สิ่งสำคัญที่สร้างความประทับใจ คือ การคัดเลือกสถานที่ประชุมให้สะดวก และ session กระชับได้สาระเนื้อๆ

ได้ข่าวจากอาจารย์ดารินว่า ประชุมวิชาการ Palliative ที่รามาธิบดี คึกคัก มีคนสนใจเข้าร่วมประชุมชนิดขอแทรกเก้าอี้..ต้องขอชื่นชมทีมจัดประชุม เครือข่าย Palliative care ในฌรงเรียนแพทย์ และดีใจกับทิศทาง Palliative care ในเมืองไทยด้วยคะ

วันนี้จึงมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดประชุมวิชาการเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก จากประสบการณ์เข้าร่วมประชุมงาน American Academy of Hospice and Palliative Medicine :AAHPM 2011  ซึ่งแม้ชื่อบอกว่า งานของอเมริกา และเวียนจัดตามเมืองต่างๆ ในอเมริกามาตลอด แต่ปีนี้ที่ฉันได้มาเรียน เกิดจะจัดที่ Vancouver แคนาดาซะนี่  T_T  เนื่องจากทีมอาจารย์ไป ฉันจึงตัดสินใจไปให้กำลังใจอาจารย์ แม้จะต้องทำวีซ่าแคนาดาที่ seattle ก่อนข้ามชายแดน
หมายเหตุ: ทำวีซ่าแคนาดาที่นี่ถ้าเอกสารครบดี เพียง 2 ชั่วโมงก็ได้แล้วคะ และจาก downtown seattle ขับรถอีก 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึง downtown vancouver แล้ว

ภาพที่นำมาเป็นวันสุดท้ายของการประชุม ซึ่งเป็นวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. บรรยากาศเลยเงียบเหงากว่าสามวันแรก ซึ่งฉันแต่สิ่งที่สังเกตคือ

1. การเลือกสถานที่จัดการประชุม เรียกว่าเลือกทำเล และ การอำนวยความสะดวกที่ดีมาก  คือ Vancouver convention center ตั้งอยู่บริเวณอ่าวทิวทัศน์สวยงาม และเป็นจุดที่หาง่ายมาก จากชายแดนอเมริกาแทบจะหลับตาขับรถตรงมาเรื่อยๆ จนก่อนจะตกทะเลก็จะเห็นสถานที่นี้ ที่จอดรถสะดวก หรือจะมารถโดยสารก็ง่าย ขณะเดียวกันก็ติดกับ Downtown ในระยะเดินได้สบาย..
    สิ่งที่ฉันชื่นชอบ คือ แปลนห้องประชุม และห้องน้ำ ไม่ซับซ้อนสับสน และมีอินเตอร์เนตไร้สาย wifi ให้ใช้ 

ห้องประชุมติดอ่าว สวยงาม ชวนคิดถึงห้องประชุมที่ศิริราชที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

เดินทางมาสะดวกได้ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ?

ห้องโถงนอกห้องประชุม สำหรับเลี้ยงต้อนรับ เลี้ยงข้าวเช้าและ อาหารว่าง

2. เลี้ยงข้าวเช้าอย่างดี แต่ไม่มีข้าวเที่ยง..อันนี้อาจเป็นกุศโลบายให้คนมาเข้า session  เช้า และให้ไปหาข้าวเที่ยงทานเองใน downtown เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง ? 

3. อุปกรณ์ประกอบการประชุม เน้นรักษาสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่กระเป๋าเข้าประชุมเป็นผ้า Recycle!.. ข้างใน มีหนังสือประกอบการประชุมเล่มเล็กเท่า pocket book 1 เล่ม!  กับ Tag ห้อยคอที่บอกว่า หากเลิกประชุมแล้วไม่อยากเอากลับบ้าน ก็เอามาคืน recycle ได้ (แต่ฉันขอเอาไปเป็นที่ระลึกหน่อยนะ) 
 ไม่มีหนังสือ Abstract หรือ Handout เพราะ..คุณสามารถใช้ wifi และเข้า login website ไป download เอกสารต่างๆ ได้ตามชอบใจ

 

 4. การนำเสนอวิชาการ Plenary session มีความกระชับ เพียง session ละ 1 ชั่วโมง
ที่ฉันประทับใจเป็นพิเศษ คือ "State of the Science" เป็นการนำงานวิจัย Palliative care ที่เด่นๆ ในรอบปี 2011 จำนวน 8 เรื่อง ! มาเล่าอย่างสนุก
เริ่มด้วยการหยอกผู้ฟังแคนาเดียน ว่าขออภัยหากลืมแคร์ "U" ( หมายถึง american english ต่างจาก British english เช่น habor vs habour) และสอดแทรกมุขเรียกเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ แม้บางเรื่องฉันไม่เข้าใจ (เพราะเป็นเรื่องการเมืองบ้านเขา) แต่ก็เรียกว่าสามารถ "connect" ผู้ฟังก่อน 
ตามด้วย "convey" เป็นระบบดังนี้
1. Is the question important?
2. What are the results?
3. Are the results valid?
4. Can I apply the results to my patients?

               

และตบท้าย Take home message ที่ "convince" ผู้ฟังว่าน่าปรับเปลี่ยนเวชปฎิบัติหลักฐานนี้หรือไม่ และ สำหรับขาวิจัย  ยังมีอะไรเป็นช่องว่างให้หาคำตอบ

แนวคิดการจัดประชุมที่ได้

1. อุปกรณ์การประกอบประชุมไม่ต้องหนักก็ได้ :
    ที่เราคุ้นเคยคือกระเป๋าสะพายใบค่อนข้างโตกับปึกเอกสารแผ่นพับต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ บางทีการมา conference ต้องการความคล่องตัวเดินดูโปสเตอร์หรือพูดคุยกับคนอื่นๆ ในงาน เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนเป็นถุงผ้าเบาๆ ภายในมีแผ่นพับกำหนดการเท่าที่จำเป็น แล้วไฟล์ abstract ใส่ไว้ใน website หรือ thumb drive 1- 2 MB (ซึ่งราคาเดี๋ยวนี้หลักร้อย อาจพอๆ กับกระเป๋า premium ก็ได้) ซึ่งบรรจุไฟล์ abstract , power point ต่างๆ  บางที่แจกเป็นซีดีรอม แต่ปัญหาคือคอมพิวเตอร์พกพาเล็กๆ มักไม่มีซีดีรอมไดร์ฟในตัว และใช้งานอื่นต่อก็ไม่ได้
 
2. "ทำเล" สถานที่ประชุมดีมีชัยไปกว่าครึ่ง :
   งบประมาณในการจัดประชุมลงทุนเช่าสถานที่ประชุมทำเลไปมาสะดวกปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนต่างถิ่น เช่น อินเตอร์เนต โทรศัพท์ โรงแรม อยู่ใกล้แหล่งร้านค้า มีสำคัญกว่าการตกแต่งหรือเรื่องอาหารจัดเลี้ยง..ดูเหมือนผู้เข้าประชุม ชอบไปยืดเส้นยืดสายออกไปทานอาหารเที่ยงข้างนอกมากกว่า 

3. รูปแบบการบรรยาย Pleanary session  :
    ในงานประชุมวิชาการต่างจากการอบรมสัมนา  ฉันคิดว่าการบรรยายในห้องรวมนั้น "ยิ่งน้อยยิ่งแน่นยิ่งดี" เพราะความสำคัญจะได้กระจายไปที่ผลงานนำเสนอ และ Workshop (สำหรับ Palliative care การเข้า workshop ดูจะได้อะไรติดไม้ติดมือมากกว่าการฟังบรรยาย)
.. การบรรยายในภาคเช้าหากมีบรรยาการกระฉับกระเฉง ก็สร้างอุณหภูมิตื่นตัวให้ผู้เข้าประชุม  หัวข้อที่ต้องการความซาบซึ้ง ควรจัดไว้ภาคบ่าย ให้ผู้เข้าประชุมกลับไปกินใจต่อที่บ้าน

4. ประเด็นเรื่องค่าลงทะเบียนเป็นสิ่งท้าทาย เนื่องจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ Palliative care เป็นสหสาขาวิชา และงานในหลายระดับ ค่าลงทะเบียนจึงต้องกำหนดอัตราลดหลั่นกันไป หากจำนวนผู้ลงทะเบียนน้อยงานอาจล่มได้ แต่เนื่องจากที่นี่มีฐานสมาชิกคือ Formal trainee  จึงช่วยประกันจำนวนผู้เข้าประชุมได้ส่วนหนึ่ง..เป็นสิ่งน่าคิดหากจะทำให้การประชุมวิชาการระดับชาติ Palliative care ในบ้านเรา สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวเอง (ไม่ต้องอาศัยทุนจากภาครัฐ) อาจต้องสร้างฐานสมาชิก แฟนพันธ์แท้ไปด้วย...
   

ท้ายนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ไต๋และคุณหมอจอย-ภรรยา เป็นเจ้าบ้านที่น่ารักมาก
และพี่ชายที่แสนดี ผู้อุตสาห์ลางานขับรถพาไป :-)