ฉันรู้สึกตื้นตันใจมาก ทุกครั้งที่มีใครเอาอาหารที่ทำเองร้อนๆ ใส่ถ้วยมาให้

ฉันรักคนข้างบ้าน

              จากวันนั้น (ที่ฉันเกิด)จนถึงวันนี้     ฉันก็ได้ตำแหน่ง ส.ว.  อย่างเต็มภาคภูมิ   (ไม่ใช่ส.ว.ทางการเมืองหรอกนะ   แต่เป็นส.ว. ตามอายุ     เมื่อก่อนมีแต่คนเรียกน้อง  เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ถูกเรียกว่าคุณป้าก็เป็นคุณยายไปเลยที่น่ายินดีก็ คือคนข้างบ้าน  สอนลูกให้เรียกฉันว่าย่าทวด)    ฉันเกิดที่ชัยภูมิ    เคยไปเรียนที่สุรินทร์  ไปอาศัยพี่ชายอยู่ที่บุรีรัมย์   ไปเรียนที่ขอนแก่น    มาลำบาก  เอ๊ย…. ไม่ใช่   มาทำงานที่กรุงเทพฯ….ฉันจึงเคยมีคนข้างบ้านมากมาย …. ผู้คนเหล่านั้น หลายคนฉันรักมาก        เพราะ ……………………….

            “เหมียว”   เปิดบ้านเป็นร้านรับงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิก    นอกจากเหมียวจะเก่งคอมพิวเตอร์แล้วเหมียวยังทำกับข้าวอร่อย    เป็นที่ปรึกษาที่ดีทุกเรื่อง   เวลาเครื่องคอมฯ ฉันเสีย   ไวรัสกิน   แบตเตอร์รี่เสื่อมอย่าให้เหมียวรู้  เพราะเหมียวจะรีบมาเอาไปซ่อมให้(ฟรี)     ฆ่าไวรัสเรื่องเล็ก  ล้างเครื่องเรื่องจิ๊บๆ  ลงโปรแกรมใหม่เรื่องจ้อย   (แต่ถ้าคอมพิวเตอร์หาย  เหมียวคงจะช่วยไม่ได้หรอกนะ)    ทุกเรื่องที่กล่าวมาเรื่องเล็กสำหรับเหมียว   แต่เรื่องใหญ่มากสำหรับดิฉัน   …   เหมียวจะเป็นแม่บ้านเต็มตัว  ทำกับข้าวอร่อย แต่ฉันจะเป็นแม่บ้านสมัยใหม่  ซื้อแกงถุงทุกวัน หรือไม่ก็ฝากท้องไว้ที่ร้านอาหาร  ฉันรู้สึกตื้นตันใจมาก  ทุกครั้งที่มีใครเอาอาหารที่ทำเองร้อนๆ ใส่ถ้วยมาให้    เหมือนได้ย้อนกลับไปในอดีต  สังคมบ้านฉันที่อบอุ่นในวัยเด็ก   หลายครั้งที่ฉันกลับบ้านดึก   แล้วเหมียวถือถ้วยแกงมาให้   และบอกว่า  “เหมียวคอยพี่ตั้งนาน   อุ่นแล้วอุ่นอีก   เพื่อให้พี่ได้กินร้อนๆ ไง   คิดว่าแกงเหมียวจะเป็นหมันเสียอีกนะนี่”   ฉันซึ้งใจมากมายจริงๆ

                “ เปา ”   เป็นเสมือนนักข่าวประจำหมู่บ้านของฉันเลยทีเดียว    เพราะเปาช่างพูด   มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี  เวลาเกิดเรื่องราวอะไรในหมู่บ้าน  เปาจะรู้เร็วมาก  โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน   เปาจะช่วยทำให้ฉันระมัดระวังตัวเพิ่มขึ้น   ชีวิตปลอดภัยขึ้น  ฉันได้รู้จักผู้คน รับรู้เรื่องราวในหมู่บ้านได้มากขึ้น    ก็เพราะเปา  แล้วเปาก็ยังใจบุญสุนทาน  กฐินผ้าป่าไม่เคยพลาด   ปฏิบัติธรรมก็ชอบ   เวลามีงานที่บ้านฉัน  ถึงไม่ได้ไปบอก  แต่ถ้าเปารู้  เปาจะมาช่วยงานด้วยความเต็มใจ

“ น้องสนั่น” เป็นพี่ชายของเปา  มีภรรยาและลูกชายที่น่ารัก   เป็นคนมีน้ำใจ  รู้จักกาลเทศะ   “ปีเก่าไปปีใหม่มา”   ถ้าน้องสนั่นอยู่บ้าน  จะแวะมาสวัสดีทุกครั้งและไม่ลืมที่จะถือปฏิทินน่ารักๆ  มาฝาก     นานๆ ครั้งที่น้องมีงานพบปะเพื่อน  เลี้ยงสังสรรค์   มีการดื่มกิน เฮฮาปาร์ตี้สนุกสนานกันบ้าง   น้องจะมาบอกว่า  พี่ครับขออนุญาตเสียงดังหน่อยนะครับ”    ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งเพื่อนบ้านดีๆ  มาให้

“น้องปรีดา”   น้องชื่อไทยๆ   แต่หล่อ  หน้าตาดีเทียบขั้นพระเอกเกาหลีเลยล่ะ    น้องมีภรรยาและลูกชายน่ารักทั้งคู่    ทั้งน้องและภรรยาเป็นคนดี  มีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเพื่อนบ้านมาตลอด  รวมทั้งฉันด้วย  น้องจะบอกเสมอว่า   “  ถ้ามีงานอะไรเบาๆ ที่ผมช่วยได้ บอกนะ   ไม่ต้องเกรงใจ  แต่งานหนักผมไม่ไหวนะพี่”น้องจะเป็นคนตรง  มีอารมณ์ขัน   งานหนักของน้องก็คืองานที่ต้องใช้กำลังแบกหาม   น้องจะทำไม่ได้  เพราะน้องผอมเพรียว สำอางแบบพระเอกนั่นแหละ  แต่งานเบาๆ ของน้อง  มันก็เป็นงานใหญ่และน่าหนักใจของพี่ทุกงาน    เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือช่าง  เช่น  ก๊อกแตก  น้ำรั่ว   น้ำไม่ไหล   ไฟฟ้าดับ   ไฟฟ้าช็อต   น็อตหลุด

                “น้องหน้าบ้าน”  เป็นสามี – ภรรยาคู่หนึ่ง  ที่ฉันยังไม่รู้เลยว่าน้องชื่ออะไร   เพราะน้องเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่   ฉันออกจากบ้านขณะที่ฟ้ายังไม่สาง  กลับบ้านมืดค่ำดึกดื่นแทบทุกวัน   อารมณ์อยากผูกไมตรีกับใครแทบจะไม่มี    ที่สำคัญน้องทั้งสองประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง  มีลูกน้องวัยรุ่นเป็นสิบ ๆ คน   ฉันไม่ค่อยคุ้นเคยแต่ที่รู้สึกดีๆ  กับน้องทั้งสอง   เพราะน้องจะคอยดูแล  กำชับไม่ให้ลูกน้องทำอะไรที่ไม่สุภาพ  ไม่ดีงามกับเพื่อนบ้าน   เช่น น้องจะคอยบอกให้ลูกน้องเก็บเศษถุงขนม กระป๋องกาแฟ  กระป๋องเบียร์  ให้ลงถังหน้าบ้านสะอาดสะอ้าน  ไม่มีเสียงดังอะเอะโวยวาย ไม่มีการกินเหล้าเมาอาละวาด   เช้าออกไปทำงานเย็นกลับบ้านเข้านอนเหมือนทุกๆ บ้าน     ฉันเคยอยู่เงียบๆ  ทำงานอย่างสุขสบายในเวลากลางคืนดึกๆ  ก็ทำได้เหมือนปกติ  ที่ดีกว่าเดิมคือรู้สึกเหมือนปลอดภัยเพิ่มขึ้น  เพราะน้องจะชอบเปิดไฟหน้าบ้านให้สว่างไว้ทั้งคืน  (ไม่เกี่ยวกับความประหยัด  เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัย)    บางคืนฉันไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล หรือมีธุระ  ต้องกลับบ้านดึกมาก  เมื่อมาถึงหน้าบ้าน   (ไฟฟ้าอัตโนมัติที่สว่างเองเมื่อฟ้ามืด  เสียบ่อยมาก เลยไม่ซ่อม  รวมทั้งไฟของหมู่บ้านที่หลอดเสีย  2   ปีแล้วก็ไม่มีใครซ่อมให้) หน้าบ้านฉันจึงมืดสนิทในคืนที่ไร้เดือนและดาว    แต่เมื่อน้องมาอยู่    น้องจะเปิดไฟสว่างไสวสาดส่องเข้ามาถึงบ้านฉันเต็มๆ    และหลายครั้งที่สังเกต   น้องจะเปิดไฟในบ้านเพิ่มและเปิดประตูออกมายืนที่ชานบ้านข้างบน    ลักษณะส่อเจตนาดี   เหมือนตื่นมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน    (ฉันรู้สึกดีมากๆ)

                ฉันยังมีคนข้างบ้านที่ดีๆ  อีกมากมายหลายคน  ในสังคมหมู่บ้านจัดสรร  ของกรุงเทพมหานคร  และฉันก็ยังมีเรื่องราวดีๆ  ในชีวิตอีกมากมายที่อยากจะบอกเล่า  และฝากบอกทุกคนว่าโชคดีจัง ที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย โชคดีที่มีโอกาสได้พบเจอคนดีๆ    (คิดดี   พูดดี   ทำดี   ชีวีมีสุข …  มาสร้างพลังบวกให้ชีวิตกันเถอะ)

              คนข้างบ้านที่ฉันกล่าวถึง มีคุณลักษณะของความเป็นคนไทย คือ มีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ใจบุญสุนทานมีสัมมาคารวะ  รู้จักกาลเทศะ  มีมารยาทสังคม   มีจิตอาสาและปรารถนาดีกับทุกคน     เพราะอย่างนี้ล่ะ  ฉันถึงได้รักคนข้างบ้าน   และหวังว่าคนข้างบ้านก็คงจะรักฉันด้วยนะ

                  …………………………………………………………………..

                       อัมพร   ทานประสิทธิ์

                       18 กุมภาพันธ์ 2554