ขอบคุณบันทึกครับ

ขอลปรร. ครับจากบันทึก

 http://gotoknow.org/blog/supersup300/409979

 "...การเปลี่ยนเเปลงต่อแต่นี้ไป จะเป็นลักษณะ

1.นายทุนใหญ่เข้าครอบครองที่ดิน มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินผืนใหญ่ (จะโดยตรงหรือผ่านตัวแทน ก็เป็นเรื่องที่เค้าทำกันอยู่แล้ว)

2.ใช้เทคโนโลยีการจัดการขั้นสูง ทั้งด้านพันธุกรรมพืช ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานคน เน้น High Yield /Low Cost +Efficiency เป็นอุตสาหกรรมตั้งแต่ ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ...

3.ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปเป็นผู้บริโภค และ แรงงานในระบบผลิต โดยสมบูรณ์แบบ

 --------------------------------------------------------------------------------

การเตรียมการรับมือ

1.เกษตรรายย่อยต้องร่วมมือกัน share cost และ utilize การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน "รองรับปัญหาการขาดเเคลนแรงงาน" ด้วยการรวมกลุ่ม รวมพื้นที่ ตั้งแต่ 500 ถึง 1,000 ไร่ = 1-2 ตร.กม. (1 ตร.กม.=625 ไร่) ปรับปรุงการผลิตร่วมกัน มีทิศทางเดียวกัน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาดตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น สร้างอำนาจต่อรอง สร้างเครือข่าย ให้ครบวงจรมากขึ้น

เลิกประท้วง แต่ร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหา "ด้วยปัญญา" ไม่ใช่เอาคนหมู่มาก ลากเข้าการเมือง

2.เกษตรกร "ห้ามขายที่ดินทำกิน" โดยเด็ดขาด

"คนที่มีที่" ก็คือ "คนที่มีทาง"

"คนไม่มีที่ ก็ไม่มีทาง"

เกษตรกรที่จนที่สุดก็คือ "คนไม่มีที่ดินทำกิน"

ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่ง ของการทำเกษตรด้วย "การเช่า ที่คนอื่นทำ" ก็คือ "เกษตรกรไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ ผลผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการผลิต สิ่งแวดล้อม" ไม่มีความมั่นคง เป็นหลักประกัน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถูกเวียนคืน

คนเช่า : มุ่งหวัง สูบผลประโยชน์อย่างเต็มที่บนพื้นที่เช่า ต่อรอบการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาเร่งทั้งหลาย เพื่อกำไรสูงสุด หลังหักค่าเช่า

ผู้ให้เช่า เจ้าของที่ : ก็ต้องการเก็บค่าเช่า โดยอิงค่าเสียโอกาสตามราคาตลาด มองตามมูลค่าที่ดิน ไม่ได้มีจิตวิญญาณ ของลูกพระแม่ธรณีบน ที่ยืน ผืนโฉนด ระบบนาเช่า ที่เช่า:จึง นำมาซึ่ง สิ่งปนเปื่อน ความเสื่อมโทรม เป็นนิยายน้ำเน่าในท้องนา เป็นระบบที่ทำลาย ความมั่นคงทางอาหาร คุณภาพชีวิต และสิ่งเเวดล้อม ครับ

ขอบคุณครับ