เรียนพี่คิม เจ้าของบันทึก
ต้องขอขอบคุณพี่คิมที่สละเวลา มาเรียนรู้กับทีมงานคนหนุ่ม (อย่างพี่ว่าไว้บันทึกก่อนครับ)
ขอเพิ่มเติม
"นาดำ" เป็นศาสตร์ที่มีการศึกษา อธิบายได้ด้วยเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ และการจัดการในเเปลงนาที่เป็นระบบ มีการพัฒนา จากรูปแบบตีตารางปลูก ในยุคที่แรงงานเหลือเฟือ มาเป็นการปักดำด้วยเครื่องปักดำ รองรับการขาดเเคลนแรงงานในการเพาะปลูก อย่างจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี - ว่า ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สุด
"นาดำ" เป็นการใช้ศักยภาพของต้นข้าว และทรัพยากรทางธรรมชาติ อย่างเข้มข้น โดยใช้เครื่องมือ ช่วยอำนวย
ต้นข้าวได้รับการอนุบาลในถาด ดูแลได้ทั่วถึง (สังเกตุพันธุ์ปน และการงอกได้ง่าย) ถัดมาเอาไป ปักดำ ในดิน(ไม่ใช่โตบนดินเหมือนนาหว่าน) ต้นข้าว สามารถแตกกอได้ จาก 1 ต้น เป็น 20 ลำ (กำไรจากการทำนาดำ) จัดเเถวต้นข้าวตามแนว ทางขึ้นลงของตะวัน ต้นข้าวจะไม่เบียดบังแสงกันเอง ครับ (ใช้ทรัพยากรแสงเพื่อการเพิ่มผลผลิต)
ต้นข้าวจึงได้รับแสงเต็มที่ อากาศถ่ายเทได้ดี สุขภาพต้นข้าวก็แข็งแรง ต้านทานโรคเเมลง
เพิ่มขึ้นครับ
ส่วนประเด็นของอาจารย์โสภณ ขออนุญาต ตอบอย่างนี้ครับ
"นาโยนกล้า" เป็นการปลูก "แบบสุ่ม" หรือ "สะเปะสะปะ" ไร้ระเบียบ เหมือน "นาหว่าน" ครับ ต่างกันตรงที่ จากหว่าน เมล็ด เป็นหว่านต้นกล้า เล็ก ลงไปในนาแทน
มองในแง่การจัดการ ->
1.จัดการจำนวนต้นกล้า ความสม่ำเสมอ ระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างกอ ไม่ได้
2.ทำให้จัดการแสงเเดดให้ทั่วถึงต้นข้าว ไม่ได้
3.กรณีมีหญ้า ขึ้น(ดินดีหญ้าต้องขึ้นอยู่แล้ว) จัดการหญ้าในนา ด้วยเครื่องมือกล(Rotary weeder) ก็ไม่ได้
4."นาโยนกล้า" เป็นวิธีการปลูก ที่จำกัด ทางเลือกในการจัดการโดยตัวมันเอง จึงยังต้องใช้แรงงาน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และกำจัดแมลง อีกต่อไป ->ตกลงว่ามันดีกว่าเดิมอย่างไร
ผมมองการทำนา ว่าต้อง "คิดก่อนทำ" ไม่ใช่ "ทำ" แล้วไปคิดแก้ไขกันต่อในเเปลงนา มันเสียเวลา เสียสุขภาพ และก็ไม่ได้พัฒนากันจริงๆ ครับ
การทำ "นาดำ" ถือว่าเป็นการ "ลงทุน เพื่อลดต้นทุน" ก็ต้องคิดคำนวณ กันต่อครับ คนเดียวไม่คุ้มทุน ก็เป็นรูปแบบการจัดการภายในกลุ่มครับ
ขอบคุณครับ