"36ปี เกษตรกรได้อะไรมากกว่าที่ทำกิน"
ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในความหมายของคนส่วนมากคงคิดว่า มีหน้าที่จัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ยังไม่มีที่ทำกินแค่นั้น ความหมายจริงๆของคำว่า "ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" คือ การปรับปรุงสิทธิและการถือครองในที่ดิน โอกาส แนวทางการประกอบอาชีพ ตลอดจนการจัดการองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าทำกิน
ทำไมจึงต้องมีการปฏิรูปทึ่ดิน
- เกษตรกรไร้ที่ทำกิน
- ไม่มีความเป็นธรรมในการเช่าที่ดินและจำหน่ายผลผลิต
- ที่ดินถูกใช้จนเสื่อมโทรมต้นเหตุของผลผลิตตกต่ำ
- ภาวะเกษตรกรที่กำลังจะกลายเป็นผู้เช่า เสียสิทธิในที่ดินทำกิน
วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดิน
- เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิในการถือครอง
- ให้เกษตรกรใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- จัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลผลิต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร
- เพื่อลดความเลื่อมล้ำในฐานะของบุคคล ในทางเศรษฐกิจและสังคมตามที่กำหนดไว้ในรัฐนูญ
แต่ปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของโลก ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติต่างๆ กระแสทุนนิยม ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อ วิถีการดำเนินชีวิตของเกษตรกร ฮึๆ..(ทำยังไงดี)
ปัญหาการซื้อขายที่ดิน กรณีข้อพิพาทที่ดิน ความเสื่อมโทรมของสภาพดิน ล้วนเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป
ในวันที่ 6 มีนาคม 2554 นี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) จะครบรอบ 36 ปี เป็นอีกวาระที่ผมคิดย้อนกลับไปว่า ระยะเวลาที่ผ่านมาผมทำงานให้กับเกษตรกรดีพอหรือยัง...
น่าจะยังนะ...นั่นคือคำตอบที่ให้กับตนเอง ผมจึงตั้งใจไว้ว่า
"แม้เวลาจะผ่านไปอีกสักกี่ปี เราชาว ส.ป.ก. พร้อมที่จะทำงานเพื่อเกษตรกรตลอดไป .... ครับ"
ขอบคุณบันทึกครับ
ขอลปรร. ครับจากบันทึก
http://gotoknow.org/blog/supersup300/409979
"...การเปลี่ยนเเปลงต่อแต่นี้ไป จะเป็นลักษณะ
1.นายทุนใหญ่เข้าครอบครองที่ดิน มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินผืนใหญ่ (จะโดยตรงหรือผ่านตัวแทน ก็เป็นเรื่องที่เค้าทำกันอยู่แล้ว)
2.ใช้เทคโนโลยีการจัดการขั้นสูง ทั้งด้านพันธุกรรมพืช ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานคน เน้น High Yield /Low Cost +Efficiency เป็นอุตสาหกรรมตั้งแต่ ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ...
3.ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปเป็นผู้บริโภค และ แรงงานในระบบผลิต โดยสมบูรณ์แบบ
--------------------------------------------------------------------------------
การเตรียมการรับมือ
1.เกษตรรายย่อยต้องร่วมมือกัน share cost และ utilize การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน "รองรับปัญหาการขาดเเคลนแรงงาน" ด้วยการรวมกลุ่ม รวมพื้นที่ ตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 ไร่ = 1-2 ตร.กม. (1 ตร.กม.=625 ไร่) ปรับปรุงการผลิตร่วมกัน มีทิศทางเดียวกัน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาดตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น สร้างอำนาจต่อรอง สร้างเครือข่าย ให้ครบวงจรมากขึ้น
เลิกประท้วง แต่ร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหา "ด้วยปัญญา" ไม่ใช่เอาคนหมู่มาก ลากเข้าการเมือง
2.เกษตรกร "ห้ามขายที่ดินทำกิน" โดยเด็ดขาด
"คนที่มีที่" ก็คือ "คนที่มีทาง"
"คนไม่มีที่ ก็ไม่มีทาง"
เกษตรกรที่จนที่สุดก็คือ "คนไม่มีที่ดินทำกิน"
ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่ง ของการทำเกษตรด้วย "การเช่า ที่คนอื่นทำ" ก็คือ "เกษตรกรไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ ผลผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการผลิต สิ่งแวดล้อม" ไม่มีความมั่นคง เป็นหลักประกัน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถูกเวียนคืน
คนเช่า : มุ่งหวัง สูบผลประโยชน์อย่างเต็มที่บนพื้นที่เช่า ต่อรอบการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาเร่งทั้งหลาย เพื่อกำไรสูงสุด หลังหักค่าเช่า
ผู้ให้เช่า เจ้าของที่ : ก็ต้องการเก็บค่าเช่า โดยอิงค่าเสียโอกาสตามราคาตลาด มองตามมูลค่าที่ดิน ไม่ได้มีจิตวิญญาณ ของลูกพระแม่ธรณีบน ที่ยืน ผืนโฉนด ระบบนาเช่า ที่เช่า:จึง นำมาซึ่ง สิ่งปนเปื่อน ความเสื่อมโทรม เป็นนิยายน้ำเน่าในท้องนา เป็นระบบที่ทำลาย ความมั่นคงทางอาหาร คุณภาพชีวิต และสิ่งเเวดล้อม ครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณที่ให้ความเห็น...ครับ
**ความรู้เพิ่มเติม
ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. มีหลายประเภท หากกล่าวถึงเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ก็ย่อมหมายถึง ประเภทการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น และต้องเป็นผู้อยู่ในความหมายที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กำหนด ได้แก่ เกษตรกร หมายถึง
1. ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
2. ผู้ประสงค์จะเป็นเกษตรกร บรรดา ซึ่งไม่มีที่ดินทำกิน เป็นของตนเอง 3 ประเภท คือ
- บุคคลยากจน
- ผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม
- ผู้เป็นบุตรของเกษตรกร
การจัดที่ดินยังมีหลักเกณฑ์รายละเอียดอีกมากครับ...ที่
http://www.alro.go.th/alro/