การเดินทางไปพบ ดร.ศศินันท์ พูลลาภ "มาตายี" ตามนัดหมาย  โดยพวกเราจะมุ่งตรงไปที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด  ภายหลังได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากมาตายีว่า "รอนัดพบที่ร้อยเอ็ดดีกว่า

            เส้นทางถิ่นนี้ฉันมั่นใจในการเป็นผู้แนะนำทาง  เพราะครั้งหนึ่งที่ฉันอยู่ภาคอิสาน ในยามว่างฉันมักจะขับรถไปชมบ้านชมเมืองแทบทุกอำเภอ และทุกจังหวัด  ทำให้ได้ทบทวนอดีตอีกครั้งว่ากาลเวลาเปลี่ยนไปบางอย่างก็คงอยู่แต่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น  บางอย่างก็เปลี่ยนไปเพื่อการพัฒนานั่นเอง

            ครั้งแรกที่เจอกันจากหน้าต่างรถคนละฝั่งถนน  เพราะเราเจอกันในบล็อกเป็นประจำและทั้งทางโทรศัพท์  ความสนิทคุ้นเคยฝังตัวมานานแล้วด้วย  และขับรถตามกันไปที่โรงแรมเพชรรัชต์การณ์เด้นท์  กระแตดูแลและรับรองเราทุกอย่างอาหารเย็น ค่าที่พัก อาหารกลางวันอีกมื้อก่อนลากลับ

            วันรุ่งขึ้นกระแตได้แบ่งปันประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาและรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำกับคุณณัฏฐ์  เกี่ยวกับงานวิจัยฯ ที่ล็อบบี้ของโรงแรมที่ัพวกเราพัก  จนกระทั่งเที่ยงวันจึงไปทานอาหารกลางวันต่อที่ร้านส้มตำ  ที่ขึ้นชื่อของร้อยเอ็ด

            "คนดี ๆ ในสังคมที่ทำแบบนี้ยังมีอีกหรือ  ทำไมจึงไม่มีใครมาค้นพบ  มาตายีทำได้อย่างไร เก่งจัง  แล้วเราควรจะช่วยเขาได้อย่างไร  เราต้องช่วย เราต้องหาทางช่วยเขานะ" เป็นประเด็นข้อสนทนาของพวกเรา ๓ คนตลอดทางที่เดินทางกลับพิษณุโลก

             เกี่ยวกับโรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์  ที่ดำเนินงานโดยมาตายี  ที่สืบต่อจากครอบครัวมาเป็นเวลากว่า ๗๐ ปีมาแล้ว   ปัจจุบันได้เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ ๑  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีนักเรียนจำนวน ๕๓๒ คน  และครู ๓๓ คน

              โรงเรียนเอกชนที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ทราบได้ว่มีอีกแห่งหนึ่งคือที่นี่ มาตายี่เล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า "นักเรียนทุกคนได้รับการบริการฟรีทุกอย่างโดยเสมอภาคกัน  เพราะนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่แตกแยก ขาดแคลน พ่อแม่เสียชีวิต ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับญาติและคนอื่น"

              เคยได้ยินว่ามีโรงเรียนเอกชนมีระดับ  ที่ทำแบบนี้โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน  แต่เขาเสียค่าใช้จ่ายด้านอื่น  แต่โรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์ของมาตายี  นี้ฟรีหมดทุกอย่างแม้กระทั่งอาหารกลางวัน  และพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย

            ครูทุกคนในโรงเรียนหากไร้ซึ่งความมีจิตสาธารณะแล้วจะอยู่ไม่ได้  เงินเดือนครูนั้นทางโรงเรียนจ่ายให้เต็มวุฒิ  ได้รับงบประมาณสนับสนุนรายหัวตามปกติจากสำนักงานการศึกษาเอกชนเท่านั้น การบริหารจัดการด้วยกลยุทธ์ในการต่อสู้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้โรงเรียนดำรงอยู่ "เพื่อเด็ก"เท่านั้น

             "จะอย่างไรก็ตามโรงเรียนเชื้อจรูญวิทย์จะล้มไม่ได้เป็นอันขาด  หากโรงเรียนล้มลงเมื่อไหร่  เด็กเกินกว่าครึ่งจะต้องสับสนไร้ที่พึ่ง"  นำเสียงของมาตายียังก้องหูฉันอยู่จนทุกวันนี้

              ไม่มีคำกล่าวใดนอกจาก "ขอเป็นกำลังใจ" ให้มาตายีบริหารและนำโรงเรียนให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง  และที่รอดมาได้ทุกวันนี้  ด้วยความรัก ความศรัทธาที่มุ่งมั่นของผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูที่มีจิตวิญญาณของการเป็น "ผู้ให้" อย่างน่ายกย่องว่าเป็นการทำเพื่อสังคมโดยแท้จริง