ตาบอดคลำช้าง

ตาบอดคลำช้าง

คนตาบอดคนหนึ่งคลำที่ หาง แล้วลงความเห็นว่า "โอ้ ช้างตัวยาวๆนะ"

คนตาบอดอีกคนหนึ่งคลำที่ ขา แล้วลงความเห็นว่า "โอ้ ช้างตัยกลมๆสูงๆนะ"

คนตาบอดคนอีกหนึ่งคลำที่ ท้อง แล้วลงความเห็นว่า "โอ้ ช้างตัวแบนๆกว้างนะ" 

 

มุมมองของแต่ละคน แต่ละหมู่คณะ ต่างมุมมองต่างความเห็น มันก็ไม่ทำให้เสียหาย

แต่ถ้าเราศึกษาหาความรู่เพิ่มเติม ให้ถ่องแท้ ในเรื่องใดๆที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

เราก็จะรอดพ้นจาก ความเขลา เพราะความเขลาไม่ได้บอกว่าเรา ฉลาดรอบรู้

แต่ความเขลาคือความ โง่ ความเกลียดคร้าน เมื่อความโง่และความเกลียดคร้านผสมกัน

ก็จะได้ มิจฉาทิฐิ คือความไม่ดีไม่ชอบ เมื่อเกิด มิจฉาทิฐิ ก็จะเกิด ความเป็นตัวตน

ยึดมั่นถือมั่นว่า นี่ของกู นั่นของมึง ทั้งๆที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องทั้งสอง

เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของของทุกสิ่ง ถึงเวลา มันก็ดับสลาย สูญสิ้นไป

 

เขียนบทความนี่เนื่องมาจาก กรณี "นักเรียนที่เป็นมุสลิมเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดหนองจอก

แขวงและเขตหนองจอก กทม" โดยเฉพาะนักเรียนหญิง ร้องเรียนขอ คลุมหัวมาโรงเรียน

(หรือที่มุสลิมเรียก "คลุมฮิญาบหรืออะบายะ") ซึ่งทางผู้ปกครองก็ทำหนังสือร้องเรียน

หลังจากทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้คลุมหัวเข้ามาเรียน โดยการอ้างจากทาง เถรสมาคม

ว่า "เป็นที่ธรณีสงฆ์" ที่ธรณีสงฆ์แล้วจำเป็นต้องห้ามคนที่แต่งตัวมิดชิด ไม่ประเจิด

ประเจ้อ เข้ามาเหยียบย่ำธรณีสงฆ์

เถรสมาคม มองเห็นอะไรของพวกมุสลิมที่แต่งตัวมิดชิด เถรสมาคมเองเป็นตัวการ

แบ่งแยกเขาแยกเราหรือ ไหนว่าพระพุทธองค์สอนว่า "ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ไม่ใช่หรือ"

คิดคำนึงดีดีเถอะว่า เห็นความไม่ถูกไม่ควรของการแต่งกายที่มิดชิด ตรงไหนอย่างไร

เป็นถึงเถรสมาคมแล้วยึดมั่นถือมั่น ในอัตตาจนเกินพอดี จะกลายเป็นน่าสังเวชไป

เดินเป็นสายกลางไว้ มองดูการแต่งกายที่มิดชิดเป็นเรื่องที่น่าสงเสริม แต่เถรสมาคมกลับ

ต่อต้าน เพราะการแต่งกายของพวกเขาไม่ใช่พิธีกรรมใดๆ เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม

พระสงฆ์เองยังต้องแต่งกายด้วยเครื่องนุ่มห่มที่ถูกต้อง ทางเถรสมาคมย่อมรู้อยู่แก่ใจ

ไม่ใช่ว่าพระสงฆ์จะแต่งตัวห่มผ้าเหลืองอย่างไรก็ได้ตามใจปรารถนา

ได้โปรดกลับไปพิจารณาเสียใหม่ เรื่องศาสนาคือสอนให้คนทำดีละเว้นความชั่ว

ช่วยกันส่งเสริมให้คนทำดี ประพฤติดี หลีกหนีความชั่วความเลวต่างๆ

 เจริญพร..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน easyread



ความเห็น (0)