"การทำนา"เป็นอาชีพของบรรพบุรุษไทย  ที่มีวิธีการทำสืบต่อกันมา  ในการทำนาเพื่อได้ข้าวมาเลี้ยงครอบครัว  บางคนทำเพื่อจำหน่าย  ชาวนาจึงมีการเรียนรู้และพัฒนาด้วยเทคนิควิธีการใหม่  รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการผลิตเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต  รวมท้ังการรักษาความปลอดภัยในชีวิตที่ได้รับผลกรทบจากการใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า 

 

             การนำเมล็ดพันธุ์ข้าว ๑ ชุดมาเพาะปลูกสามารถทำได้ประมาณ ๓-๔ รุ่น  หากปลูกมากกว่านี้ข้าวอาจกลายพันธุ์ได้  ชาวนาจึงประสบปัญหาการขาดเมล็ดพันธุ์  จึงต้องมาเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์โดยวิธีการทำนาดำ  และบำรุงต้นข้าวด้วยวิธีทำนาแบบกึ่งปราณีตทดแทนการทำนาหว่านที่เปลืองเมล็ดพันธุ์และได้ผลผลิตน้อย 

 

        การผลิตเมล็ดพันธุ์  จึงมีความจำเป็นในการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว  เพื่อให้ได้เมล็ดที่สมบูรณ์  จะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง  มีความต้านทานโรคและแมลง และมีปริมาณผลผลิตดีด้วย 

 

         วิธีการคัดเมล็ดพันธุ์  สามารถทำได้โดย "คัดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยน้ำเกลือ" ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สมบูรณ์จะลอยระดับผิวน้ำ  ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์จะจมอยู่ก้นภาชนะ 

          การผลิตเมล็ดพันธุ์ทำได้ ๒ วิธีคือ การทำนาหว่านในน้ำตมและการทำนาดำ  ซึ่งมีข้อแตกต่างกันดังนี้ 

 

           "การทำนาหว่าน"  ประหยัดแรงงานรวดเร็ว  ข้อดี เหมาะกับผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์หลายครั้งต่อปี  และไม่เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว  ข้อเสีย เปลืองเมล็ดพันธุ์  มีวัชพืชปกคลุม ถูกศัตรูพืชทำลาย และได้เมล็ดข้าวดีดข้าวเด้ง มีผลผลิตดังนี้

            หว่านเมล็ดข้าวลงดิน  ๑  เมล็ดได้ผลผลิตต้นข้าว  ๔  ลำ 

            ต้นข้าว ๑ ลำให้รวงข้าว ๑ รวง ๆ ละ ๑๐๐  เมล็ด

            มีผลผลิต  ๔๐๐  เมล็ด

 

          "การทำนาดำ"  ประหยัดเมล็ดพันธุ์  แก้ปัญหาข้าวดีดเด้ง  ลดการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง  ลดการจัดการแปลงนาหลังปักดำง่าย เหมาะกับนาที่เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว  มีผลผลิตดังนี้

             เมล็ดพันธุ์  ๑ เมล็ดได้ต้นข้าว ๑ กอ 

             ต้นข้าว ๑ กอได้ลำข้าว  ๒๐  ลำ 

             ต้นข้าว ๑ ลำได้ข้าว ๑  รวง  แต่ละรวงให้ข้าว  ๑๒๐  เมล็ด 

             จากเมล็ดพันธุ์ ๑ เมล็ดจะได้ผลผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ ๒๔๐๐  เมล็ด

 

          ลุงสุกัน  ธนูแก้ว  ผู้นำชุมชนบ้านวังเย็น จังหวัดแพร่เล่าว่า  "เดิมทำนาเพียง ๕ ไร่ได้ผลผลิตเฉพาะนำมาเลี้ยงครอบครัว  ซึ่งครอบครัวมีนาถึง ๔๐ไร่ต้องทิ้งร้างว่างเล่า  ขาดแคลนแรงงาน  หากจะจ้างคนมาช่วยทำนามีแต่คนสูงอายุ  เพราะคนวัยหนุ่มสาวไปทำงานในเมืองกินเเงินเดือน" 

         ต่อมาได้รับการดูแลจากกรมวิชาการการเกษตร และกรมการข้าวได้นำเครื่องมือมาให้ทดลองทำนา ๔๐ ไร่ได้สำเร็จ  ลุงสุกัน ธนูแก้ว จึงได้รับการยกย่องให้เป็น "ปราชญ์ชาวบ้านยุคใหม่

       ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวเห็นความสำคัญจึงให้ความสนใจทำการทดลองดำนาด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่  ๒๐๐  ไร่และทดลองต่อในปีที่ ๒  ผลการทดลองพบว่าเป็นการ "ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต" จริง  ชาวนาจึงหันมาใช้เครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยี่สมัยใหม่กัน 

 

           คุณลุงชาวนาบ้านปากโทก  พิษณุโลกท่านหนึ่งเล่าว่า "มีที่นาจำนวน ๖๐ ไร่  ทำด้วยตนเองไม่ไหวต้องจ้างคนทำนา และไม่ได้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีแต่อย่างใด ได้ผลผลิตนับเป็นรายได้จากหักค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงินประมาณ ๖๐๐๐๐ - ๘๐๐๐๐ บาทต่อรอบผลผลิต" 

 

          ส่วนผลผลิต "การทำนาดำ" ที่ได้มาจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะได้ผลผลิตไร่ละ ๙๐๐ - ๑๐๐๐  กิโลกรัม  ราคากิโลกรัมละ ๑๐ บาทเป็นเงิน ๙๐๐๐ - ๑๐๐๐๐  บาทต่อไร่  ผลผลิต ๖๐ ไร่จะได้ผลผลิตโดยประมาณ ๕๔๐๐๐ = ๖๐๐๐๐ กิโลกรัมเป็นเงิน ๕๔๐๐๐๐ - ๖๐๐๐๐๐  บาท  เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ ๒๐๐๐๐๐  บาท  จะมีรายได้สุทธิไม่ต่ำกว่า ๓๔๐๐๐๐ - ๔๐๐๐๐๐ บาทต่อรอบผลผลิต  

 

          ชาวนาที่มาเรียนรู้ครั้งนี้ส่วนมากมาจากกลุ่มสหกรณ์และกลุ่มผู้นำชุมชน  และเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์มากกว่าผลิตข้าวเพื่อจำหน่าย  และเป็นผู้อ่อนอาวุโสจำนวนมาก  ทำให้เกิดความรู้สึกที่ภูมิใจว่าอาชีพการทำนาไม่ได้ลดความสำคัญลงเหมือนที่เราเข้าใจเพียงผิวเผิน 

 

         ส่วนการเรียนรู้ของฉัน "ฉันได้รับความรู้เรื่องการทำนาดำมีผลผลิตมากกว่าการทำนาหว่าน"  ฉันจะนำความรู้เหล่านี้ไปถ่ายทอดบอกต่อ  และแนะนำชาวบ้านที่บ้านนอกต่อไป  แม้ว่าเขาจะทำนาเพื่อเลี้ยงครอบครัวก็ตาม  หากจะใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิต  ควรมีการรวมกลุ่มของผู้ผลิตและพึ่งพานักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญการเกษตรมาช่วยให้ความรู้และดูแล 

        ขอขอบคุณต้นกล้าและทีมงานเป็นอย่างมาก  ที่ให้โอกาสไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับกลุ่มชาวนาในครั้งนี้