ย้อนกลับไปในจักรวาลอันเวิ้งว้าง เมื่อโลกยังมีแต่ความเปลี่ยวเหงา เทพซุสปรารถนาจะให้มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลกอันกว้างใหญ่ จึงได้มอบหมายให้เอพิธีอุส ซึ่งเป็น ผู้ทำอะไรก่อนคิดได้สร้างสัตว์โลกขึ้น เอพิธีอุสใช้ความสามารถทั้งหมดของตนสร้างสัตว์หลากหลายเผ่าพันธุ์ให้มีความเก่งกาจแตกต่างกันไป จนในที่สุดเอพิธีอุสก็หมดความสามารถที่จะสร้างสัตว์ใดๆ ที่จะเก่งกาจไปกว่าที่ตนได้สร้างขึ้นมาแล้วได้อีก
แต่เทพซุสยังคงมีพระประสงค์จะให้มีสิ่งมีชีวิตที่ล้ำเลิศยิ่งขึ้นไปอีก เอพิธีอุสจึงเสนอให้พี่ชายของตน นามว่าโพรมิธีอุส อันหมายถึง ผู้คิดก่อนทำ รับหน้าที่สร้างสิ่งมีชีวิตอันล้ำเลิศขึ้น และแล้วสิ่งมีชีวิตนั้นก็อุบัติขึ้นบนโลก มนุษย์ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ใดๆ ในโลกย่อมมิอาจบริบูรณ์พร้อม เมื่อมนุษย์ถูกสร้างให้มีปัญญาล้ำเลิศ มนุษย์ก็ย่อมบกพร่องในด้านอื่น เมื่อแรกเกิดนั้นก็มิสามารถดูแลตนเองได้ เขี้ยวเล็บจะใช้ล่าเหยื่อก็ไม่มี แล้วเจ้าจะอยู่รอดในโลกที่มีแต่สัตว์ผู้แข็งแกร่งได้อย่างไรเล่าบุตรแห่งโพรมิธีอุส
ความรักและความเมตตาอันมากล้นเหลือประมาณที่มีต่อมนุษย์ ทำให้โพรมิธีอุสลืมความหวาดกลัวต่อคำสาปแช่ง และโทษทัณฑ์ของซุสผู้เป็นใหญ่ไปสิ้น ปรารถนาเพียงสิ่งล้ำค่าที่จะสามารถปกป้องและนำความเจริญมาสู่มนุษย์ได้ โพรมิธีอุสเดินทางสู่วิหารของเทพซุสบนเขาโอลิมปุสเพื่อขโมยดวงไฟมามอบให้แก่มนุษย์ได้ใช้ป้องกันตนจากภยันตราย และก่อเกิดวัฒนธรรมอันเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต สืบต่อเผ่าพันธุ์ต่อไป
แม้เสี่ยงต่อโทษทัณฑ์แต่ด้วยความรักในมนุษย์ผู้เป็นดั่งบุตร โพรมิธีอุสก็สามารถนำเอาดวงไฟจากวิหารของเทพซุสมามอบให้แก่มนุษย์คนแรกได้สำเร็จ แล้วมนุษย์ผู้เลิศล้ำปัญญาก็ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมมากมายจากดวงไฟดวงแรกนั้นสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น ความเจริญก้าวหน้าและความผาสุกเกิดแก่มวลมนุษยชาติถ้วนทั่ว
แต่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีผู้ที่ทุกข์ทนทรมานมานานนับร้อยนับพันปี ใครกันเล่าใครกัน โพรมิธีอุสเทพผู้ให้ชีวิตและความรักต่อเหล่ามวลมนุษย์อย่างไร้ข้อกังขานั่นอย่างไรล่ะ นับแต่วันที่ได้มอบดวงไฟให้แก่มนุษย์อันเป็นที่รักสำเร็จ โพรมิธีอุสก็ถูกจองจำ ตรึงกับไม้กางเขนถูกนกปากเหล็กจิกกินตับจนสิ้นใจ เมื่อรุ่งอรุณวันใหม่ตับก็จะงอกขึ้นมาให้นกจิกกินอยู่วันแล้ววันเล่า เหล่ามนุษย์ผู้พร่ำสวดภาวนาว่ารักเทพโพรมิธีอุสเสียเหลือเกินทำอะไรกันอยู่เล่า จึงปล่อยให้ผู้ที่รักต้องเจ็บปวดแสนสาหัสนับโกฏิปี มิเคยมีผู้ใดคิดช่วยเหลือโพรมิธีอุสสักผู้เดียวด้วยเกรงอาญาแห่งเทพซุสเป็นเหตุอ้าง
ท่ามกลางมวลมนุษย์ผู้ขลาดและดูดาย ผู้กล้าได้เกิดขึ้นแล้ว เฮอร์คิวลิสมนุษย์ผู้มากล้นด้วยพละกำลังและความกล้าหาญ ได้เดินทางไปปลดปล่อยโพรมิธีอุสผู้มอบชีวิตและความรักให้หมู่มวลมนุษยชาติ โพรมิธีอุสผู้ถูกละทิ้งจากลูกหลานแห่งตน ลูกหลานที่เดินทางผ่านกาลเวลาจนพาพวกเขาออกห่างจากเทพผู้ให้กำเนิด ออกห่างจากสายเลือดแห่งความเป็นพี่น้อง หลงวนเข้าสู่กรงขังของตัวตน ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนแห่งความสุขและผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ถูกแบ่งกั้นด้วยกำแพงของความต่าง หลบซ่อนอยู่หลังเงามืดของความขลาดกลัว มวลมนุษย์ผู้น่าสงสาร
บัดนี้ควรถึงเวลาแห่งการปลดปล่อย เฮอร์คิวลิสผู้กล้าหาญได้เดินทางสู่ยอดเขาแล้วมิใช่เพื่อปลดปล่อยโพรมิธีอุสด้วยความรักและบูชาเท่านั้น แต่เฮอร์คิวลิสได้ปลดปล่อยพันธนาการแห่งการแบ่งแยกที่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งมนุษย์เอาไว้ช้านานด้วย
แสงไฟแห่งรักและมิตรภาพประดุจพี่น้องสายเลือดเดียวกันได้ถูกจุดสว่างขึ้นอีกครั้ง โพรมิทีอุสมิเคยลังเลที่จะมอบความรักแด่มวลมนุษยชาติแม้ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากใดๆ เหล่ามนุษย์ที่พร่ำบ่นอยู่มิขาดถึงความรักของตนที่มอบให้แด่โพรมิธีอุสผู้เป็นดั่งบรรพบุรุษของเราทั้งหลาย
อย่าปล่อยให้ความรักและปรารถนาดีเหล่านั้นเป็นเพียงถ้อยคำในสายลม จงลุกขึ้นเถิด ปลุกเฮอร์คิวลิสในตัวของท่านปลดปล่อยพันธะแห่งตัวตน กระชากโซ่ตรวนแห่งความเห็นแก่ตัว ทำลายกำแพงแห่งความต่าง เดินออกจากเงามืดแห่งความกลัวด้วยความกล้าหาญ กล้าที่จะเป็นผู้ให้ความรักแก่มวลมนุษยชาติ ผู้เป็นดั่งสายเลือดเดียวกัน