ตั้งแต่ผมเรียนวิชาเกษตรสมัยปริญญาตรี สิ่งแรกที่ผมได้รับรู้ ก็คือ การทำลาย
ในสมัยนั้นและก่อนหน้านั้น เรายังยกย่องว่า การทำลายคือการสร้าง
ใครที่ทำลายธรรมชาติมากเท่าไหร่ เป็นคนเก่ง สมควรแก่การยกย่องมากเท่านั้น
โดยการใช้คำว่า “หักร้าง ถางพง” สร้างบ้านแปงเมือง
พยายามสอนให้คนทั่วไปเชื่อว่า ธรรมชาติ เป็นสิ่งเลวร้าย เช่น มองว่า
- ป่าเถื่อน
- ขาดความเจริญ
- ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
- ขาดการพัฒนา
แม้แต่เพลงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ยังใช้คำว่า “....เหล่าพี่ชายของเราสร้างมา ฝ่าฟันพงพี....”
ที่สะท้อนถึงวิธีคิดแบบเดิมๆ ว่าธรรมชาติ เป็นสิ่งเลวร้าย ต้องกำจัดให้หมด
แม้แต่ในกฎหมายการถือครองที่ดินยัง “บีบบังคับ” ทางอ้อม ให้คนทำลายป่าเสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์ครอบครองที่ดินได้ โดยใช้คำว่า “จัดสรรที่ป่าเสื่อมโทรมให้เป็นที่ทำกินของราษฎร” ที่ทำให้คนที่อยากได้ที่ทำกิน ต้องทำลายป่าให้ “เสื่อมโทรม” เสียก่อน
ความคิดแนวนี้ได้ฝังลึกมาในความคิดของคนในระดับชาวบ้าน ประกอบกับเรามีนักกฎหมายและนักวางแผนการใช้ที่ดินที่แทบไม่เข้าใจความเป็นจริงของสังคมและธรรมชาติ จึงทำให้เกิดการทำลายป่าไม้และทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นผลเชิงประจักษ์ในระยะกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
แม้วันนี้ เราแทบไม่มีป่าเหลือ แม้ต้นไม้ในไร่นาก็แทบไม่เหลือ เราก็ยังใช้หลักการเดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ คือ
- ถางป่า ตัดฟันเผา
- ฉีดยา พ่นสารพิษ
- ไถ
ที่ทำให้เกิดผลในการ
- ทำลายป่า
- ทำลายพืช
- ทำลายสัตว์
- ทำลายดิน
- ทำลายน้ำ แหล่งน้ำ
- ทำลายแหล่งอาหาร
- ทำลายระบบนิเวศ จนกระทั่งผลที่เกิดกลับมาย้อน
- ทำลายชีวิตของตนเอง
เพียงเพราะเรามองว่า
ธรรมชาติ เป็น “ความรก” เป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แบบเดิมๆ
ทั้งๆที่ธรรมชาติมีระบบที่พยายามรักษาตัวเอง และช่วยฟื้นฟูสิ่งที่เสื่อมโทรมในทุกมิติ
- ดินที่เสื่อมโทรม ก็ต้องมีพืชที่เก่งกล้ามากๆ มาช่วยดูแล เรากลับตั้งชื่อเขาว่า “วัชพืชร้ายแรง”
- พื้นที่ที่มีพืชเชิงเดี่ยวหรือชนิดเดียวมากๆ ที่จะทำลายระบบนิเวศ หรือระบบนิเวศจะเสียสมดุล ก็จะมีสัตว์ต่างๆ เข้ามาจัดการสร้างสมดุลเสียใหม่ เราก็เรียกเขาว่า “ศัตรูพืชร้ายแรง”
แล้วเราก็พยายามผลิต “สารพิษร้ายแรง เครื่องมือ เครื่องจักรกลขนาดใหญ่” เพื่อมาทำลายล้างระบบกู้ภัยของธรรมชาติ
- แค่เห็นหญ้าไม่กี่ต้น ก็คิดถึงแต่การพ่นสารพิษ หรือแม้กระทั่งรถไถสารพัดขนาด
- แค่เห็นแมลง หอย ปู ก็คิดถึงแต่การพ่นสารพิษ
- ที่ไปเข้าทางของการทำกำไรของนักธุรกิจเกษตร
จนระบบธรรมชาติถูกทำลายอย่างรุนแรงในทุกมิติ
แต่ธรรมชาติก็ไม่เคยยอมแพ้
จะค่อยๆปล่อย “หน่วยกู้ภัย” ออกมาอย่างต่อเนื่อง
ก็ลองดูซิว่า “ใครจะตายก่อนกัน”
นี่คือสิ่งที่ผมมองเห็นมาตลอดระยะกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา
ผมจึงกลับมาทำนาแบบไม่ไถ ไม่ใช้สารพิษใดๆ
และวันนี้ผมก็อยู่กับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน
ไม่ต้องลงทุนกำจัดระบบของธรรมชาติ ยกเว้นค่าจ้างเกี่ยวข้าว
ผมพยายามทำให้ดู แบบ “คนไม่กลัวหญ้า” เพื่อเราจะได้มีทางเลือกที่จะอยู่ร่วมกันแบบไม่ทำลาย
แต่อยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ที่น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ
แหม ท่านอาจารย์ครับได้กลิ่นควันจากการเผาเศษไม้ใบหญ้าเข้ามาในห้องคุมสอบเลยครับ
คนงานภารโรงกำลังเผาอยู่หน้าอาคารเรียนนี่เอง
แล้วกัน
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
ฟังแล้วโดนใจวัยรุ่นจริงๆครับผม แต่ความจริงชีวิตมันก็เศร้าสลดใจ สังคมเราทำให้ "ตัณหาและความบ้าออนไลน์ในใจ" แล้วบ้านเมือง ประเทศชาติจะเหลืออะไรครับผม ก็ทำลายไปเรื่อยๆ จนจะทำลายไม่ได้ หรือตายก่อนที่จะได้ทำลายหมดเกลี้ยงมั้งครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เห็นด้วยค่ะ แต่ดิฉันคิดไม่ถึง คนส่วนใหญ่มักจะทำอะไรแบบตาม ๆ กันไป มีน้อยคนมากที่กล้าคิดกล้าลองวิธีใหม่ ๆ สมัยดิฉันเป็นเด็กมีพ่อของเพื่อนคนหนึ่งเก่งมาก สามารถหาวิธีทำให้สะตอของแกออกฝักนอกฤดูกาลได้ แถมฝักยาวและเมล็ดถี่อีกด้วย ขายได้ราคาดี เสียดายลูก ๆ ของแกไม่มีใครเป็นเกษตรกร เป็นหมอ เป็นนายอำเภอ ฯลฯ
เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แล้วจะมีทุกข์น้อยลงครับ
สวัสดีค่ะ ดร.แสวง รวยสูงเนิน..หากเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจริงๆ...การเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติเวลานี้ได้ถูกทำลาย(ด้วยตัวตน)โดยสิ้นเชิง...เมื่อไม่มีตัวตน..ความทุกข์จึง..สุดสิ้นลง...ยายธีคิดอย่างนั้น...เจ้าค่ะ...
เห็นการเผา..แล้วสะท้อนใจทุกทีค่ะ