แม่บอกว่า ไม่เข้าใจความคิดของลูก ๆ เงินที่ไม่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานเข้าแลกมันจะยั่งยืนได้อย่างไร?

 

 

 

“..และสำหรับผม .. เมื่อก่อนก็มองว่า ..

ทำงานให้มากเข้าไว้ ความภาคภูมิใจจะมาเอง

แต่ระยะหลัง เปลี่ยนเป็น ...ทำงานให้มากเข้าไว้ ความสงบ เยือกเย็นใจจะมาเอง"

: Pinit Punchuen

 

 

                ข้อความนี้ทำให้คิดไปถึงคำสั่งสอน และ  "คำสั่ง" ของ “เตี่ยและแม่” สมัยที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่  คำสั่งสอนนั้นมีมากมายหลายข้อ ได้ยินได้ฟังตั้งแต่เด็กจนโต  ส่วน “คำสั่ง” ที่ลูก ๆ หลาน ๆ ต้องรับปากมีเพียงข้อเดียวคือ

  • ห้ามทำมาหากินด้วยอาชีพที่ใช้ “เงินไปต่อเงิน”  อาทิ การนำเงินไปออกดอกเงินกู้  การให้กู้ยืมเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการงิน  

 

               เมื่อเตี่ยจากไปแล้วคงเหลือแต่แม่  ในยุคหนึ่งที่บ้านและที่ดินบูมสุดขีด คนที่มีเงินสดในมือจะตะเวนดูบ้าน-ที่ดิน ในทำเลต่าง ๆ วางมัดจำไม่กี่วันก็จะมีคนมาขอซื้อต่อได้กำไรเป็นทอด ๆ โดยยังไม่ทันต้องโอนกรรมสิทธิ์ ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ (และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ บางคนไม่มีเงิน แต่ไปกู้ยืมเงินมาเพื่อเก็งกำไร ซึ่งหลายครั้งก็เกิดปัญหาเมื่อขายต่อไม่ได้)  พี่ ๆ หลายคนก็ทำตามกระแสนั้นด้วย  เมื่อแม่รู้เรื่อง แม่นิ่งไปพักหนึ่ง แม่บ่นว่า สงสัยแม่จะแก่เกินไปแล้วเลยไม่เข้าใจโลกยุคใหม่  พี่ ๆ เงียบไม่กล้าพูดอะไรด้วยเกรงว่าแม่จะเสียใจที่ไม่ทำตามคำสั่งของเตี่ยและแม่

 

                แม่บอกว่า ไม่เข้าใจความคิดของลูก ๆ  เงินที่ไม่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานเข้าแลกมันจะยั่งยืนได้อย่างไร? พี่ ชายพยายามอธิบายให้แม่ฟังว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันเขาใช้  “เงินทำงาน” ต้องให้เงินไปต่อเงิน คนฉลาดจะสร้างกลไกให้เงินทำงานแทนเรา (ตามหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม) เราเพียงเรียนรู้และดูจังหวะของกระแสโลก แม่เงียบไปนาน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกทุกคนกลัวนักกลัวหนา) แล้วแม่ก็บอกว่า งั้นเอาอย่างนี้นะ แม่มีเงินอยู่.... เอาเงินของแม่ไปซื้อบ้าน-ที่ดินเก็งกำไรด้วยแล้วกัน....

 

                แทนที่จะโล่งใจ คราวนี้ทุกคนอึดอัด ด้วยไม่แน่ใจว่าแม่คิดอะไรอยู่  พี่สาวบอกแม่ว่าเงินแม่มีแค่นี้เอง อย่ามาเสี่ยงเลย แม่อยากได้เงินลูก ๆ จะให้ ไม่ต้องเอาเงินแม่มาลงทุนตรงนี้หรอก  แม่ก็เลยยิ้มและบอกว่า

                “...แม่ก็ไม่อยากให้ลูก ๆ เสี่ยงเพื่อให้ได้เงินมาให้แม่เหมือนกัน...”

 

                หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็เกิด “ภาวะฟองสบู่แตก”  พี่ชายและพี่สาวซึ่งถูกแม่ปรามไว้ จึงชะลอการไปซื้อบ้าน-ที่ดินจากโครงการใหญ่โครงการหนึ่งไว้ก่อน จึงรอดตัวจากการสูญเสียเงินจากการล้ม (บนฟูก?) ของโครงการนั้นมาอย่างหวุดหวิด

                พี่ ๆ บอกว่า ความรักและคำสั่งของเตี่ยกับแม่ ช่วยไว้แท้ ๆ เลย

 

                ผู้เขียนได้ฟังเรื่องนี้จากแม่ในช่วงหลัง  แม่บอกว่า คนเราต้องทำงาน เงินที่ได้จากการทำงานจะเป็นของจริงและอยู่กับเราอย่างยั่งยืน  เงินที่ได้มาเปล่า ๆ จากหวยเบอร์ ล๊อตเตอรี่ การเสี่ยง การพนันเป็นเงินร้อน ได้มาง่ายก็เสียไปง่าย เงินจากหยาดเหงื่อแรงงานจะทำให้เราภาคภูมิใจ แม้ไม่มีเงินล้นเหลือมากมาย แต่ก็จะไม่อดอยาก และนำมาซึ่งความสุขสงบในครอบครัว

               แอบคิดเล่น ๆ ถึง "การเก็งกำไรทองคำ" ในปัจจุบัน ถ้าแม่ยังอยู่... จะว่าอย่างไรบ้างหนอ ราคาทองที่พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากเป็นไปตามกลไกของเศรษฐกิจโลกจาก ราคาน้ำมัน ค่าเงินสกุลหลักของโลกแล้ว ส่วนหนึ่งก็น่าจะเกิดจากการเก็งกำไรราคาของทองคำนี่เช่นกัน

               สรุปว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินทองจำเป็นกับการดำรงชีวิต (ลองไม่มีเงินสิ ในยุคที่ทุกอย่างต้องแลกด้วยเงินนี่จะอยู่ได้อย่างไร) เราจำเป็นต้องทำงานหาเงินทองทรัพย์สินเพื่อยังชีพ แลกกับปัจจัยสี่ (อาจมีปัจจัย 5-6-7 เพิ่มในยุคดิจิตอล) ไม่ว่าจะอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค มือถือ รถยนต์  ตำแหน่ง ชื่อเสียงเกียรติยศ การยอมรับ (ทั้งการยอมรับตนเองและการยอมรับจากคนอื่น) แต่ในที่สุดก็เป็นไปเพื่อ “ความสุข/ความพึงพอใจ” อันนำมาซึ่งความสงบเยือกเย็น ดังที่อาจารย์ Pinit Punchuen กล่าวนั่นเอง


 

               ดังนั้นเราก็ต้องทำงานนั่นแหละ หาเงินอย่างสุจริต ขยันหมั่นเพียร เก็บเงินทองไว้สำรองยามฉุกเฉินพอสมควร แต่ต้องตระหนักไว้ด้วยว่า เงินเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ แต่เป็นนายที่โหดร้ายทารุณ(ขออภัยจำไม่ได้ว่าเป็นภาษิตของใคร)  และคอยระวังอย่าให้เงินทองกลายเป็น “นาย” ของเราเสียก็แล้วกัน