ผมคิดว่าชีวิต “เบาๆ” โล่งๆ” ดีกว่า ชีวิต “หนักๆ” หรือ “พะรุงพะรัง”

ผมคิดเรื่องนี้มานานกว่า ๑๐ ปี และตกผลึกทางความคิด และพัฒนาชีวิตมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผมได้รับคำถามที่สะท้อนสภาพสังคมประเด็นหนึ่ง คือ

เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งมาขอให้ผมช่วยฝากเงินช่วยเขาสักสิบล้าน

ทำให้ผมแทบช็อกว่าคำถามนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร แล้วทำไมต้องมาหารือกับผม

ทำไมเขาจึงคิดว่าผมจะมีเงินมากขนาดนั้น

พอถามกลับก็ได้ความว่า

เขามีข้อมูลว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านที่ใกล้เกษียณ มีเงินฝากหรือทรัพย์สินเป็นจำนวน ๓๐-๕๐ ล้าน โดยเฉพาะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงมาก่อน

ทำให้เขาคิดว่าผมคงจะมีเหมือนกัน

ผมก็เลยถือโอกาส สอน” ให้เขามีความรู้มากกว่าเดิม

โดยอธิบายว่า

"อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาๆอย่างผม มาจากครอบครัวยากจน เงินเดือนเท่าไหร่คุณก็รู้ รายจ่ายก็มีพอสมควร แค่ดำรงชีวิตที่อยู่อย่างไม่มีหนี้ ผมก็ถือว่าสำเร็จในชีวิตแล้ว

ลำพังเงินเดือน ก็แค่พอใช้ และออมไว้เป็นเงินสำรองนิดหน่อย

ไม่ถึงกับเป็นหนี้ หรืออยู่อย่างลำบาก ก็ดีแล้ว

ไม่ต้องมาคิดเลยว่าผมจะมีเงินเหลือฝากธนาคารมากมายขนาดนั้น"

แล้วผมก็ "สวด" ยาวไปอีกหลายเรื่อง ในเชิงมารยาทการเจรจากับ "ลูกค้า"

เพราะ บางคนอาจถือว่าเป็นการประชดประชันกันก็ได้

 

และ....

เมื่อมาตั้งสติทบทวน

ผมก็กลับคิดไม่ออกว่าท่านที่มีเงินฝากจนเป็น “ฐานข้อมูล” เหล่านั้น เขาหาเงินเหล่านั้นมาจากไหน จะให้เดาก็ยังไม่กล้าเดา กลัวไปกล่าวหาเขาในทางไม่เหมาะไม่ควร

ก็เลยมาถึงจุดที่ผมจะต้องหาทาง “พัฒนาความคิด” ที่จะไม่ไปอิจฉาเขา ไม่ว่ากรณีใดๆ

แต่กลับมาแผ่เมตตาต่อเขา สงสารเขามากกว่า ว่า

การมีสิ่งที่ไม่ใช้ และจำเป็นต้องนำไปฝากคนอื่นไว้นั้น น่าจะมีค่าใกล้ๆกับคำว่า “ไม่มี” ถ้า ไม่ถึงกับทำให้เขามีความทุกข์และความกังวล

ความกังวลว่าด้วยเรื่องอะไรบ้างนั้น ก็ว่ากันตั้งแต่

  • การเก็บรักษา เก็บซ่อนให้ปลอดภัยในทุกมิติ และแม้แต่จากการถูกมิจฉาชีพจับตัวเอง หรือลูกหลานไปเรียกค่าไถ่
  • ถ้าเป็นข้าราชการก็ต้องวางแผนไม่ให้มีการตรวจสอบทรัพย์สิน หรือวางแผนให้รอดจากการตรวจสอบทรัพย์สิน กรณี "ร่ำรวยผิดปกติ"
  • การทำให้ได้ผลประโยชน์
  • การแบ่งให้ลูกหลานที่จะไม่ทำให้เขาทะเลาะกัน ผิดใจกัน
  • 

คนที่ไม่มี(มากมาย)อย่างผม น่าจะกังวลน้อยกว่า

เพราะผมถือว่าการมีมากขนาดนั้นเป็นส่วนเกิน ที่ไม่น่าจะได้ใช้ (จริงๆ) ในชาตินี้

การเก็บไว้ให้ลูกหลานก็เกรงว่าลูกหลานจะไม่เห็นคุณค่า ใช้ในทางที่ผิด เกิดผลร้ายกับตัวเอง

จนกระทั่งเกิดการทะเลาะแก่งแย่งกัน ดังที่เป็นข่าวดังๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ แม้แต่ในประวัติของตระกูลของผมเองก็มี ที่พี่น้องผิดใจกันจากการได้มรดก “ไม่เท่ากัน”

แม้พ่อแม่แบ่งอย่าง “เท่ากัน” ก็ยังอ้างอิง “อดีต” การดูแลพ่อแม่พี่น้อง การช่วยเหลือกันในอดีต ที่มีผลกระทบถึงความยุติธรรม

จนเป็นที่มาของ “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” จากการแบ่งมรดก จนได้

ที่ผมคิดว่าให้ลูกหลานหาเงินและทรัพย์สินเอง น่าจะทำให้เขารู้ค่าชีวิต และค่าของทรัพย์สินมากกว่า

มาถึงจุดนี้ ทำให้ผมวางใจแบบ “อุเบกขา” ได้อย่างไม่ลังเล

และย้อนกลับไปคิดข้อสรุปว่า “สิ่งใดๆที่มี แต่ไม่ได้ใช้ มีค่าเท่ากับไม่มี” (ถ้าไม่ถึงกับทำให้เกิดทุกข์เสียก่อน)

ที่เป็นแนวทางให้เรา “กำจัดขยะ” ของชีวิตออกได้ทีละน้อยๆ ไปเรื่อยๆ

ทำให้ชีวิตเบาลง อิจฉาคนอื่นน้อยลง

ปฏิบัติตัวตาม “พรหมวิหาร ๔” เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  ได้ ง่ายขึ้น ๆ ๆ เรื่อยๆ

ที่อาจเป็นประโยชน์กับท่านอื่นๆ ที่ยังคิดอิจฉาคนอื่นๆ ที่มีมากกว่าเรา

หันกลับมา พัฒนา “ความพอเพียง” และ “ชีวิตที่พอเพียง”

จะทำให้ชีวิต เบา และสบายๆ อย่างแท้จริงครับ

ลองคิดดูนะครับ

เพราะผมคิดว่าชีวิต “เบาๆ” โล่งๆ” ดีกว่า ชีวิต “หนักๆ” หรือ “พะรุงพะรัง”

ก็แล้วแต่ท่านจะคิด

แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ