เป้าหมายของกิจกรรมการเรียนรู้   นักเรียนสามารถอ่านแผนภูมิได้เอง (ห้อง ๔ /๓)

 

ช่วงเวลา สัปดาห์ที่ ๗ ของภาคเรียนวิมังสา  จำนวน ๓ ครั้ง  ครั้งละ ๒ คาบ

 

สถานการณ์ปัญหา  ให้นักเรียนหาว่ามีภาพสัตว์บนกระดานที่ติดอยู่ในตาราง ๘ X ๔ ช่อง ว่ามีสัตว์ทั้งหมดกี่ชนิด และแต่ละชนิดมีจำนวนเท่าไหร่(ในภาพมีสัตว์ประมาณ ๗ -๘ ชนิด ติดปะปนกันอยู่)

 

แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๓ คน ไปนับจำนวนของที่จับสลากได้ เช่น รองเท้าหน้าห้อง อ่างล้างมือ ช้อนส้อม เป็นต้น  แล้วมาเขียนชื่อสิ่งของ และจำนวนที่นับได้ลงบนกระดาน  (ให้เวลา ๑๐ นาที)

 

ให้นักเรียนพิจารณาข้อมูลที่อยู่บนกระดาน  แล้วหารือภายในกลุ่มว่าข้อมูลเหล่านี้สามารถนำเสนอในรูปแบบใดได้อีก แล้วให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอ ว่า “เหตุใดกลุ่มของตนจึงเลือกวิธีนี้” และ “ข้อดีของวิธีนี้คืออะไร” (ให้เวลา ๓๐ นาที)

 

ผลงานที่นักเรียนนำเสนอมีทั้งในรูปของตาราง แผนผังพื้นที่ห้อง พร้อมทั้งระบุว่าสิ่งของชนิดนั้นอยู่ตรงไหน มีจำนวนเท่าไหร่  ส่วนใหญ่นำเสนอในรูปแผนภูมิแท่งที่มีความแตกต่างกันในเรื่องความถี่ของเส้นจำนวน และการเรียงลำดับจำนวน

 

ประเด็นที่ต้องการปรับปรุง

 

คุณครูโน้ต – สุมนา อยากปรับปรุงคำถามของตนเอง เพราะนักเรียนยังทำงานออกมาได้ไม่หลากหลาย ส่วนใหญ่แล้วยังเป็นแผนภูมิแท่ง  

 

คุณครูเล็ก – ณัฐทิพย์  คำถามต้องเป็นปลายเปิดมากขึ้นเพื่อกระตุ้นวิธีคิด เช่น เมื่อได้แผนภูมิแล้วครูอาจจะต้องมีชุดคำถามอีกชุดหนึ่ง มาสร้างให้เกิดการวิเคราะห์เปรียบเทียบ แล้วไล่ลำดับคำถามให้ลึกซึ้ง และยากขึ้นเรื่อยๆ เช่น “อะไรมีจำนวนมากที่สุด” “มากกว่าอยู่เท่าไหร่” “มากกว่า-น้อยกว่าคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่” เป็นต้น ลำดับของคำถามอาจจะเห็นศักยภาพเด็กในการวิเคราะห์ข้อมูล และสุดท้ายอาจจะเตรียมข้อมูลสักชุดหนึ่งที่ครูเตรียมไว้ให้ผู้เรียนวิเคราะห์

 

คุณครูโน้ต – สุมนา ที่ไม่ได้แนะให้เด็กมองวิธีของแต่ละกลุ่มแล้วเปรียบเทียบกัน เพราะเกรงว่าผู้เรียนจะสะท้อนในแง่ลบ

 

คุณครูต้อย สุวรรณา แง่ลบก็ไม่เป็นไร เพราะไฮไลท์ของการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Open Approach ในตัวอย่างที่เห็นจากห้องเรียนญี่ปุ่น คือ การยอมรับความแตกต่างของความคิดแต่ละคน โดยที่ครูเป็นผู้เขียนรวบรวมความคิดที่เด็กทุกคนคิดออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ให้เห็นกันบนกระดาน แล้วพาให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นลำดับ

 

คุณครูปาด – ศีลวัต ครูโน้ตสามารถนำพาผู้เรียนมาถึงไฮไลท์ เขาสามารถสร้างความรู้ได้ เพราะครูสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กหลุดความเข้าใจออกมาจากตัวเขาเอง เรียงลำดับความรู้ได้  เข้าถึง concept  สามารถสร้างนิยามได้ด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ได้เข้าไปเล่นกับไฮไลท์ คือ การฟังและยอมรับความแตกต่างบนความหลากหลาย ซึ่งบนความไม่เหมือนก็ยังสามารถสังเคราะห์เป็นอะไรออกมาได้อีก

 

ในส่วนของ Negative feedback ไม่ต้องกลัวเลย เพราะ Negative feedbackที่มีออกมาจะตั้งอยู่บน Positive attitude ของครูเสมอ ครูจึงต้องเป็นผู้ที่ทำให้เรื่องที่นักเรียนสะท้อนออกมากลายเป็นการเรียนรู้ของทุกคน

 

กรณีที่มีคนสะท้อนเชิงลบหรือพาออกนอกเรื่องแล้วครูไม่ได้ให้ความสำคัญ ความเห็นของนักเรียนคนนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรกับวงได้ และอาจจะเป็นการปรับพฤติกรรมได้ด้วย เพราะถ้าไม่มีใครให้ความสำคัญเขาก็จะได้เรียนรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำแบบนั้น แต่ถ้าครูหยุดสอนแล้วเตือน เขาจะรู้สึกว่าได้รับความสนใจ

 

ครูเป็นผู้ฟังและจัดประเด็นวาระให้เกิดการเรียนรู้ และทำให้ทุกความคิดมีคุณค่า