ความรักของผู้เขียน จึงเปลี่ยนไปเป็นศรัทธาด้วยเชื่อมั่นว่าคนที่เรารักและบูชาจะเป็นแบบอย่างที่งดงามให้เราได้ปฏิบัติตาม หากเราเลือกที่จะรักใคร เชื่อเถิดว่าเขาผู้นั้นย่อมควรค่าแก่ความรัก-ศรัทธาที่เรามอบให้ และเป็น "ครู" ที่เราจะนำไปเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีเพียงไร...เพราะนั่นคือบทเรียนที่เรามาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
ผู้เขียนเคยพูดกับท่านอาจารย์ว่าจะไปร่วมการปฏิบัติธรรมกับท่านทุกปีที่ท่านมาเยือนประเทศไทย และเพียงปีละครั้งเท่านั้นที่ผู้เขียนได้แสดงความเคารพต่อท่านและปฏิบัติธรรมเพื่อสังเกตตัวเอง  อยู่กับตัวเองในช่วงระยะเวลาประมาณ 7-8 วันในแต่ละปีติดต่อกัน โดยสองปีที่ผ่านมา (2551-2552) ผู้เขียนมักจะมีเรื่องเล่าถึงบริเวณสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ดูร่มรื่น สงบ และงดงามด้วยธรรมชาติที่รายล้อม หล่อหลอมจิตใจให้เย็นลงและโน้มนำธรรมใส่ตนได้โดยง่าย ต่างจากการอยู่ในโลกชีวิตประจำวัน
    
ยามใดที่จิตฟุ้งซ่าน ส่งออกนอก ได้เห็นมวลหมู่สัตว์เล็ก ๆ ผีเสื้อ มด แมลง กระรอก และดอกไม้ ลูกไม้ ก็ทำให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และง่ายที่จะย้อนกลับมาทบทวนตัวเอง ผู้เขียนตระหนักได้ด้วยตนเองว่าสองปีก่อนหน้า 2553 นี้ เป็นการปฏิบัติตนที่ได้ผล เพราะได้ฟังคำบรรยายธรรมของอาจารย์ และคำสอนสั่งที่ทำให้เราถอดถอนจากตัวตนที่ยึดมั่นถือมั่น ส่วนไหนที่ยังละไม่ได้ดี ก็ได้แต่ตามรู้ไป ล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่ก็มีกำลังใจเพราะมีครูบาอาจารย์เป็นพี่เลี้ยงให้เราได้ก้าวเดิน
 
เมื่อใดก็ตามที่เราออกจากการปฏิบัติ ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินทุกคนจะติดอารมณ์บางอย่างออกมาและก็ไม่แน่ใจว่าหากต้องเผชิญกับเรื่องโลก ๆ เราจะรับมือทำจิตให้ตั้งมั่นได้หรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการปฏิบัติจะได้ผลเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่สงบท่ามกลางกัลยาณมิตรผู้ปฏิบัติร่วมกันเท่านั้นหรือ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเหมือนคนขับรถ หากขับเป็นแล้ว แม้เส้นทางจะขรุขระ มืดเปลี่ยวเพียงใดก็น่าจะพอคลำทางขับผ่านไปได้
บททดสอบชีวิตจริงที่ผู้เขียนได้เผชิญจากการกระทำของผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพเปรียบเหมือนครูในโลกแห่งการทำงาน แต่เพียงเพราะคำว่า "อำนาจ"  จึงมีพฤติกรรมที่ไม่สมควร  และเพราะได้หลักธรรมที่อาจารย์พร่ำสอน ทำให้จิตใจหม่นหมองผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว และค้นพบว่า "อิสระ" นั้นมีค่ากว่า "อำนาจ" ยิ่งนัก   เมื่อใดที่ถืออำนาจในมือ เราจะมองเห็นตัวเองหรือไม่ หากไม่ใช่ผู้ปฏิบัติเชื่อเหลือเกินว่าคนรอบข้างก็จะสัมผัสได้ถึงความลำพองในอำนาจที่มีอยู่   ซึ่งต่างกับอิสระที่เราเห็นและเข้าใจความต้องการแท้จริงของตน และฝึกฝนในพื้นที่ที่ไม่มีข้อจำกัดของผลประโยชน์ใด ๆ    แม้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้จากการปฏิบัติกับอาจารย์   แต่ก็นำไปปรับใช้ได้มิจำกัดกาลไม่ว่าจะมีทุกข์ใดจรเข้ามา    สิ่งที่ผู้เขียนได้จากบทเรียนครั้งนี้คือ "ครูคนหนึ่งให้ทุกข์ได้เรียนรู้ ครูอีกคนหนึ่งสอนวิธีดับทุกข์" 
 
กระทั่งถึงปลายปี 2553 ใกล้ถึงกำหนดเวลาที่ผู้เขียนจะต้องตัดสินใจว่าจะไปปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ต่อดีไหมหรือจะผลัดไว้ปีถัดไป เนื่องด้วยภาระหน้าที่ที่มากมาย ไม่สามารถปฏิบัติต่อเนื่องถึง 8 วันได้อย่างเคย แต่ด้วยความรู้สึกศรัทธาที่อยากแสดงความเคารพต่อท่านอาจารย์และนำเงินไปร่วมบริจาคสร้างสถานปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง จึงทำให้ไปร่วมอีกครั้งโดยขอใช้เวลาปฏิบัติธรรมเพียง 5 วันและจะกลับมาทำภารกิจต่อ

การไปครั้งนี้ ผู้เขียนรู้สึกสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เกิดขึ้น เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ ทำให้พื้นที่บริเวณโดยรอบป่าและที่พักมีร่องรอย คราบไคล และความรกร้าง ผุพัง ต้นไม้บางต้นไม่มีใบ เรียงรายเหมือนตายทั้งยืน  ผู้เขียนรู้สึกวูบ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นภายนอกกำลังจะบอกอะไรบางอย่างแก่ผู้เขียน โดยที่ผู้เขียนได้แต่สังเกตและเก็บไว้ในใจ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
  
 
ในระหว่างการปฏฺิบัติ 5 วัน ผู้เขียนสังเกตว่าอาจารย์มีอาการเจ็บปวดที่ท้องอยู่บ่อยครั้ง และท่านก็ลดกิจกรรมบางอย่างที่เราเคยทำแบบเดิมเหมือนเมื่อสองปีที่แล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะไปเก็บตัวพักผ่อน ทำสมาธิ  อีกท้้งท่านบอกว่าท่านปรารถนาให้เราได้อยู่กับตนเองเพื่อการปฏิบัติมากขึ้น  จนกระทั่งถึงเวลาที่ผู้เขียนต้องขอตัวกลับไปก่อนสิ้นระยะเวลาการปฏิบัติ  แต่ผู้เขียนก็สังเกตเห็นว่าอาจารย์ยังไม่ทุเลาจากอาการปวดท้องเท่าไรนัก
    
ความจริงปรากฎต่อเมื่อผู้เขียนได้รับแจ้งข่าวจากกัลยาณมิตรลูกศิษย์อาจารย์ท่านหนึ่งว่าอาจารย์ได้ไปตรวจอย่างละเอียดแล้วและพบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผู้เขียนจึงรู้สึกเย็นวาบไปทั่วตัว น้ำตาไหลมาเองไม่ขาดสาย และรู้สึกโลกที่อยู่รอบตัวหม่นหมอง ไม่ได้ยินสำเนียงเสียงอื่นใดนอกกายตน มีเพียงความทุกข์ใจเราที่ดูยิ่งใหญ่ สิ่งอื่นใด เป็นแค่ส่วนประกอบ นี่คืออาการของ "โลกดับ" ไปต่อหน้าต่อตา   เมื่อตั้งสติได้  ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในการปฏิบัติของอาจารย์ จึงคิดได้เองว่าเรานี่น่าสงสารกว่าอีก แทนที่จะเอาเวลามาโศกเศร้า  ทำไมไม่ทำจิตใจให้บริสุทธิ์และภาวนาไป ผลบุญกุศลใด ๆ ที่แม้น้อยนิดก็อาจส่งถึงอาจารย์เราให้มีพลังจิตที่แข็งแกร่งต่อสู้กับโรคร้ายได้
 
ถึงตอนนี้ ผู้เขียนเชื่อมั่นในศรัทธาของลูกศิษย์หลายคนของท่านที่ท่านมีเมตตาหล่อเลี้ยงพวกเราด้วยจิตวิญญาณที่เป็นกุศล ปั้นพวกเรามาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีให้มีพัฒนาการที่รู้ตน ค้นพบความงามแห่งชีวิตได้ขนาดนี้ กุศลที่ท่านได้สร้างลูกศิษย์ประกอบกับการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สำรวมและตรงทุกกาลของท่านจะต้องเกื้อหนุนให้ท่านผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้
    

 

ความรักของผู้เขียน จึงเปลี่ยนไปเป็นศรัทธาด้วยเชื่อมั่นว่าคนที่เรารักและบูชาจะเป็นแบบอย่างที่งดงามให้เราได้ปฏิบัติตาม หากเราเลือกที่จะรักใคร เชื่อเถิดว่าเขาผู้นั้นย่อมควรค่าแก่ความรัก-ศรัทธาที่เรามอบให้ และเป็น "ครู" ที่เราจะนำไปเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีเพียงไร...เพราะนั่นคือบทเรียนที่เรามาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน