การมาอยู่กับแม่แสงทำให้นางต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่  จากที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเพราะแม่กับพี่ๆดูแลให้ทุกอย่าง

 

       ตอนนี้นางต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเปิดร้านและช่วยเตรียมของขาย

 

     และภาระที่หนักสุดคือการดูแลน้อง  ยิ่งแม่แสงดีกับนางมากเท่าไหร่นางก็อยากจะตอบแทนให้มากเท่านั้น 

 

       นางดูแลน้องเหมือนกับเป็นน้องของตัวเองจริงๆไม่รังเกียจแม้แต่การที่น้องขับถ่าย ต้องเช็ด ต้องทำความสะอาดและซักผ้าอ้อมด้วยทั้งๆที่ไม่เคยทำมาก่อน

 

       เวลาน้องเป็นไข้ก็จะเช็ดตัวให้ทั้งๆที่ไม่มีความรู้อะไร รู้แต่ว่าเช็ดตัวแล้วน้องสบายตัวขึ้น

 

       สมัยก่อนการเข้าหาบริการทางการแพทย์ลำบากมาก การเจ็บป่วยส่วนใหญ่จะพึ่งทางไสยศาสตร์ รักษากันตามมีตามเกิด  โชคดีก็หาย โชคร้ายก็ตาย รถโดยสารในหมู่บ้านก็มีแค่คันเดียว บริการไป-กลับวันละ 1 เที่ยวเท่านั้น นอกนั้นจะไปธุระที่ไหนต้องจ้างเหมาอย่างเดียว

 

      จากการที่น้องคนเล็กป่วยบ่อย และแต่ละครั้งอาการก็ค่อนข้างหนัก น้องจะร้องกวนบ่อยและไม่ยอมกินอะไร พ่อกับแม่ของน้องก็จะวุ่นอยู่ที่โรงสีทั้งวันเพราะต้องเลี้ยงหมูอีกหลายตัวด้วย แม่แสงก็จะขายของ ภาระเรื่องเลี้ยงน้องจึงตกอยู่ที่นางซึ่งยังเด็กอยู่มาก 

 

    เวลาน้องไม่สบายทีไรจึงทำให้แม่แสงเป็นกังวลมากเกรงว่าจะเป็นอันตรายต้องเหมารถเข้าเมืองทุกครั้ง

 

      ครั้งนั้นก็เหมือนกัน  น้องมีไข้มา 3 วัน ไปตรวจที่สุขศาลาในเมืองและได้ยามากินแล้ว ไข้ก็ยังไม่ลด นางก็ดูแลน้องตามปกติเหมือนทุกวัน

 

    แต่วันนั้นเป็นวันที่วุ่นวายมาก เพราะแม่แสงยังไม่กลับจากไปซื้อของในตัวเมือง ส่วนพ่อกับแม่ของน้องอยู่ที่โรงสี พอมีคนมาซื้อของนางก็วางมือจากน้องไปขาย น้องก็จะร้องจ๊ากขึ้นมาทันทีและร้องอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด ตอนนั้นนางทำอะไรไม่ถูก เพราะน้องร้องมาก ได้แต่อุ้มเดินไปเดินมาและปลอบตามประสาเด็ก ในใจก็นึกหาวิธีว่าจะช่วยน้องยังไงดี

 

     พอดีนึกขึ้นได้ว่าที่หมู่บ้านนี้มีคุณตาคนหนึ่งเป็นหมอยาประจำหมู่บ้านนางเคยเจอที่ข้างรั้วโรงเรียนเพราะท่านกำลังหาสมุนไพรมาทำยาเลยมีโอกาสได้คุยกัน พอนึกได้นางก็ทิ้งร้านอุ้มน้องไปหาพ่อหมอทันที

 

     " น่องเป็นหยังคืไห่คักแท่ล่ะนาง "

 

    " เป็นไข่มาหลายมื่อแล่วล่ะใหญ่" ใหญ่คือคำเรียกสั้นๆที่ย่อมาจาก "พ่อใหญ่" นั่นเอง

 

     พ่อหมอก็เลยบอกนางว่า " อิหล่าลองไปเอาต้นขันมอนมาต้มอาบให่น่องเด้อ "

 

   นางรับปากแล้วก็กลับมาที่บ้านเพื่อรอแม่แสง  พอแม่แสงกลับมาจากตลาดนางก็รีบบอกว่า

 

   " อิแมเบิ่งน่องคาวเดียวเด้อ เดี๋ยวอิหล่ามา"

 

     ยังไม่ทันที่แม่แสงจะถามอะไรต่อนางก็วิ่งแจ้นออกไปทุ่งนาเพื่อนำต้นขันมอนมาต้มให้น้องอาบ

 

     ช่างเป็นช่วงที่ประจวบเหมาะเคราะห์ดีจริงๆที่คืนนั้นน้องไม่มีไข้เลย กินนมแล้วก็หลับ อาจจะเป็นเพราะความอ่อนเพลียด้วยก็ได้ อาการของน้องดีขึ้นตามลำดับ และหายเป็นปกติในเวลาไม่กี่วัน แม่แสงซึ่งรักและเป็นห่วงหลานคนนี้มากเพราะร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงนั่นเอง ท่านวิตกทุกข์ร้อนเพราะเกรงว่าจะเสียหลานไป เมื่อน้องหายจากอาการไข้ท่านดีใจมาก เดินเข้ามากอดนางพร้อมกับพูดว่า 

 

  " เทวดามาโปรดมาผายอีหลี บุญหลายจั่งได้มาอยู้นำกัน หมอน่อยเอ๊ย"

 

     คำว่า"หมอน่อย" ก็คือหมอตัวน้อยๆนั่นเอง แม่แสงยิ้มอย่างมีความสุขและป่าวประกาศไปทั่วว่านางคือ "หมอยาตัวน้อย" ใครมาซื้อของก็จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอย่างภาคูมิใจว่านางเอาใจใสน้องดีมาก

 

   " น่องเจ็บไข่ได้ป่วยกะแลนหาแนวมาปัว จักแม่นดีคักลูกหล่าเอ๊ย"

 

      สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือน้องมีไข้เมื่อไหร่นางก็จะใช้วิธีนี้ และอาการของน้องก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนไม่ต้องเข้าเมือง จะเป็นเพราะโชคช่วยหรือดวงชะตา ฟ้าลิขิตอะไรก็แล้วแต่ นางต้องขอบคุณพ่อหมอผู้ใจดีที่เป็นที่พึ่งเมื่อยามคับขัน ที่ช่วยให้นางหาทางช่วยน้องได้ในวันนั้น

 

     จนบัดนี้นางก็ยังไม่แน่ใจว่า ต้น "ขันมอน" หรือ "ขัดมอน" นั้นเป็นสมุนไพรลดไข้จริงหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆชื่อเสียงของ"หมอน่อย" โด่งดังไปทั้งหมู่บ้านแล้ว...