...แล้วเธอจะใส่ไอ้ซอสห่วยๆ ชั้นต่ำ เนี่ยเหรอ ...

ซอสเป็นพิษ

(ขอขอบคุณอาจารย์ขจิตที่ช่วยตั้งชื่อเรื่องนะคะ)

 

 

 

                                    เพื่อนรักนักต่อสู้ Activist ชาวมะกันของเรา เกิดอยากกินเนื้ออบสูตรแม่เราขึ้นมา ครั้งที่แล้วเราทำอร่อยมาก (ทำไม่เคยเหมือนกันซักครั้ง) เราก็เอาใจทำให้ เขาก็ซื้อทุกอย่างมา ก็อย่างเคยทุกอย่างมาจากร้านออแกนนิกส์ ทั้งเนื้อวัว กระเทียม กะทิ น้ำผึ้ง สมุนไพร เกลือ ยกเว้น ซีอิ๊วขาว เราเอามาเอง ซื้อมาจากร้านจีน แต่เป็นยี่ห้อไทยอันโด่งดังนี่แหละ ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี แต่ทุกท่านที่ผ่านตาเรื่องไข่เจ้ากรรมมาแล้วคงเดาได้ว่า มันเป็นเพียงความสงบก่อนพายุร้าย เหอ เหอ เหอ

 

                                    คุณเพื่อนชะโงกดูอ่างเนื้อที่เราระดมใส่เครื่องปรุงสารพันอยู่อย่างสนใจ หยิบโน่นนี่ช่วยเป็นลูกมือ จากนั้นก็มาเพ่งพิจารณาฉลากขวดซีอิ๊วขาวของเรา

 

 

 

เขา :                     Monosodium glutamate!!! It’s poison!!

       

                            โมโนโซเดียมกลูตาเมท!!! ผงชูรส!!!! ซอสเธอมีสารพิษ!!!

 

 

 

เรา :                     I haven’t checked. Anyway, it should not be that bad. This brand is a good one.

 

                          เหรอ ไม่เคยดูเลย แต่ไม่น่าจะแย่มากนะ ยี่ห้อนี่ดีนะ

 

 

 

เขา :                    Poison is poison!! Let me see. I think I have another bottle sitting somewhere in the cupboard. Here! It’s Japanese brand. Someone left it here long time back. I don’t think it is the good quality either but it can be trusted better than Thai stuffs.

 

                         ยาพิษมันจะดีไปได้ไง เธอนี่ ไหนดูซิ ฉันน่าจะมีซอสถั่วเหลืองอยู่ตรงไหนซักแห่งในตู้นี่แหละ เจอแล้วนี่ไง ซอสถั่วเหลืองของญี่ปุ่น ไม่รู้ใครทิ้งไว้ ขวดนี้ท่าทางไม่น่าจะคุณภาพดีมากแต่ก็น่าเชื่อถือกว่าผลิตภัณฑ์จากไทยแน่

 

 

(มาหยามไทยแลนด์กันขนาดนี้ ถึงตอนนี้ ความรักชาติพลุ่งพล่าน ความโกรธเข้าสิงสู่จนตัวเริ่มร้อน หูร้อนจนรู้สึกได้ นับหนึ่งถึงสิบเริ่มดีขึ้น)

 

 

 

เรา :                        Don’t get me started on “Thai” issues, please. I want to get this done. By the way, this soy sauce is for dumpling dipping not cooking.

 

                              ขอร้องอย่ามาเปิดสงครามเรื่อง “ไทย”ตอนนี้ ขอหมักเนื้อนี่ให้เสร็จ แต่ซอสของคุณนี่สำหรับเป็นน้ำจิ้มดัมพลิ้ง นะ ไม่ใช่สำหรับทำอาหาร

 

 

เขา :                      Do we have other choices here?

                    

                            แล้วทำอะไรได้ดีกว่านี้งั้นเหรอ

 

 

 

เรา :                      Well it’s your dinner. Just tell me what you want in it. With dipping sauce, your baked beef might not taste like last time, though.

 

                             เอางี้นะ อาหารของคุณ อยากให้ใส่อะไรก็บอกมา แค่อยากบอกว่า ถ้าใช้ซอสน้ำจิ้มนี้อาจทำให้เนื้ออบรสไม่เหมือนคราวที่แล้ว

 

 

(เราก็อธิบายไป ไม่ได้อยากให้เขาใช้ซอสของเราหรืออะไรทั้งสิ้น ที่จริงคือไม่สนใจอะไรแล้ว อารมณ์ขุ่น อยากไปไกลๆ ปรากฏว่าเขาก็โวยวายขึ้นมา)

 

 

 

เขา :                                My meat is the best you can get. It’s organic and very expensive. And you want to cook it with this SHIT!! I don’t think it’s necessary.

 

                                      ฉันซื้อเนื้อชั้นดีที่สุดมากินนะ จากร้านออแกนนิกส์ ซื้อมาแพงๆ แล้วเธอจะใส่ไอ้ซอสห่วยๆ ชั้นต่ำ เนี่ยเหรอ ไม่เอาด้วยหรอกนะ

 

 

(แค่ได้ยินคำที่เขาเรียกซอสเราว่า SHIT เท่านั้น ความโกรธที่กรุ่น ๆ อยู่ก็พลุ่งพล่านเป็นน้ำเดือดพลั่กๆ ในพริบตา หูร้อนฉ่า รู้เลยว่าหน้าต้องแดงแปร้ด ขนาดปกติหน้าดำนะเนี่ย หน้าดำๆแดงๆคงน่าเกลียดมากเลยตอนนั้น)

 

 

 

เรา :                             You shouldn’t call your friend’s food SHIT!!!  THAT IS VERY VERY RUDE!!!  I’ll hear no more of this argument!!

       

                                    เพื่อนกันเค้าไม่ใช้คำว่า ต่ำ คำว่าห่วย กับอาหารของเพื่อนหรอกนะ  ทำไมเป็นคนหยาบคายมากขนาดนี้ อย่าพูดอีกแม้แต่คำเดียวนะ ไม่อยากฟังแล้ว (โว้ย)

 

 

เขา :                           What!! But you’d better be more careful with your food. That’s why you get sick all the time. You go by cheap food and spend money on your fancy boots!!  

   

                                   เฮ้ย เธอควรใส่ใจเรื่องอาหารมากกว่านี้นะ ก็กินแต่ของอย่างนี้ถึงได้ป่วยทั้งปีทั้งชาติ ซื้อแต่ของถูกๆ กิน แล้วเอาเงินไปซื้อรองเท้าบูท

 

 

เรา :                              It’s got nothing to do with food or boots now!! Can’t you see? It’s more about you and your language etiquettes!  You love to throw harsh words to people right in their faces and value it as being honest. Maybe you just love being rude...or you haven't considered anyone friend. 

   

                                  ตอนนี้เราไม่สนเรื่องฟูดเรื่องบูทอะไรทั้งนั้นแล้ว แต่กำลังข้องใจมารยาทการพูดกับคนอื่นๆ ของคุณ คุณมีคำอธิบายนิสัยชอบว่าคนอื่นด้วยคำรุนแรงว่าเพราะเป็นคนจริงใจไม่ชอบเสแสร้ง ที่จริงแล้วก็ติดใจพูดจาหยาบคายหรือเปล่า หรือไม่ก็ไม่เคยนับใครเป็นเพื่อน

 

 

 (เราเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ดังขึ้นตามกัน เริ่มพูดคำไม่เพราะ คงไม่ต้องแปลนะคะ)

 

 

 

เขา :                              WTF!! You must know that I concern about you and your health. I didn’t mean to give you a hard time.

 

                                     WTF!! ฉันพูดทุกอย่างไปก็เพราะเป็นห่วงสุขภาพเธอนะ  ไม่มีเจตนาร้าย

 

 

 

เรา :                              That’s why I’m still standing here. And it’s getting harder and harder for me to do so.

                                    

                                    ก็รู้ไง ถึงได้ยังยืนเท่ออยู่ในครัวคุณนี่ไง แต่มันชักจะไม่ไหวขึ้นทุกทีแล้วนะ

 

 

 

                                       กลับมานึกย้อนไป ทำไมตอนนั้นเราควบคุมตัวเองได้ ไม่เขวี้ยงเนื้อราคา 50 ดอลล่าร์ลงพื้น แล้วกระทืบๆๆ เหมือนนางอิจฉาในละครไทยหลังข่าว  ไม่เคยนึกเลยว่าจะมีใครทำให้โกรธได้ขนาดนี้ ไม่เคยโกรธใครมานานมาก เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจครั้งใหญ่ จากนั้นก็นานมากกว่าจะคุยกันได้ปกติ แต่ก็กลับมาคุยกันอีก คงเป็นเพราะลึกๆ ในใจเราเชื่อว่าเขารักและหวังดี   สำหรับเราแล้วถ้าไม่ได้เชื่อ และมีความสงสัยในใครซะแล้ว จะคุยไม่ออก ได้แต่กรอกตา  มิตรภาพระหว่างเรากันเธอคนนั้นเดินทางผ่านเวลายาวนานเกินกว่าจะกระทืบทิ้งเพราะเนื้อออแกนนิกส์ 50 ดอลลาร์ หรือว่าซอสถั่วเหลืองใส่ โมโนโซเดียมกลูตาเมทจากประเทศไทย ความเป็นเพื่อนที่มีให้กันนั้นมันอาจไม่ได้ลึกซึ้งหรือดีมาก แต่ก็ดีพอจะเก็บรักษาไว้ต่อไป