พระของโยม:ตอน ๗

     พระน้อมรู้สึกวูบวาบ   เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน   เมื่อได้ฟังคำพูดของอุบาสกนั้น   ก็นิ่งกันอยู่ครู่หนึ่ง   พระน้อมจึงพูดออกไปว่า   “เอาไว้ให้อาตมาคิดดูก่อน”   แล้วอุบาสกคนนั้นก็ลากลับไป   พอเที่ยงผู้หญิงคนนั้นก็มากับแม่   มาหาพระน้อมคล้ายกับมาดูท่าที   มาคุยอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้วก็กลับ

                               

     พอบ่าย  ๓  โมง   ในขณะที่พระน้อมกำลังตัดสินใจไม่ลง   ได้มีหนุ่มฉกรรจ์  ๒  คน   รูปร่างหน้าตาดีท่าทางทะมัดทะแมงได้มายืนไหว้พระน้อม   แล้วคนหนึ่งพูดเปรยขึ้นว่า...

    

      “...ท่านนี่หรือที่เขามาหาทุกวัน   ผู้หญิงคนนี้ผมจองไว้แล้ว   จะส่งคนมาขอในเร็ว  ๆ  นี้   ท่านจะมาแย่งผมไม่ได้   ผมไม่ยอม   ท่านมีสมบัติอะไร   ได้เขาแล้วจะเอาอะไรเลี้ยงเขา   จะอาศัยผู้หญิงกินก็เสียเกียรติลูกผู้ชาย   ผมนั้นมีนามีไร่มีสวนมากกว่าพ่อของเขา   เขาได้กับผมเขาก็สบาย   ถ้าได้กับท่านเขาจะลำบาก   ขอให้ท่านเลิกติดต่อกับเขาเสีย   เป็นพระเป็นสงฆ์   ควรอยู่อย่างพระสงฆ์...”

                               

     พูดแล้วทั้งสองคนก็ยกมือไหว้   แล้วกลับไป   พระน้อมคิดจะถามเขาว่า   เขาได้ตกลงกับผู้หญิงคนนั้นแล้วหรือเรื่องแต่งงาน   ผู้หญิงเขาตกลงด้วยหรือเปล่า   ถ้าเมื่อเป็นอย่างนี้ใครดีใครก็ได้   พอได้สตินึกว่าตนเองเป็นพระก็เลยนิ่ง   เมื่อสองคนนั้นไปแล้ว   พระน้อมก็ว้าวุ่นนั่งไม่ติด

 

     ตอนเย็นพ่อกับลูกสาวคนนั้นมาหาพระน้อม    คล้ายกับมาดูท่าที พระน้อมพยายามไม่มองดูหน้าผู้หญิงคนนั้น   แต่ไม่สำเร็จ   และรู้สึกเคอะเขินไม่เหมือนก่อน   เมื่อพ่อลูกลากลับไปแล้ว   พระน้อมก็เข้ากลด   ปรึกษากับด้วยกรัชกาย  และพิจารณาคำพูดของหนุ่มคนนั้น ใจหนึ่งก็คิดว่า   ที่เขาพูดนั้นถูกต้อง    เพราะตัวไม่มีสมบัติอะไรจริงๆ ที่นาของพ่อนั้นพี่ชายก็ฮุบเอาไปแล้ว   แต่อีกใจหนึ่งคิดสู้   เห็นว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นพูดมาอย่างนั้นเป็นการหมิ่นเชิงชาย   และตนมีทางชนะมากกว่า   เพราะฝ่ายหญิงพอใจตน   แต่เมื่อชนะแล้ว   จะต้องมีเรื่องกับเจ้าหนุ่มคนนั้นแน่นอน   เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องมีลูก   ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัวเมีย   มีหลานต้องเลี้ยงหลาน   ถ้ามีกินมีใช้ยังพอทำเนา   ถ้ายากจน   ก็ต้องเป็นเหมือนครอบครัวของตนที่ต้องทนต่อความทุกข์ยากลำบาก   ตกลงว่าชนะครั้งเดียวแต่แพ้พันครั้ง   เป็นการชนะเพื่อการแพ้ที่ถาวร    เราจนกว่าเขา   เมื่อแต่งงานก็ต้องมาอยู่กับเขา   ตกอยู่ใต้อำนาจเขา   หมดสง่าราศี   ต้องเป็นคนกลัวเมียอย่างพี่ชาย   ต้องเป็นบ่าวทั้งครอบครัว   เราเป็นบ่าวตัวเองก็ลำบากหนักหนาอยู่แล้ว   จะไปเป็นบ่าวคนทั้งบ้านจะไหวหรือ

                               

      เรามาบวชเพื่ออะไร   เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่ใช่หรือ   เราเห็นแล้วว่า   ชีวิตนี้เป็นเพียงสิ่งสมมติ   เมื่อเป็นสิ่งสมมติ   ก็เป็นสิ่งไม่จริง หาความเที่ยงแท้แน่แน่นอนไม่ได้   ซ้ำซากจำเจ   เกิดมาแล้ว   ก็แก่ ก็เจ็บ   ต้องพบกับสิ่งต่าง  ๆ    ชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้าง   ต้องจากของที่รัก   ได้สุขบ้างได้ทุกข์บ้าง   แล้วก็ตาย   เกิดใหม่อีก   แก่อีก เจ็บอีก   ตายอีก   เกิดอีก   แก่อีก   เจ็บอีก   ตายอีก   เกิดอีก   ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด   จนกว่าจะหยุดเกิด

                               

     เรามาบวชเพื่อมาหาทางหยุดเกิด   แต่มาบัดนี้   กลับจะมาสร้างความเกิด   เราต้องการพ้นมายา   แต่บัดนี้เรากลับจะเข้าไปหามายา ชีวิตนี้มีอะไรบ้างเป็นแก่นสาร   เต้นไปตามกรรม   ตามจังหวะของชีวิต   พักเดียวก็เข้าฉากไปหลังวัดแล้ว

                               

     เราไปเถอะ   ไปจากที่นี่   ไปหาความหยุด   ใครเขาจะว่าเราเป็นคนขี้ขลาดตาขาว   ไม่ใช่นักสู้   ไม่ใช่ลูกผู้ชาย   ก็ตามใจเขา   เขาพูดอย่างไร เราก็ไม่ได้ยินแล้ว   เราไปแล้วสงสารก็แต่ผู้หญิงคนนั้นที่ต้องผิดหวัง   แต่เราต้องสงสารตัวเราเองก่อน    สงสารพ่อแม่เราก่อน  เราบวชให้พ่อแม่   บวชเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์   ผู้หญิงคนนั้นเมื่อไม่ได้แต่งกับเรา   เขาก็คงได้แต่งกับคนอื่นที่เหมาะสมกว่าเรา   ฐานะดีกว่าเรา   สบายกว่าแต่งงานกับเรา   เรากับเขาไม่ได้ตกลงผูกพันอะไรกัน   เราไปเถอะ   ไปเพื่อชนะตนเอง   แม้คนอื่นจะว่าเราเป็นผู้แพ้ก็ตามใจเขา

 

          สักวาหญิงอื่นมีหมื่นแสน      ไม่เหมือนแม้นพธูผู้สวยใส

   ใครมาเห็นน้องนางต้องวางใจ     ซื่อสวยใสไร้มารยาน่าชื่นชม

    ขอให้เธอเจอคนดีที่รักมั่น           สิ่งสำคัญเธอทั้งสองต้องเหมาะสม

   ชีวิตคู่ข้างหน้าอย่าตรอมตรม      รู้จักข่มจิตใจอภัยกัน (เอย)

                                                        ๑๖ ก.พ.๕๔ 

 เรื่องนี้ยังมีต่อ..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พุทธพจน์กับการดำเนินชีวิต



ความเห็น (2)

     อยู่อย่างพระต้องสละซึ่งทุกอย่าง  ต้องปล่อยวางความชั่วสิ่งมัวหมอง

ปฏิบัติฝึกหัดตนบนครรลอง              มีสติคุ้มครองตนรอดพ้นภัย

 

เรื่องนี้คล้ายกับมาคันทิยพราหมณ์และภรรยา เห็นพระพุทธเจ้า แล้วคิดว่าบุคคลผู้นี้เป็นผู้เหมาะสมกับลูกสาวตนเอง จึงไปนำลูกสาวตนเองมามอบถวายพระพุทธเจ้า