โดยปกติแล้ว ผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับตัวเอง (Solitary personality) ในสภาวะที่ต้องการต่อสู้กับความคิดของตนเอง (Win-Win cognition) ให้พยายามควบคุมจิตใจและอารมณ์ (Emotional control via psychological regulation pathway) ผ่านระดับความสนใจ (Attention span) สมาธิ (Concentration) ความมั่นใจ (Self-confidence) การรับรู้ต่อประสิทธิภาพ (Self-efficacy) และความรับผิดชอบ (Self-responsibility) เพื่อสำเร็จการกระทำต่องานหนึ่งๆ (Self-achievement on an occupational performance) ที่มีเป้าหมาย (Occupational goal) และความหมาย (Meaningful occupation) ต่อตนเองให้มากที่สุด 

 

บทความข้างบนที่แทรกศัพท์เฉพาะทางการวิเคราะห์ทางจิตสังคม (Psychosocial analysis) เป็นสภาพที่ผมกำลังหมกมุ่นแก้งานเขียนวิทยานิพนธ์ ที่ผมกำหนดวันที่จะส่งงานอย่างเป็นทางการ ในช่วงปลายเดือนนี้ แต่อาจเป็นเพราะความละเอียดและมีมาตรฐานสูงของอาจารย์ที่ปรึกษา ท่านเป็นศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงในวิชาชีพกิจกรรมบำบัด และเป็นท่านแรกในโลก ที่บุกเบิกการจัดโปรแกรมการดูแลตนเองและจัดการกับโรคความล้า (Self-Management and Fatigue Management Program) จริงๆผมเองก็ได้พัฒนาทักษะทางวิชาการหลายๆด้านจากท่าน และขณะนี้ท่านต้องการให้ผมอดทนและกัดฟันทนที่จะแก้งานให้ได้มากที่สุด แม้ว่าผมจะยังสามารถเลื่อนเวลาการศึกษาปริญญาเอกออกไปอีกสองปี แต่ผมเกิดความรู้สึก “เกินพอ” ที่ต้องศึกษา ค้นคว้า ฝึกฝนภาษา และพยายามเรียนเนื้อหาที่กว้างและลึก หลักจากได้ทุนมาเรียนโทเอกจากรัฐบาลไทย และใช้ชีวิตอยู่กับอารมณ์ที่เหงาและทำกิจกรรมซ้ำๆ ที่ขัดต่อนิสัยบางช่วงของตนเอง มาเกือบสี่ปีแล้ว

 

ผมกำลังมุ่งมั่นที่จะจบเอกด้วยเวลาที่น้อยที่สุด (สองปีครึ่ง) ที่ไม่มีใครที่เรียนในออสเตรเลียเคยทำได้ เพื่อนๆหลายคนถามผมว่า ทำไมไม่อยู่ให้เต็มเวลาที่รัฐบาลให้ทุน แต่ผมกลับคิดว่า ทำไมเราไม่ประหยัดเงินให้กับประชาชนไทย ที่เสียภาษีมาให้เราเรียน เวลาแค่นี้เราคิดว่าสามารถพยายามจบให้ได้ ก็ควรจะจบแล้วรีบนำความรู้ไปพัฒนาชาติ อยู่กับครอบครัวที่เรารักและยังคงต้องการการดูแลจากเรา

 

เมื่อเย็นวานผมตั้งใจว่าจะทำงานและไม่ไปพบปะเพื่อนคนไทยทั้งสิ้น แต่แล้วด้วยความคิดถึงของเพื่อนๆ ที่กำลังจะจัดงานวันเกิดให้กับเพื่อนนักเรียนไทยสามท่าน และเลี้ยงอำลาเพื่อนนักเรียนไทยกลับเมืองไทยอีกสองท่าน เค้าก็อยากให้ผมไปร่วมงานและอยากให้ผมได้ปล่อยวางจากกิจกรรมการทำงานบ้าง เพราะ “บ้างาน” มาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ทำงานเกินสิบสี่ชั่วโมง บอกตรงๆว่า “ล้ากายและใจมาก”

 

เพื่อนผมลงทุนขับรถมาแต่ไกล เพื่อรับผมไปงานเลี้ยงนี้ จริงๆ นะผมมีความรู้สึกผ่อนคลายกับบรรยากาศในกิจกรรมการทานอาหารที่แสนอร่อย เพราะแต่ละท่านได้ใช้ฝีมือปรุงอาหารได้ใกล้เคียงภัตตาคาร และกิจกรรมการได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ พูดเล่นหัวลามกไร้สาระ แต่การพูดคุยไม่ว่ากับเพื่อนที่นิ่งเงียบหรือที่คุยเก่งเหลือเกิน หลากหลายอารมณ์และบุคลิกภาพในสังคมของนักเรียนไทยและกลุ่มพี่ๆที่อยู่การบินไทย เกือบยี่สิบคน ทำให้ผมได้รับรู้ถึงสัมพันธภาพทางสังคมระหว่างเพื่อน (Social attachment in friendship) ที่มีความรู้สึกห่วงใยและปรารถนาดีต่อกันไม่ว่าเราจะรู้จักกันมานานต่างกันก็ตาม ทุกคนมีเป้าหมายที่อยากพบเจออย่างสุขใจ และรวมกลุ่มจ่ายเงินกันจัดงานเลี้ยงวันเกิดและอำลา โดยไม่มีการหวังผลประโยชน์ด้านการเงินและด้านจริยธรรมในหมู่สังคมเล็กๆของเรา ทำให้ผมย้อนคิดถึงภาวะที่เป็นทุกข์ของคนไทยในปัจจุบัน คือภาวะคอร์รับชั่น (Corruption)ที่มีอยู่ในหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่มีการขัดผลประโยชน์และดำเนินกิจกรรมชีวิตที่ไม่มีสุขทั้งต่อตนเองและคนหมู่มากในสังคม [Corruption is dishonesty and illegal behavior by people in positions of authority or power]

   

ผมกำลังคิดว่าทำอย่างไรให้สังคมมีสุขด้วยการกำจัดภาวะคอร์รับชั่น (Anti-corruption) ถ้าให้ผมใช้ประสบการณ์อันน้อยนิดที่ไม่ค่อยชอบวงการการเมืองบ้านเรา ที่มีตัวอย่างภาวะคอร์รับชั่นมากมาย ผมกำลังจะบอกว่า การให้การศึกษาแบบ “สำรวจความพอดีในความต้องการทางจิตสังคมของตนเอง (Self-determination on a balance of psychosocial need)” พูดง่ายๆก็คือ ต้องให้การศึกษา พูดคุยกับแบบเพื่อน และสำรวจจิตใจของเพื่อนที่กำลังทำตัวเป็นผู้บริหารที่มีปัญหาในการควบคุมตนเอง ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น อาจต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความดีและสัมพันธภาพระหว่างคนที่มีปัญหากับคนที่อยากให้เพื่อนกลับมาเป็นคนเดิม ผมคิดว่าคำว่า “เพื่อน” ไม่มีวันตาย และการมีสัมพันธภาพที่ดีร่วมกันสามารถสร้างสังคมให้น่าอยู่ได้ครับ