ผมเชื่อใน “ความเป็นทีม” เชื่อว่าความเป็นทีม จะสร้าง “ความสุข” ให้กับ “สมาชิกในทีม” ได้

ในการทำงานแต่ละครั้ง  ผมเชื่อว่า ความสุข คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด...
อันหมายถึง ความสุขของคนทำงาน ความสุขของคนเข้าร่วมงาน และความสุขขององค์กรภายใต้นิยามความเป็น "ทีม"

....

หลังเสร็จสิ้นเวทีการถอดบทเรียนที่กรุงเทพฯ และอุดรธานี (วันที่ ๑๗-๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)  ผมก็รีบตรงดิ่งมาเป็นวิทยากรจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (knowledge sharing) ในโครงการ “การจัดการความรู้สู่ผู้นำนิสิต” ซึ่งมีขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๙-๒o กุมภาพันธ์  ๒๕๕๔  ณ เฮือนสวนดอนธรรม อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์   

เวทีครั้งนี้มีนิสิตและบุคลากรเข้าร่วมทั้งสิ้น ๕๘ คน  ประกอบด้วยนิสิตที่เป็นแกนนำชาวค่ายจากชมรมต่างๆ ๔๙ คน ที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่จากกองกิจการนิสิต ๙ คน 

สำหรับสถานที่ตรงนี้  ถือได้ว่ามีประวัติศาสตร์กับผมและทีมงานมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสามถึงสี่ปีคล้อยมา  ผมเคยพาทีมงานหลบมาฝังตัวอยู่ที่นี่สองถึงสามครั้ง  และทุกครั้งก็มาในวิถีกินนอนร่วมกันแบบ “พี่ๆ น้องๆ” (คนบ้านเดียวกัน) โดยมีเป้าประสงค์หลักคือการระดมความคิดสู่การบุกเบิกและนำร่องเรื่องการยกร่าง “ยุทธศาสตร์” ของหน่วยงาน

 

 Large_dsc_2789


ต้องยอมรับว่าจังหวะก้าวคราวนั้นเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรามาก  ผมเองดูจะเป็นคนเดียวเท่านั้นที่พอจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์มากกว่าใครอื่น  แต่ก็เป็นการรู้แบบงูๆ ปลาๆ  ทุกอย่างจึงเป็นการมาลงแรงคิดร่วมกัน โดยมีแก่นคิดยึดโยงกันอย่างแน่นเหนียวนั่นคือ “ใจนำพา ศรัทธานำทาง”   

ด้วยเหตุนี้  กระบวนการ หรือแม้แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสมือนการ “โยนหินถามทาง”  คู่ไปกับการ  “ตีฆ้องร้องชวน” ให้ใครๆ ได้หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยแอบหวังอย่างลึกเร้นว่าการเคลื่อนตัวของพวกเราในครั้งนี้  จะกลายเป็นกระแสหลักนำพาไปสู่ความตระหนักในเรื่องของการขับเคลื่อนของ “องค์กร”  อย่างมีทิศทางและมีกระบวนยุทธกันเสียที


 

Large_dsc_0013

 

ครั้งนั้น สถานที่ตรงนี้ยังดูเรียบง่ายและสมถะเอามากๆ มีบ้านทรงอีสานๆ เพียงไม่กี่หลัง ระบบน้ำก็ยังเดินสายยังไม่ทั่วถึง  ห้องประชุมหรืออาคารสำหรับจัดประชุมก็ยังไม่สร้าง แต่ถึงกระนั้นผมและทีมงาน หรือแม้แต่นิสิตก็ยังสัญจรมาใช้บริการที่นี่อยู่บ่อยครั้ง แต่ภายหลังจาก “เฮือนสวนดอนธรรม”  กลายมาเป็นกองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ครูบ้านนอก”  ก็กลับกลายเป็นว่าสถานที่ดังกล่าวโด่งดังเป็นพลุแตก มีคนตบเท้าสัญจรเข้ามาใช้ประโยชน์ชนิดคิวยาวเป็นหางว่าว

สำหรับวันนี้  ทั้งผมและทีมงาน จึงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน เพราะไม่ใช่แค่มาจัดกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมาหวนรำลึกความหลังอันทรงพลังของเราด้วยเหมือนกัน

 

Large_dsc_4634

Large_dsc_0924

 

กิจกรรมในครั้งนี้  ผมมาในฐานะของ “วิทยากร” 

ครับ, ที่พูดเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดมากไปกว่าการตั้งใจที่จะมอบหมายให้ลูกทีมได้ทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องติดยึดอยู่ที่ผมเพียงคนเดียว  ซึ่งก่อนการเดินทางไปราชการนั้น  ผมก็เคยได้คุยกับทุกคนอย่างชัดเจนแล้วว่า “ให้ร่วมคิดร่วมทำ..อยากทำอะไรก็ลองคุยกันและออกแบบกิจกรรมร่วมกัน” 

 

วิธีการแบบนี้  ผมเรียกเองว่า “โยนระเบิดให้ลูกน้องได้ช่วยกันเก็บกู้ฯ"

 

Large_dsc_0057

 

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน   ผมมอบแนวคิดหรือประเด็นการทำงานไว้แบบกว้างๆ  เพื่อให้ทุกคนเทใจมาลงแรงคิดร่วมกัน 

และครั้งนี้ผมมอบงานนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่ง ด้วยหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นกระบวนการที่ขับให้เขาได้เปิดพื้นที่ทางใจทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ให้มากขึ้น  เพราะที่ผ่านมายอมรับว่าเขาเป็นคนที่เก่ง แต่ถูกวางตัวให้ทำงานในวงแคบ  รับผิดชอบงานเฉพาะทางมามากจนเกินไป  จนขาดโอกาสในการที่จะเรียนรู้งานใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น  ซึ่งนั่นก็หมายรวมถึงแนวคิดที่เขาชอบที่จะทำงานเฉพาะที่ “เขารัก...เพราะนั่นมันคือความสุขที่เขาหลงรัก”  

กรณีดังกล่าว  ผมเคยพูดบ่อยครั้งกับทุกๆ คนว่า  “ผมยอมรับว่าความสุขคือการที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก  แต่นั่นก็ไม่ใช่บทสรุปที่ตายตัวเสมอไป  เพราะในโลกความเป็นจริง  เราอาจต้องรักในความสุขของคนอื่นด้วย” 

ผมพูดเช่นนั้น  เพราะต้องการสื่อความหมายในทำนองว่า  เกิดเป็นคนก็ควรเรียนรู้ที่จะการทำอะไรที่มากกว่าความสุขบนหน้าตักของตัวเองบ้าง  อย่างน้อยก็ควรเรียนรู้ว่าในโลกแห่งการงานนั้น  บางทีเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่รักเสมอไป  แต่ควรต้องทำในสิ่งที่เราไม่รู้  และทำในสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง เพราะนั่นคือการเรียนรู้ที่จะเติบโต  ในทำนองเดียวกันก็เป็นประหนึ่งการค้นหาตัวเอง หรือพิสูจน์ศักยภาพของตัวเองดีๆ นั่นเอง ...

 

(คนเรา มักไม่เคยชินและกลัวกับการเปลี่ยนแปลง  ทั้งๆ ที่บางทีการเปลี่ยนแปลง ก็คือตัวชี้วัดของการเรียนรู้ หรือศักยภาพของคนเรา)

 

Large_dsc_0026

Large_dsc_1053

 

ดังนั้น  งานครั้งนี้  ผมจึงกำลังใช้เป็นบททดสอบนิยามของ “ความสุข”  ในอีกสถานะหนึ่งของเจ้าหน้าที่  โดยวางประเด็นว่าการทำงานในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือไม่ถนัดนั้น เป็นโจทย์การเรียนรู้ที่ท้าทาย  เพราะผมเชื่อมั่นว่า “ความเป็นทีม” จะเป็นแรงหนุนเสริมให้เกิด “การเรียนรู้” และนำพาไปสู่ “ความสุข” ได้อย่างไม่ยากเย็น

แน่นอนครับ  ผมเชื่อใน “ความเป็นทีม”
ผมเชื่อว่าความเป็นทีม จะสร้าง “ความสุข” ให้กับ “สมาชิกในทีม” ได้
 

เมื่อวางประเด็นการเรียนรู้ “ความสุขและความเป็นทีม”  เช่นนั้น  ผมจึงปล่อยวางให้เขาคิดประเด็นงานกันเองแบบอิสระ  ขณะที่ตัวเองก็เหินฟ้าลัดเมฆไปเป็นวิทยาการที่อื่น  มิหนำซ้ำยังปิดมือถือเสียสนิท เป็นการป้องกันไม่ให้พวกเขาสื่อสารกลับมาอีกครั้ง  เพราะต้องการเน้นให้รู้ว่า “พวกเขาทำกันได้” ...

 

Large_dsc_2805

Large_dsc_2834

 

ถึงกระนั้น  ก่อนการออกเดินทาง  ผมก็ทำหน้าที่ของผมอย่างชัดเจน นั่นก็คือการฝากแนวคิดในทำนองว่า... กิจกรรมครั้งนี้ขอให้ชัดเจนในวัตถุประสงค์  ชัดเจนในเรื่องเครื่องมือและผลลัพธ์ที่ต้องการ  ชัดเจนในเรื่องการมอบหมายงาน และจัดเจนในกระบวนการที่จะขับเคลื่อน ฯลฯ
 

เป็นที่น่ายินดีว่า ก่อนงานจะเริ่มขึ้นในหนึ่งหนึ่งวัน  ผู้รับผิดชอบโครงการส่งไฟล์กำหนดการมาให้ผมอ่านล่วงหน้า  ผมเปิดอ่านและพูดคุยเชิงให้กำลังใจ โดยไม่ติติง หรือปรับแก้อะไร  เพียงเพื่ออยากให้เขาได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเอง “ออกแบบ” ร่วมกัน

ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมว่า  พวกเขาสามารถหยิบเอาประเด็นหลักๆ อันเกิดจากปรากฎการณ์การทำงานของนิสิตมาสะท้อนเป็นโจทย์การเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี  แถมยังนิยามหัวข้อเหล่านั้นได้อย่างน่าติดตาม อาทิ  จากเพื่อนถึงเพื่อน, เราควรรู้อะไรเมื่อมาที่นี่,โครงการเขา โครงการเราเขียน ๑๐ ครั้ง รู้เรื่อง ๑๐ ครั้ง,  ชุมชนกับการเรียนรู้, เสร็จกิจกรรม..ควรนำอะไรกลับมา, จากกิจกรรมสู่นวัตกรรมสรุปโครงการ ฯลฯ... 

ครับแค่ฟังชื่อ  ก็ถือว่าดึงดูดความสนใจในเชิงจินตนาการค่อนข้างมาก  และผมก็ถือว่านั่นคือการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่เกิดขึ้นกับทีมงานของผมด้วยเช่นกัน  ซึ่งในแต่ละหัวข้อของกิจกรรมนั้น ก็ระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำกระบวนการ, รูปแบบอย่างไร, ใช้สื่อ,อุปกรณ์อะไร, สถานที่ที่ไหน, วัตถุประสงค์อย่างไร ฯลฯ 

 

Large_dsc_4670

 

ทันทีที่กิจกรรมเปิดตัวขึ้น  ผมก็เฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ  มองการทำงานและการเคลื่อนตัวของแต่ละคน  มองการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการผูกโยงเรื่องราวและบรรยากาศ พร้อมๆ กับการจับประเด็นที่เกิดขึ้นในแต่ละห้วงของกิจกรรม  โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรมาก  และที่สำคัญก็คือ พยายามมองหา “ความสุขและความเป็นทีม”  ว่าเปล่งประกายกี่มากน้อย

 

กระทั่งเมื่อกิจกรรมในวันแรกเสร็จสิ้นลง   

สิ่งที่เราปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วนั่นก็คือ การล้อมวง “โสเหล่” เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในแต่ละวัน (AAR : After  Action Review)  ซึ่งเน้นการเปิดใจที่ “จริงจังและจริงใจ”  ใช้ภาษาของคนที่มีหัวใจเดียวกัน (คนบ้านเดียวกัน) และใช้นิยามของคำว่า “องค์กร” เดียวกัน (บ้านเดียวกัน) ด้วยการไม่พุ่งประเด็นไปสู่การ “วิพากษ์” หรือ “พิพากษา”  แต่เน้นการเติมเต็มและเสริมพลังให้กันและกัน...

 

Large_dsc_4700

  

มีหลายประเด็นที่เราหยิบมาโสเหล่กัน เช่น 

ปัญหาและอุปสรรคการทำงาน  โดยแต่ละคนสะท้อนมาว่า “ยังเคอะเขินกับกระบวนการและหน้าที่ของตัวเอง, งานยังไม่ลื่นไหล เพราะแต่ละคนวิตกกังวลกับสาระที่ตัวเองเตรียมตัวมา, สถานที่แคบ อากาศร้อนอบอ้าว... 

ทางออก : มีการปรับรูปแบบให้เป็น “บันเทิงเริงปัญญา” ผ่านกิจกรรมที่ผมนำร่อง โดยให้นิสิตมีส่วนร่วมเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น  มีการโยกย้ายผู้คนออกจากห้องประชุมมาโสเหล่กันใต้ร่มไม้  ทำให้เกิดความคึกคักและตื่นตัว

 

 Large_dsc_0050

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อทุกคนเห็นรูปแบบและกระบวนการที่ผมนำมาใช้  ก็เกิดความมั่นใจและผ่อนคลายขึ้น  ตลอดจนมีแรงบันดาลใจในการที่จะขับเคลื่อนในในช่วงที่เหลือให้ดูน่าสนใจ มีชีวิตชีวา ได้ทั้งบันเทิงและสาระควบคู่กันไป

และที่สำคัญที่สุดก็คือ  ทุกๆ คนลั่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีความสุขกับงานครั้งนี้มากเหลือเกิน”   ซึ่งแต่ละคนได้สะท้อนความสุขออกมาแบบซื่อๆ ใสๆ.. เช่น  

 

  • สุข เพราะได้รู้จักนิสิตมากขึ้น
  • สุข เพราะเห็นนิสิตมีความสุขกับการเรียนรู้
  • สุข เพราะได้กินต้มไก่
  • สุข  เพราะได้สัมผัสบรรยากาศนอกสถานที่     
  • สุข เพราะได้ทำงานกับทีมอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
  • สุข เพราะได้ทำงานกับทีมที่เป็นพี่เป็นน้อง
  • สุข เพราะได้เห็นทุกคนรับผิดชอบงานตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม
  • สุข เพราะได้เห็นทุกคนช่วยเหลือกันแบบไม่ต้องบอก หรือร้องขอ

 

 Large_dsc_2873-1

 

ครับ, สำหรับผมแล้ว  ผมยิ่งมีความสุขอย่างมากมายก่ายกอง  สุขที่เห็นความเป็น “ทีม”  ที่แน่นหนักขึ้น  สุขที่ใครบางคนค้นพบ “ความสุข” ในอีกนิยามใหม่ที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้  ...

และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอดเวลาที่พวกเรานั่งๆ นอนๆ สรุปงานกันนั้น บรรยากาศในวงโสเหล่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์อย่างแทบไม่น่าเชื่อ  ใครพูดอะไรก็ดูดี ดูขำไปหมด

ครับ,  มันเป็นความสุขที่ทะลักออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ 
เราต่างได้ค้นพบความสุขร่วมกัน 

ความสุขที่เป็นทั้งส่วนตัวและความสุขของความเป็นทีม

มันเกิดขึ้นและเกิดขึ้นแล้วจริงๆ...

...

๑๙ กุมภาพันธ์ ๕๔
เฮือนสวนดอนธรรม,กาฬสินธุ์

ปล. ภาพส่วนหนึ่ง
จากงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ