รุ่นของโรงพยาบาลบ้านตาก)มาวิ่งทางราบระยะไกลๆจะไม่ค่อยเหมาะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แสดงว่าไม่มีอะไรที่สมบูรณ์เพียบพร้อม(รวมทั้งคนด้วย)ที่จะเอามาทำอะไรได้สำเร็จทุกอย่าง จึงทำให้เราต้องช่วยกันทำเป็นทีม เครื่องมือก็เช่นกันไม่มีอะไรแค่ชิ้นเดียวแล้วทำได้ทุกเรื่อง เหมือนกับที่มีคำพูดของฝรั่งเขาว่า No body is perfect,but Team can be. แสดงให้เห็นว่าWE สำคัญกว่าME

         ผมไปถึงเชียงใหม่เที่ยง 45 ออกเดินทาง 09.45 ก็ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเต็ม ถ้าเป็นสมับโบราณคงใช้เวลาเป็นเดือนๆ ไปที่ศูนย์ราชการเชียงใหม่ พนักงานที่คอยแจกบัตรเป็นผู้ชายแต่หน้าตายิ้มแย้มและแนะนำทางอย่างสุภาพด้วยภาษาเหนือ พอเข้าไปที่ออกหนังสือเดินทาง กรมการกงศุล ก็ได้ไปซักถามที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก็เป็นผู้หญิงหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ ผมคิดว่าที่เชียงใหม่น่าจะคนไม่มากเท่าที่กรุงเทพฯ ผมมีประสบการณ์ไปทำพาสปอร์ตที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง ทำเอง 2 ครั้งและไปเป็นเพื่อภรรยา 1 ครั้ง ไปถึง 7 โมงเช้าคนเต็มเลยต้องเข้าแถวกันยาวแต่เป็นการทำแบบท่องเที่ยว คราวนี้เป็นแบบราชการ ที่เชียงใหม่เองคนมาทำหนังสือเดินทางก็ไม่น้อยเลย คิวตอนผมไปถึงบ่ายโมงเขาให้บริการไปแล้ว 600 คิว ถ้าทำที่กรุงเทพฯประมาณ 2-3 วันทำการ แต่ที่เชียงใหม่จะเป็น 8 วันทำการ สำหรับคนที่ทำแบบราชการจะมีช่องต่างหากแยกออกไปเพื่อตรวจสอบเอกสารที่ต้องใช้คือหนังสือจากหน่วยงานผู้ให้ทุนถึงกระทรวงต่างประเทศ สำเนาอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา สำเนาบัตรข้าราชการ สำเนาทะเบียนบ้าน ผมก็เตรียมไปครบตามนั้นแต่ที่สำคัญต้องเอาตัวจริงไปแสดงด้วย น้องเจ้าหน้าที่ที่มารับเอกสารก็เป็นน้องผู้หญิงที่อัธยาศัยดี พูดเพราะ ใช้เวลาตรวจสอบเอกสารประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะใบอนุมัติให้ไปราชการต่างประเทศ ของผมอนุมัติโดยนายแพทย์สาฑารณสุขจังหวัดตากปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก น้องเขาก็สงสัยและบอกว่าต้องเป็นจากปลัดกระทรวงเท่าน้น ก็ต้องอธิบายและเขาก็ไปค้นระเบียบต่างๆอยู่นาน โทรปรึกษาใครก็ไม่รู้อีกพักหนึ่ง ขอดูบัตรประชาชนตัวจริงและให้ไปถ่ายสำเนาบัตรประชาชนอีก(ทั้งๆที่ผมก็มีสำเนาและตัวขริงบัตรข้าราชการอยู่แล้ว) จนผมเริ่มรู้สึกอึดอัด(คิดในใจว่าจะให้ทำไหมเนี่ย) สุดท้ายเขาก็รับเอกสารและจัดคิวให้อย่างรวดเร็ว แต่แม้จะให้เรารอนานน้องเขาก็พูดดี ใส่ใจและให้ข้อมูลเพิ่มเติมตลอดว่ากำลังทำอะไรกับเอกสารของเราอยู่ ทำให้การรอนานนั้นลดความหงุดหงิดลงไปได้ พอได้คิวก็ไปเขียนเอกสารเพิ่มเติมเล็กน้อย แล้วก็สแกนลายมือนิ้วชี้ขวาซ้ายลงบนเครื่องซึ่งผมว่าดีกว่าการปัมลายมือเพราะไม่ต้องล้าง ไม่เลอะเทะอแล้วก็ถ่าบรูปด้วยกล้องดิจิตอลยี่ห้อแคนนอน 4 ล้านพิกเซล ตอนที่ผมนั่งรอผมก็ดูแต่ละจุดเขาทำงานมีอยู่ 7 ช่องที่รับถ่ายรูป บางช่องถ่ายเสร็จเขาจะให้ลูกค้าดูก่อนว่าพอใจไหม แต่ของผมเขาไม่ได้ให้ดูก็เลยไม่รุ้ว่าเป็นอย่างไร เดี๋ยวได้พาสปอร์ตมาก็รู้ เท่าที่ผมสังเกตดูอยู่เกือบ 2 ชั่วโมง จะเห็นว่าพนักงานจะพูดกับลูกค้าดี ใส่ใจแต่ที่เห็นเหมือนกันอย่างหนึ่งคือไม่ค่อยยิ้ม แต่ก็สีหน้าธรรมดาไม่ได้บึ้งตึงขึ้งโกรธ ผมก็มานั่งนึกถึงตัวเองเวลาเราตรวจคนไข้เยอะๆเราก็พูดกับคนไข้ดีแต่หน้าก็ไม่ค่อยยิ้มเหมือนกันเพราะงานยุ่งๆก็มานึกดูแล้วคงเหมือนๆกันกำลังทำงานที่ต้องไม่ให้ผิดพลาดต้องใช้สมาธิจะมามัวยิ้มได้ไง เวลาไปธนาคารเขาก็ยังไม่ค่อยยิ้มเลย แต่ถ้าเป็นเด็กๆมาทำพาสปอร์ตเขาก็ยิ้มและพูดเล่นช่างเอาใจเด็กดีเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาใช้ได้ในโรงพยาบาลก็คือเมื่อต้องให้คนไข้รอหรือญาติรอ หากเราให้ข้อมูลเขาเป็นระยะๆก็จะลดความหงุดหงิดได้เพราะเขารู้ว่าการรอคอยของเขามีความหมาย รู้ว่าเพราะอะไร หรือเวลาคนไข้เข้าห้องคลอดหรือห้องผ่าตัด ญาติรอเต็มหน้าห้องเข้าไปไม่ได้ หากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคอยออกมาบอกเป็นระยะๆว่าญาติเขาเป็นอย่างไรบ้างก็จะช่วยลดความกระวนกระวายใจจากการรอคอยของเขาไปได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งที่ธรรมดาๆในชีวิตแต่หากเราคิดและเรียนรู้ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานของเราได้