วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554

 

สายลมแผ่วเบาเจือจางปะทะกับการเดินทางของความร้อนของแสงแดดที่เจือจางของบ่ายแก่ ๆ วันนี้  นับเป็นช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตของผมอีกวัน หลังจากผันผ่อนและการท่วงเวลาของผม

 

เวลาช่างมีอานุภาพมากมายนักกับการดำเนินชีวิตของผม หรือชีวิตของผมผูกปมและผูกเงื่อนแขวนไว้กับวันเวลา ปล่อยให้มันปลิวไปปลิวมาราวกับกับดักพันธนาการแห่งชีวิต

 

และแล้ว...ผมก็เดินทางมาถึงที่แห่งนี้จนได้  เพียงขาซ้ายก้าวสัมผัสกับอาณาเขตเท่านั้น อณูของร่างกายของผมได้ตื่นตัว ราวกับต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวที่ได้สัมผัสน้ำฝนหยดแรกของฤดูกาล

 

ผมมีกำลังใจเกิดขึ้นเสมอ เมื่อเข้าสู่ร่มไม้ชายคาบ้านของ 'ปู่สอน  กล้าศึก' ผู้ปลูกต้นไม้ในใจคน

 

นานแล้วนะที่ผมหลงลืมเลือนกับการไปมาหาสู่  ปฏิทินฉบับเก่าได้ถูกทิ้งในถังขยะ ผ่านการล่วงเลยแต่หัวใจไม่เคยลืมเลือน...ไม่มีวันไหนเลย ที่ผมไม่นึกถึง 'ปู่สอน'

 

 

ผมหอบผลไม้ และที่ไม่ลืมคือ 'นิตยสาร' ที่มาสัมภาษณ์ปู่สอนไว้ 

 

ปู่สอนกับยายเพ็งกำลังจะอิ่มข้าวเย็น  หรือปู่จะหลอก ให้ผมไม่รู้สึกผิดที่มาหาช่วงเวลาทานข้าว หรือเพื่อเราจะมีเวลาคุยกันมากขึ้น หรืออะไรก็แล้วแต่นะ...มันเป็นเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จักก็ได้

 

ยายเพ็งพลิกดูรูปภาพปู่สอนไปมาและอมยิ้ม บอกว่า ในรูปปู่หล่อกว่าตัวจริงมากมาย แต่อย่างไร รูปภาพเหมือนบอกเล่าตัวตนของปู่ได้ดี คือ ปู่ชอบสวมโสร่ง

 

ยายเพ็งเล่าประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่น คือ ตอนปู่และยายเป็นหนุ่มสาว ความรักจะค่อย ๆ ก่อตัว ใช้เวลานับแรมปีจึงจะได้รู้จัก  เห็นหน้ากันใช้เวลาราวสัปดาห์ หรือตอนไปวัด โต้ตอบจดหมายกันใช้เวลาแรมเดือน  พูดคุยกันใช้เวลาแรมปี  ยิ่งเวลาได้สัมผัสแค่ปล่อยนิ้วก้อยนานหลายปี

 

คนสมัยจึงผูกพันกันอย่างลึกซึ้งและเนิ่นนาน และผูกพันกับบริบทและสถานที่แต่ละครั้งที่ได้ปฏิสัมพันธ์กัน  ยิ่งเมื่อเปรียบกับเด็กหนุ่มสาวสมัยนี้ ทั้งอินเตอร์เนต มือถือ รวดเร็วปานจรวด เทียบกันไม่ได้เลย

 

ยายเพ็งได้รูปใบแรกของปู่สอนใช้เวลาเนิ่นนาน รูปขนาดนิ้วกว่า ๆ ได้นั่งมองเพียงระยะเวลาไม่นาน เพราะเงื่อนไขของกุลสตรี และการขัดเกลาของครอบครัว

 

คนสมัยก่อนส่วนใหญ่...ความรักจึงงดงามและคงทนชั่วฟ้าดินสลายเสมอ

 

พวกเราสามคนคุยกันไปมาหลายเรื่องราว และผมหลุดปากว่า พรุ่งนี้ผมต้องไปเกาหลีใต้ ด้วยสีหน้าที่กังวลกับการเดินทางครั้งนี้ของผม ในเรื่องงาน ครอบครัว และห่วงแม่ของผมด้วย  ปู่สอนท่านคงมีซิกเซ้นต์อะไรบางอย่าง  จึงศีลให้พรแด่ผม ให้เดินทางปลอดภัย และนำความรู้ที่จะได้รับมาพัฒนาตนเองและผู้อื่น

 

และคำกล่าวสุดท้ายที่มันช่างบาดลึกกินใจให้ผมไปฉุกคิดต่อ  และผมเชื่อคำพูดของปู่สอนจริง ๆ  เพราะเมื่อผมฉุกคิดประโยคนี้กับปัญหาที่เกิดขึ้นในใจของผมทุกครั้ง

 

เป็นคำพูดง่าย ๆ แต่ใครน้อยคนที่กล่าวได้อย่างเมตตาและเอ็นดูต่อชีวิตของผม

 

"ทุกอย่างจบที่ใจของเราเอง...นะลูก"