เมื่อสักครู่นี้ นั่งฟังข่าวในพระราชสำนักค่ะ ก็เลยได้ฟังคำบรรยายของนักข่าวที่ได้กล่าวถึงเรื่องที่นักศึกษาไทยในกรุงเดลีได้เข้าพบสมเด็จพระเทพ ฯ คะ

ดิฉันฟังข่าวไปก็จำติดหูได้ประโยคหนึ่งที่กล่าวประมาณว่า ให้นักศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องที่สนใจ เพื่อที่จะได้ศึกษาต่อในเชิงลึก

ได้ยินประโยคเหล่านั้นปั๊บ ในสมองก็นึกเชื่อมโยงไปยังบันทึกของอ.Beeman ในสองบันทึกนี้

เพราะทั้งสองเรื่องนี้ อาจารย์เขียนเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาที่มีมุมมองน่าสนใจ เมื่อได้อ่านทั้งสองบันทึกนี้ ใจดิฉันก็นึกถึงว่า มันเป็นคำถามที่ดิฉันแอบมีคำตอบอยู่ในใจ แต่ไม่แน่ใจเพราะยังไม่เคยได้ทดลองหาคำตอบ แต่ก็อยากจะลองหาคำตอบเล็กๆ ไว้บ้าง เพื่อที่ว่าอยากรู้ว่าแนวคิดเราจะพอเป็นไปได้ไหม

สมองมันก็เลยสั่งการและประมวลผลจากประสบการณ์ตัวเอง พร้อมทั้งประสบการณ์ของเพื่อนๆ ที่ได้พูดคุยบ้างเกี่ยวกับเรื่องเรียน ซึ่งเมื่อวานนี้ได้เจอเพื่อนๆ เราก็ได้คุยกันเรื่องนี้อยู่บ้าง

ประโยคนั้นข้างต้นจากข่าว ทำให้ดิฉันนึกคิดย้อนกลับไปว่า เออ....ทำยังไงเราถึงได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร

คำตอบที่ลองทวนจากตัวเองและประสบการณ์เก่าๆ ต้องย้อนไปสมัยเรียน นั่นคือ วิชาที่ตัวเองได้ลงมือทำ ถึงแม้จะเป็นเพียงโครงงานเล็กๆ ที่ทำส่ง แต่หากได้จำลองทำเสมือนจริงก็ทำให้ได้พิสูจน์ความสนใจ ความถนัด และความชอบของตัวเองได้มากทีเดียว

เช่น สมัยเรียน วิชาด้านการตลาด หรือด้านคอมพิวเตอร์ ที่ได้ลงมือปฏิบัติแบบเสมือนจริง รู้สึกได้เลยว่ามันได้ทดสอบความชอบและความสนใจของตนเองไปในตัว ทำให้เราต้องมานั่งย้อนมองว่า ตัวเราถนัดด้านไหน มีทักษะอะไร หรือแม้กระทั้งการได้มีหน้าที่ในทำชมรมวิเทศสัมพันธ์และชมรมคอมพิวเตอร์ธุรกิจ และสุดท้ายลงเอยด้วยการได้ทำงานพิเศษระหว่างช่วงซัมเมอร์และฝึกงานกับบริษัท

ถึงแม้บางคำตอบอาจจะไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่าง แต่เราก็ได้สะท้อนมองตัวเองได้ว่า กรอบงานหรือทักษะที่เรามีคืออะไร ดังนั้นเมื่อจะ focus เข้าไปหาสิ่งที่เราชอบ มันก็เหมือนมีแผนที่สำหรับเดินทาง เพียงแต่หากยังไม่ชัดก็คงต้องลองลงมือทำต่อไป

และเมื่อมาคิดอีกมุมหนึ่ง วิชาที่ได้เรียนที่ขาดโอกาสในการได้ทดลองทำจริง อาจจะเป็นการปิดโอกาสให้เราได้ค้นพบเส้นทางความสนใจ ความชอบ หรือทักษะที่ถูกซ่อนไว้อยู่ จะว่าไปแล้ว อาจเป็นเพราะตอนนั้นยังขาดทักษะหรือโอกาสในการได้ลองรสชาดใหม่ๆ ที่ตัวเอง

ดังนั้น มันก็อาจจะเป็นแนวทางที่จะต่อยอดจากอ.Beeman ค่ะว่า การเรียนเป็นแฟชั่น หรือ การเรียนเพื่อไปประกอบอาชีพนั้น มันอาจเกิดมาจากสาเหตุที่เด็กนักเรียน และนักศึกษา ยังไม่รู้เป้าหมายหรือความชอบของตัวเองอย่างชัดเจน การสร้างเอกลักษณ์ของตนเองอันเกิดจากความชอบและความสนใจ ที่ส่งผลให้เกิดทักษะเพื่อเลี้ยงชิพตัวเองก็อาจจะไม่ชัดเจน เมื่อนั้นการได้ทำตามกระแสไม่ว่าจะเป็นกระแสสังคม หรือด้วยการแวดล้อมจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือครอบครัว ก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจในการเรียนก็เป็นไปได้นะคะ

ซึ่งหากเป็นอย่างนี้แล้ว จะดีไหมถ้าเราสร้างให้เด็กๆ รู้จักตัวตนและความต้องการของตนเอง ก็น่าจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ช่วยลดการเรียนตามแฟชั่นและช่วยสามารถเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตนเองต้องการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นไปตามที่เด็กๆ ชอบและสนใจ ความสุขในการเรียนและการใช้ชีวิตก็จะตามมาด้วยนะคะ