เหยื่อของโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
พงศธร มหาวิจิตร
ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี
เทศกาลแห่งการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Testing : O-NET) เวียนมาถึงอีกครั้ง หลายโรงเรียนคงกำลังสาละวนวางแผนการติวข้อสอบกันวุ่นวาย โดยหวังว่าทำอย่างไรระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจะไม่นำความขายหน้ามาสู่ โรงเรียน (โดยเฉพาะผู้บริหาร) ยิ่งปีนี้สำนักมัธยมฯ ประกาศกร้าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องสูงขึ้นอย่างน้อย 4% ยิ่งลำบากใหญ่ โรงเรียนจะสั่งให้ครูพากันปล่อยเกรดให้เฟ้อแข่งกับค่าเงินบาทหรือก็คงจะไม่ ได้ ประเดี๋ยวผลเกรดเฉลี่ยไปค้านกับผลคะแนนระดับชาติแล้วจะตอบข้อสงสัยกันว่ายัง ไง...
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 1 ที่รัฐเริ่มกระจายอำนาจทางการศึกษา มีการวางระบบการตรวจสอบประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถานศึกษาโดย สมศ. ตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนด้วยข้อสอบวัดผลระดับชาติโดย สทศ. และปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากการเอ็นทรานซ์พร้อมกันทั้ง ประเทศครั้งเดียว มาเป็นการสอบ O-NET / A-NET จนถึง GAT/PAT ซึ่งสามารถสอบได้หลายครั้ง โดยหวังว่าจะลดความเครียดให้กับนักเรียน เกิดผลอย่างไรกับนักเรียน และโรงเรียนบ้างในวันนี้
นักเรียนยังคงต้องวิ่งกวดวิชากันเหมือนเดิม เสียเงินค่าสมัครสอบกันหนักขึ้น หนำซ้ำโรงเรียนซึ่งถูกบีบบังคับด้วยโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ซัดกันลงมาเป็นทอด ๆ จำเป็นที่จะต้องทำให้นักเรียนของตนทำข้อสอบได้คะแนนสูง ๆ เพื่อรักษาหน้าตาของโรงเรียน เขตพื้นที่ สพฐ. และกระทรวง (เพราะเรื่องหน้าตาเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติของประเทศไทยอยู่แล้ว) เลยหันมาจัดการติวข้อสอบ O-NET กันอย่างเอิกเกริก ทั้ง ม.3 และ ม.6 ระบบกวดวิชาที่กระทรวงศึกษาธิการเคยประณามมาตลอดว่า เป็นตัวบ่อนทำลายกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และเป็นระบบในห้องเรียน กลับกลายมาเป็นสิ่งที่ยอมรับกันอย่างหน้าชื่น หลายโรงเรียนเลิกสอนหนังสือเลยในเดือนกุมภาพันธ์ และหันมาติวข้อสอบกันอย่างเดียว โรงเรียนไหนที่ทุนทรัพย์น้อยหน่อย ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนนั่นแหละเป็นผู้ติว โรงเรียนไหนทุนทรัพย์หนาหน่อย ก็ว่าจ้างทีมกวดวิชาอาชีพมาสอนกันเลย สนนราคาตามจำนวนผู้เรียน จำนวนชั่วโมง ระดับชื่อเสียงของทีมงาน รวมทั้งศักยภาพในการจ่ายของโรงเรียน หากโรงเรียนสามารถหางบประมาณอื่นมาใช้ดำเนินการจ้างก็พอทำเนา แต่หากต้องมาเบียดบังเอาจากงบรายหัวของนักเรียนก็น่าสงสารเป็นที่สุด ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนอะไรหรือ...
ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านระบบการสอบวัดผลระดับชาติ (National Test) เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว สำหรับระบบการศึกษาแบบอิงมาตรฐาน (Standard-based Education) ซึ่งต้องมีการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการคิด และแนวดำเนินงานของหน่วยงานการศึกษาของ สพฐ. ที่แก้ปัญหากับเยาวชนของชาติแบบศรีธนญชัย ทั้งที่ทุกคนก็รู้ และยอมรับว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงคือ การตั้งใจ เอาใจใส่ มุ่งมั่นพัฒนาการสอนอย่างจริงจังเป็นระบบ แต่กลับมามุ่งหลอกลวงกันที่ค่าคะแนนสอบ (เพียงเพื่อจะกลบซ่อนความผิดพลาด)
สาเหตุที่การศึกษาไทยมีปัญหาส่วนใหญ่มาจากการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ทำทีละชิ้นส่วนแยกย่อย ขาดการประสานสัมพันธ์กัน ทำให้หมดเงิน แต่ไม่เกิดมรรคผลเป็นชิ้นเป็นอัน หากต้องการจะยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ได้ผลจริง และยั่งยืน ก็ต้องเริ่มต้นที่สาเหตุของปัญหา มิใช่มามองแต่ตรงผลลัพธ์ที่อยากให้เป็น ผู้เขียนเป็นครูระดับปฏิบัติการ ซึ่งได้สัมผัส และมองเห็นประเด็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่รัฐยังไม่ได้ ดำเนินการแก้ไข (ให้สิ้นซาก) จึงขอนำเสนอมุมมองแนวทางจัดการกับปัญหา ดังนี้
1.ต้องทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน โรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับ “การเรียนการสอน” เหนือสิ่งอื่นใด มิใช่ว่าพอหน่วยงานใดคิดโครงการอะไรขึ้นมา ก็มาลงที่โรงเรียน โรงเรียนกลายเป็นบ่อเกอะที่คอยรองรับทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องตอบสนองความต้องการจากทุกหน่วยงานที่ร้องขอมา
- สาธารณสุขอยากจัดอบรมเรื่อง โรคเอดส์ โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าอบรม...
- อบต./อบจ.อยากจัดกีฬาต้านยาเสพติด โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าแข่งขัน...
- วัดอยากจัดโครงการค่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าค่าย...
- สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอยากให้ความรู้เรื่องสารพัดสารเพ โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าฟัง...
- ไม่เว้นแม้แต่บางโครงการของ สพฐ.เอง ที่สั่งให้ครูทิ้งห้องเรียน เพื่อไปประชุม อบรม สัมมนา ประกวด นำเสนอผลงาน หรือเตรียมรับการประเมินสารพัดอีก
นักเรียนต้องอุทิศเวลาเรียนจำนวนมาก เพื่อสนองความต้องการของผู้หลักผู้ใหญ่ ประเด็นนี้ก็คงต้องมองระบบใหญ่ในแง่การบริหารงานราชการแผ่นดินว่าควรทำอย่าง ไร หน่วยงานต่าง ๆ จะไม่เข้าไปวุ่นวายกับโรงเรียนมากเกินไป เลิกเห็นนักเรียนเป็นกลุ่มลูกค้า (เหยื่อ) ในการทำงานของตนเอง แต่ควรให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนในสิ่งที่โรงเรียนร้องขอเท่านั้น อีกทั้ง ผู้บริหารโรงเรียนเอง ก็ต้องต้องตระหนัก และมีจุดยืนในบทบาทหน้าที่ของตนเสียก่อน นั่นคือ “มุ่งจัดการเรียนการสอน”
2.คืนครูสู่ห้องเรียน รัฐอ้างว่ามีโครงการคืนครูสู่ห้องเรียนแล้ว โดยจัดสรรพนักงานธุรการให้โรงเรียนละครึ่งค่อนคน สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก (1 คน ให้วิ่งรอก 2-3 โรงเรียน) และ 1 คน สำหรับโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่เนื่องด้วยสถานะลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่อาจรับผิดชอบทางการเงิน และพัสดุได้ คนลงนามรับผิด (ซึ่งมักไม่ค่อยมีโอกาสได้รับชอบ) ก็ยังคงต้องเป็นครูประจำการอยู่ดี ครูหลายคนก็เลยเลือกที่จะทำงานนั้นเสียเองดีกว่าที่จะต้องไปลงชื่อรับผิด (ชอบ) ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รู้ ไม่ได้ทำมาเอง สุดท้ายพนักงานธุรการเหล่านั้น ก็เป็นได้เพียงเสมียนพิมพ์ดีด เด็กชงกาแฟ เด็กเดินเอกสาร และโอเปอเรเตอร์หน้าห้องผู้อำนวยการเท่านั้น ครูก็ยังไม่ได้ถูกคืนสู่ห้องเรียนตามจุดมุ่งหมายสักที ประเด็นนี้ผู้เขียนขอเสนอแนะทางออก (แบบไม่ต้องจ้างใครเพิ่ม และไม่ต้องไล่ใครออก) ว่า ให้ยุบสำนักงานเขตพื้นที่ ทั้งประถม และมัธยม ให้เหลือสภาพเพียงสำนักงานเล็ก ๆ แบบต่างประเทศ สพฐ.ทำการโอนเงินงบประมาณ และสั่งการถึงโรงเรียนโดยตรง แล้วกระจายให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่อยู่บนเขตกว่า 200 เขตเหล่านั้น ลงมาทำหน้าที่เบิกจ่าย / ทำงานด้านเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่โรงเรียนเสีย เพื่อให้สามารถรับผิดชอบงานได้เต็มที่ และครูจะได้กลับไปสอนหนังสือให้เต็มที่ ตามหน้าที่หลัก
3.ยุบขนาดห้องเรียนให้เล็กลง เพื่อครูจะได้ดูแลได้ทั่วถึง ไม่มีห้องเรียนประเทศใดจะใหญ่โตเท่าห้องเรียนไทย ครู 1 คน ต้องควบคุมดูแลนักเรียนถึง 50 คน หรือมากกว่านั้น สอนสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง แถมยังถูกสั่งให้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล เยี่ยมบ้านนักเรียนครบ 100% โดยไม่ผูกพันเรื่องงบประมาณ (หรือไม่รับผิดชอบนั่นเอง) ผู้เขียนว่า อย่างเก่งครูก็คงทำได้แค่สร้างหลักฐานเท็จมาหลอกกันเท่านั้น หากรัฐยังสั่งการโดยไม่มองโลกแห่งความเป็นไปได้จริง ก็ป่วยการจะไปดิ้นรนหานวัตกรรมต่าง ๆ ที่ว่าดีเลิศของชาติไหน ๆ มาใช้ เพราะบริบทห้องเรียนเราต่างกับเขาลิบลับ นวัตกรรมที่มีคุณค่าหลายอย่างที่ไทยนำเข้ามาแล้ว กลับเป็นได้เพียงแนวคิดสวยหรูของห้องเรียนในอุดมคติที่ใช้ไม่ได้จริง เพราะด้วยจำนวนผู้เรียนในห้องที่มีมาก วิธีสอนที่ได้ผล และสามารถบริหารจัดการห้องเรียนให้เป็นระเบียบได้ดีที่สุด ก็คือ “การบรรยาย (lecture)” และจะเอาเวลาตรงไหนไปเน้นผู้เรียนเป็นรายบุคคล หากครูยังต้องแบกภาระหนัก และทำงานสารพัด ด้วยค่าตอบแทนต่ำราวกับชนชั้นกรรมาชีพเช่นนี้ รัฐจะไปหวังเอาคุณภาพมาจากไหน พูดแบบแนวคิดทุนนิยม ก็คือ “ลงทุนแค่ไหนก็ได้ผลแค่นั้นแหละ”
รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ มาได้ถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปหลักสูตร การปรับปรุงกระบวนการผลิตครู การพัฒนาส่งเสริมศักยภาพครู การส่งเสริมวิทยฐานะ และค่าตอบแทนวิชาชีพ (แม้เรื่องหลังนี้ จะต้องไปปรับกระบวนการประเมินให้โปร่งใส ชัดเจน และเป็นระบบกว่านี้อีก) หากรัฐสามารถจัดการกับอุปสรรคใหญ่ที่เหลืออยู่ข้างต้นได้จริง การศึกษาไทยก็คงเข้ารูปเข้ารอยได้ในไม่ช้า แต่ตราบใดที่ยังแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ไม่ได้ คุณภาพการศึกษาก็คงพัฒนาขึ้นได้ยาก ยิ่งไปพยายามคิดโครงการปลีกย่อยอื่นขึ้นมา ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้ครู และดึงครูออกห่างนักเรียนมากขึ้น กลายเป็นยิ่งแก้ยิ่งยุ่งเหมือน “ลิงแก้แห”
ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเพียงภาพสะท้อนของปัญหาเท่านั้น ถ้าทุกฝ่ายยังมุ่งแก้ภาพมากกว่าแก้ปัญหา ผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อ ก็คือ นักเรียนตาดำ ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อันใด วันใดที่รัฐสามารถบริหารจัดการให้ครูได้ใช้เวลาทุ่มเทกับการสอนในห้องเรียน อย่างเต็มที่ วันนั้นโรงเรียนก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการถูกตรวจสอบอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยข้อสอบ NT, O-NET, LAS, PISA หรือสารพัดข้อสอบใดๆ.
ที่มา - เดลินิวส์ออนไลน์
แบ่งปันบทความ เสียงเล็ก ๆ ที่เริ่มได้ยิน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
มะลิ ไชยโวหาร · 20 ก.พ. 2554
เบนซ์ · 20 ก.พ. 2554
หนุ่มเมืองน้ำดำ · 20 ก.พ. 2554
เบนซ์ · 20 ก.พ. 2554
pokkiko oop · 20 ก.พ. 2554
teeraphong khongtuk · 20 ก.พ. 2554
นาย สัญญาลักษณ์ เติ้ล หงษ์อินทร์ · 20 ก.พ. 2554