แบบบ่น ๆ

  ติดต่อ

  บ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติครับ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครับ ว่าท่านจะสร้างเราไปทำบุญหรือทำบาปกับพี่น้องประชาชนชาวไทย  

เนื่องจากช่วงเช้าวันนี้เองครับ ผมได้รับโทรศัพท์ของพี่อวยพร จากเชียงใหม่ครับ ได้โทรมาถามเรื่องหลักสูตรพัฒนบูรณาการศาสตร์ ว่าเป็นอย่างไรต้องเรียนอะไรบ้าง ต้องอยู่ในพื้นที่ตลอดไหม โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่าย ค่าหน่วยกิตที่พี่เขาได้อ่านจากบันทึกเรื่อง "เงิน" กับ " การศึกษา"  ของผมเมื่อวานนี้ ก็เลยต้องเข้ามาชี้แจงที่ถึงมาที่ไปให้เข้าใจโดยทั่วกันครับ

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงจุดยืนของผมก่อนนะครับ เผื่อท่านที่เพิ่งเข้ามาติดตามบันทึกของนายรักษ์สุข เดี๋ยวจะคิดว่านายรักษ์สุขทำไมถึงคิดแบบนี้

จุดยืนของนายรักษ์สุขก็คือ "กบฏทางวิชาการ" ครับ

กบฏในที่นี้ของนายรักษ์สุข ไม่ได้แปลว่าพวกหัวรุนแรง พวกชอบหาเรื่องหาราวกับใครนะครับ แต่กบฏของนายรักษ์สุขนี่คือ กบฏต่อความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ถ้าเห็นสิ่งใดที่ไม่ดีไม่งาม ไม่ถูกต้องแล้ว นายรักษ์สุข เดินชนหมดครับ จะไม่มีทางที่จะพูดว่า "ไม่เป็นไร" ช่างมันเถอะ สงสารเขา อันนี้ไม่มีครับ ถ้าสิ่งที่เขาเหล่านั้นทำไม่ถูกต้องครับ เพราะนายรักษ์สุขกำลังฝึกตนให้เป็นบัณฑิตครับ (จากบันทึกเรื่อง บัณฑิต ) คือ ทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจครับ ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องทำในสิ่งที่เพื่อน ๆ หรือคนที่รู้จักกันมา ผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ นักพัฒนา จากบทความเรื่อง ชายขอบของนักพัฒนา ต้องเกลียดนายรักษ์สุขบ้าง แต่นายรักษ์สุขคิดว่า สิ่งที่ยั่งยืนที่สุด ความจริงแท้นั้นคือ "ความถูกต้อง" ครับ

เพราะ ความตั้งใจ ใฝ่ฝัน กับ "พัฒนบูรณาการศาสตร์"  ของนายรักษ์สุข หลังจากที่ได้รับฟังวิสัยทัศน์ และหลักการสูงสุดของ "พัฒนบูรณาการศาสตร์" ตอนนั้นแล้ว ตอบได้คำเดียวเลยครับว่า "นี่คือหลักสูตรในฝัน" มิใช่หลักสูตรในฝันของนายรักษ์สุขคนเดียวนะครับ แต่เป็นหลักสูตรในฝันของคนทั้งประเทศ ซึ่งโดยเฉพาะก็คือ "ชุมชน" ชาวบ้านตาดำ ๆ เนี่ยแหละครับ ซึ่งนายรักษ์สุขก็เป็นชาวบ้านตาดำ ๆ จากบ้านนอกคนหนึ่งเหมือนกัน ที่ได้ทั้งโดนทำบาปทำกรรม และไปทำบาปทำกรรมในฐานะนักพัฒนามาเนิ่นนานหลายปี "พัฒนบูรณาการศาสตร์" เป็นสิ่งที่ตอบคำถามได้ทั้งหมดว่า "เราจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร"

ทั้งพุทธเศรษฐศาสตร์ของ ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน ก็ดี การจัดการความรู้ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ก็ดี มหาวิชชาลัยภาคอีสานของ ปราชญ์ชาวบ้าน ท่านครูบาสุทธินันทื ปรัชพฤกษ์ ก็ดี ทุกอย่างมาร่วมมือประสานกันให้เกิด "พัฒนบูรณาการศาสตร์" เกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจโดยใช้หลักการทางพุทธศาสตร์ มาเป็นพื้นฐานหลักในการจัดการ โดยใช้การจัดการความรู้ โดยศรัทธาในตัวความรู้ของชุมชนอย่างแท้จริง มีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในเครือข่ายของปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสาน มีปราชญ์ชาวบ้านมาเป็น Co-Advisor ให้ ร่วมหัวจมท้าย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ใช้ชีวิตอยู่กับปราชญ์ชาวบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในระยะเวลา 3 ปี

การจัดการความรู้-พุทธเศรษฐศาสตร์-ปราชญ์ชาวบ้าน รวมกันเป็นหนึ่ง

อย่างนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย ๆ ในประเทศไทยนะครับ

แต่นั่นก็เป็นแค่วรรณกรรม หรือเป็นแค่ "ปริยัต" แนวคิดทฤษฎี ทุกอย่างต้องเกิดการ "ปฏิบัติ" ซึ่งได้ผ่านมาแล้ว 2 เดือน จนนายรักษ์สุข อดรนทนไม่ไหว เพราะเห็นว่า ชักจะเริ่มผิดลู่ผิดทางไปจากแนวคิดหลักของ "พัฒนบูรณาการศาสตร์" จึงได้เกิดบันทึก วาทกรรมพัฒนบูรณาการศาสตร์ ขึ้นมาครับ

ซึ่งก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อน ๆ และครูบาอาจารย์แถวๆ นี้หนักอยู่เหมือนกันว่าเป็นพวก กบฏ เด็กหัวแข็ง แค่นี้ก็ดีมากพออยู่แล้ว จะเอาอะไรอีกนักหนา นายรักษ์สุขไม่ต้องการอะไรหรอกครับ ขอเพียงแค่ "ความถูกต้อง" ก็พอ ไม่ต้องการความสะดวกสบาย หรูหรา แต่ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นถูกต้องและเป็นธรรมครับ

ก่อนอื่นต้องขอตอบคำถามพี่อวยชัยเรื่องค่าเล่าเรียนก่อนนะครับ

"พัฒนบูรณาการศาสตร์" ค่าเล่าเรียนถูกมาก ๆ ครับ ปริญญาเอกเทอมละ 3 หมื่นกว่าบาทครับ อาจจะถูกที่สุดในประเทศเลยก็ได้ครับ

แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ถูกหรือแพงครับ ปัญหามันอยู่ที่เงินที่ลงไปนั้น จะได้คืนกลับมาตามที่ ผู้ริเริ่มและผู้ร่วมสร้างหลักสูตรตั้งใจใฝ่ฝันไว้หรือเปล่า

เพราะนายรักษ์สุขคิดว่า ถ้ามหาวิทยาลัยของประเทศไทย สามารถผลิตบัณฑิตตามที่หลักสูตรใฝ่ฝันไว้ คือ เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาอย่างท่องแท้ โดยดำเนินงานตามหลักพุทธเศรษฐศาสตร์อย่างเข้าถึง และใช้การจัดการความรู้เป็นหลักในการดำเนินงาน ถ้าถึงจุดนี้ได้อย่างแท้จริง เงินล้านบาทหรือสิบล้านบาท ก็ยังหาซื้อไม่ได้เลยนะครับ

เพราะปัญหาในประเทศของเราเกิดขึ้นจากการพัฒนาที่เรียกว่าผิดร่องผิดรอยกันมาเยอะครับ โดยเฉพาะการศึกษากับการเป็น Xerox Machine Third Class และการมองเห็นชุมชนเป็นผักเป็นปลา เป็นแหล่งหาผลประโยชน์ในการเรียน การศึกษา การทำผลงานทางวิชาการ การหาประโยชน์ครับ

มีคำพูดคำนึงที่ทำให้นายรักษ์สุขถึงกับอึ้งครับ ที่ได้ยินจากชาวพัฒนบูรณาการศาสตร์ด้วยกันครับ ก็คือ เดี๋ยวพวกเราไปทำวิจัยเพื่อหาเงินใช้ก้นดีกว่า

นายรักษ์สุขแทบอยากเอาหัวโขกข้างฝาตายครับ แย่แล้ว ท่านศ.ท่านสองท่าน กำลังติดอาวุธเพื่อไปทำร้ายคนหนักกว่าเดิมอีกนะนี่

เพราะความมั่นใจจะเกิดขึ้นสูงขึ้น ๆ ๆ ๆ จากการได้ปริญญาที่สูงขึ้น แถมยังได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน ศ.ดร.อภิชัย และลูกศิษย์ของท่าน ศ.นพ.วิจารณ์ ความมั่นใจในการทำงานสูงขึ้นไปอีก ถ้าทำถูกทำดีสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่วิเศษมาก ๆ แต่ถ้าติดอาวุธไปผิดแล้วล่ะก็ .....ไม่อยากจะคิดเลยครับว่า อีกกี่หมื่น กี่แสน หรือกี่ล้านคน จะต้องพบเจอกับวิบากกรรมจากมือพวกเรา นักพัฒนา ที่เรียกชื่อว่า "พัฒนบูรณาการณศาสตร์"

ปัญหาตอนนี้มิได้อยู่ที่ผู้ใหญ่หรอกครับ แต่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติที่ยังทำงานกันอยู่แบบ เช้าสองชามเย็นสามชามกันอยู่ที่ ที่นายรักษ์สุขบ่น ๆ ไปในเรื่องของ "เงินกับการศึกษา" ครับ

นายรักษ์สุขอาจจะเรียนและทำงานทางด้านบริหารธุรกิจมามากเกินไปหน่อย ซึ่งอาจจะคาดหวังสูงสำหรับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการครับ

แต่ในทางกลับกัน ถ้าคิดให้ดี เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการเนี่ยรับเงิน "ภาษี" จากพี่น้องในประเทศเรานะครับ ถ้าวัน ๆ นึงมัวมาเสียบบัตรตอนสองโมง ออกไปกินข้าวเช้าสามโมง เริ่มงานสี่โมงเช้าแบบนี้ล่ะ เจริญกันแน่ ๆ เลยครับ

เนี่ยแหละครับสิ่งที่เขาชอบเรียกนายรักษ์สุขว่า "พวกนอกคอก" หรือไม่ค่อยคิดอะไรตามอย่างที่คนอื่นเขาทำ Social Norm จากบันทึกเรื่องนิทานเรื่อง "คนไม่มีตาหลัง" เขาเป็นอย่างไรกัน คิดแผลง ๆ กว่าชาวบ้านเขาเรื่อยครับ

แต่บอกตรง ๆ ว่าเห็นแล้วทนไม่ไหวจริง ๆ ครับ คิดถึงเงินภาษีที่พี่น้องเสียกันมา แล้วให้คนเหล่านี้นั่งรถอินเตอร์เนทกันเพลินตาเพลินใจ เปิดไฟเปิดแอร์กันสบายใจในห้องทำงานอันหรูหราแล้ว ทนไม่ไหวจริง ๆ ครับ

ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไปครับนายรักษ์สุขคิดอย่างนั้น

เพราะเรายืนอยู่บนความถูกต้องใช่ไหมครับ หรือทุกท่านคิดว่า ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่กินภาษีของประชาชนเนี่ย จ้างมานั่งเล่นเฉย ๆ ไม่ต้องทำงานอะไรครับ

ที่นายรักษ์สุขเล่ามาทั้งหมดนี่ก็เพราะว่า จุดเล็ก ๆ เหล่านี้เรามองข้ามไม่ได้ครับ เพราะ "พัฒนบูรณาการศาสตร์" กำลังจะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่

การปรับเปลี่ยนแนวความคิดของนักพัฒนารุ่นเก่า สู่นักพัฒนารุ่นใหม่ตามหลักพุทธเศรษฐศาสตร์ ถ้าหลักสูตรเอง เจ้าหน้าที่หรือผู้ดูแลหลักสูตรเองยังทำไม่ได้ นายรักษ์สุขเองก็ไม่มั่นใจว่า "เขาจะสร้างเราออกมาได้อย่างไร" ครับ ในเมื่อเขายังทำไม่ได้เลย

อันนี้เป็นสิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างนะครับ เพราะเมื่อก่อนตอนที่นายรักษ์สุขสอนหนังสือเด็กอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นายรักษ์สุขรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเสมอที่ต้องสอนหนังสือเด็กในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่อง "บริการ"

เมื่อก่อนวิชาที่สอนหลัก ๆ ก็คือ ธุรกิจบริการ ทุกครั้งที่นายรักษ์สุขพูดถึงงานบริการที่ไรก็รู้สึกไม่ดีทุกทีเลยครับ เพราะตัวเองบางครังก็ทำไม่ได้ หรือเห็นในคณะฯตัวเองทำ ก็ยังบริการไม่ดี แล้วเรายังจะไปมีหน้าสอนคนอื่นเขาอย่างไรกัน

ดังนั้นนายรักษ์สุขก็เลยต้องเริ่มทำต้องเริ่มฝึกตนเองก่อน ทุกอย่าง ทุกอย่างที่จะนำไปสอนเด็ก ทุกอย่างที่พูดหน้าห้องต้องลองทำ ต้องทำให้ได้ก่อนครับ เพราะนั่นจะทำให้สิ่งที่เราพูดออกไปสามารถผ่องถ่ายไปยังผู้รับและผู้รับสามารถนำไปต่อยอดได้ครับ ถ้าไม่อย่างงั้นให้เด็กไปอ่านหนังสือเองดีกว่า ดีกว่ามานั่งดูเราปิ้งแผ่นใสแล้วก็พูดไปเรื่อย ๆ เสียเวลานักศึกษาเปล่า ๆ ครับ

เพราะฉะนั้นถ้านายรักษ์สุขเจออะไรที่มันไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม นายรักษ์สุข จะโวยตลอดครับ (ดีหรือเปล่านี่) เพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องนั่งรับกรรมอย่างเราครับ

ตอนนี้อินเทอร์เนทที่นี่มีปัญหามาก ๆ แต่หลักสูตรเขาก็บอกว่า ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เราจะทำอย่างไรได้ล่ะครับ เขาไม่ทำเราก็ไม่มีใช้

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่นายรักษ์สุขไม่สามารถเข้าไปตอบกระทู้ความคิดเห็นและอ่านบันทึกของเพื่อน ๆ ได้ครับ เพราะถ้าจะเปิดแต่ละหน้านี่ก็ต้องใช้เวลามากโข ฉะนั้นก็เลยได้แต่ส่งงานที่เป็นภาระหลักของตัวเองก็แทบแย่อยู่แล้วครับ

ตอนนี้ก็ได้แต่เจียดเงินค่าข้าวไปใช้อินเทอร์เนทคาเฟ่ที่หน้าหอพักครับ ก็เป็นทางออกที่น่าจะดีขึ้นนิดนึงครับ

วันนี้ก็บ่นมาค่อนข้างมากครับ ก็เลยตั้งชื่อบันทึกว่า "แบบบ่น ๆ" ครับ ก็พลิกแพลงมาจากคอนเสิร์ตของพี่เบิร์ดครับ เขาแบบเบิร์ด ๆ นายรักษ์สุข แบบบ่น ๆ ครับ แต่ขอบ่นเสียงดังหน่อยครับ

บ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติครับ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครับ ว่าท่านจะสร้างเราไปทำบุญหรือทำบาปกับพี่น้องประชาชนชาวไทย 

นายรักษ์สุขเคยบอกไว้หลายครั้งว่า นายรักษ์สุขทำบาปมามากแล้ว ที่มาเรียนก็เพื่อที่อยากจะไปทำสิ่งที่ดี ๆ กับชุมชนบ้างครับ

หรือไม่แน่พอผู้บริหารได้อ่านบันทึกนี้ นายรักษ์สุขอาจจะต้องเก็บกระเป๋ากลับอุตรดิตถ์ยังไม่ทันตั้งตัวก็ได้ครับ เพราะอาจจะบ่นแรงไป

แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีใจครับ ที่ได้ออกมายืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง

ทุกอย่างอยู่ที่ใจครับ ถ้าใจเราคิดดี ทำดีแล้ว

สิ่งดี ๆ ต้องเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอนครับ

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

ว่าที่นักศึกษาปริญญาเอก สาขาพัฒนบูรณาการศาสตร์

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 42727, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #ปริญญาโท#หลักสูตร#ปริญญาเอก#พัฒนบูรณาการศาสตร์#มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

บันทึกที่เกี่ยวข้อง 
บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (6)

หลายครั้งที่หลายคนอยากจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เงื่อนไขต่างๆ ที่ืำทำให้สิ่งที่อยากจะทำ เปลี่ยนไป ในเมื่อไม่สามารถจะไปแก้ไขอะไรได้ในเวลานี้ เสียงบ่นหนึ่งเสียง อาจจะมีคุณค่าในวันต่อไป เสียงบ่นไปสร้างความคิด อาจจะกลายเป็นประเด็นให้แลกเปลี่ยน และอาจจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือการเสวนาในที่ต่างๆ

แต่ชีวิตในโลกปัจจุบัน ก็ต้องอิงกับปากท้อง และเงินๆทองๆ ไม่เช่นนั้น คงจะลำบาก และไม่สามารถทำความฝัน ความตั้งใจให้เกิดขึ้นจริงได้

เวลาที่เห็นหลักสูตรที่น่าสนใจ และอยากเรียน แน่นอนครับ นายบอนก็ต้องดูก่อนว่า จะสานฝันให้เป็นจริงมั้ย ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ล่ะ  ส่วนเรื่องอืี่นๆ ที่ว่าจะต้องทำอะไรบ้า่ง อยู่ในพื้นที่ตลอด ฯลฯ ส่วนนั้น เรืองเล็กครับ แต่ค่าใช้จ่ายนี่ เป็นปัจจัยหลักจริงๆ ทั้งๆที่เป้าหมายจริงๆ คือ ประสบการณ์และความรู้ที่จะได้จากหลักสูตรนั้น

ไล่สายตาไปในแต่ละบรรทัดของบันทึกนี้ อือม ใช่เลยครับ ใช่ๆๆๆๆๆๆ สมควรต้องหยิบไปทำเสวนาจานส้มตำในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป!!!
จรัณธร
IP: xxx.97.66.55
เขียนเมื่อ 

ผมมั่นใจว่ายังมีอีกหลายคนๆ ที่มีความคิดแนวเดียวกันกับอาจารย์ปภังกรครับ...

แน่นอนครับอาจาย์  ยังมีอีกหลายๆ หลักสูตรที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับที่อาจารย์ได้ประสบอยู่

  • วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของภาควิชาในหลายๆ แห่ง เป็นเพียงแค่วรรณกรรม ดังที่อาจารย์ปภังกรได้กล่าวไว้  ซึ่งนั่นเป็นเรื่องแท้จริงครับ 

เรื่องแบบนี้ มันมีเงื่อนไขมากมาย ที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถกล่าวออกไปได้ หรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

เอาเป็นว่าผมขอพูดตรงๆ ครับ   ถ้าอาจารย์ปภังกรไม่พูดเรื่องนี้ แล้วใครจะไปกล้าพูดครับ

  • ผมคิดแบบเดียวกันกับอาจารย์ครับ
  • ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
  • ครูบาสุทธินันทื ปรัชพฤกษ์ พิมพ์ชื่อครูบาผิดครับ
  • ผมมาให้กำลังใจ ทุกครั้งจะอ่านแต่ว่าบางครั้งไม่ได้ทิ้งร่องรอยพันธะทางใจไว้
  • รอดูปัญญาของชาติที่กำลังเบ่งบานในหลักสูตรนี้ครับ ใช่ไหมครับอาจารย์จรัณธร

ขอบคุณมากครับคุณบอนที่จะหยิบประเด็นไปเสวนาในจานส้มตำครับ

เผอิญผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะยึดถือความถูกต้องมากไปหน่อยน่ะครับ บางครั้งยอมอด ยอมอยู่แบบไม่มีอะไรกินน่ะครับ ถ้าจะให้ไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือเพิกเฉยต่อความอยุติธรรมน่ะครับ

เพื่อน ๆ ก็เลยให้ฉายาว่าจอมบ้าบิ่นน่ะครับ

นั่นน่ะสิครับอาจารย์จรัณธร ถ้าผมไม่พูดแล้วใครจะไปกล้าพูดครับ คนอื่นก็ได้แต่ "อย่างไงก็ได้ ๆ" แล้วแต่เขา

ประเทศชาติถึงไม่ค่อยเจริญน่ะครับ

แต่พอใครลุกขึ้นมาทำอะไรที่แตกต่างไปจากที่คนหมู่มากเขาทำกัน เนี่ยแหละครับประชาธิปไตยครับ ทำไปก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายครับ พูดไปก็เสียว ๆ เหมือนกันครับ

ตอนแรกว่าจะลบบันทึกนี้ออกอยู่น่ะครับ แต่อย่างไงก็พิมพ์ไปแล้วครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดครับ

ขอบพระคุณสำหรับกำลังใจมาก ๆ ครับ

ขอบคุณมากครับอาจารย์ขจิต

เรื่องพิมพ์ผิดของผมนี่แก้ไม่หายครับ ถ้าอาจารย์ขจิตเจอเตือนได้เลยนะครับ

รอดูปัญญาของชาติเลยเหรอครับ

ได้เลยครับ จะไม่ทำให้ผิดหวังครับ