ทำความเข้าใจวิสัยทัศน์ร่วมกัน 

 

เอกสาร “กรอบคิดเพื่อพิชิตวิสัยทัศน์” เป็นเอกสารที่ทุกคนจะได้รับแจกเมื่อเข้ากลุ่มย่อยข้อมูลในเอกสารนี้ เป็นสิ่งที่คณะกรรมการบริหารโรงเรียนได้ร่วมกันคิดมาแล้วในเบื้องต้น  เพื่อเป็นแนวทางหรือข้อมูลให้ทุกคนเริ่มต้นการประชุมวางแผนกันได้ดีขึ้น 

 

เอกสารชุดนี้ อธิบาย“ความสุขอย่างยั่งยืนของชีวิตและสังคม”ไว้ว่าเกิดจากความร่วมมือกันในการเรียนรู้   การแสวงหาทางเลือกแบบ win-win ในทุกสถานการณ์ การสร้างทางเลือกที่จะรอดร่วมกัน และประสบความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน

 

เมื่อส่งชุดความคิดนี้ให้สมาชิกของแต่ละวงตีความแล้ว ก็เปิดให้ให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันไปทีละประเด็น ปรากฏว่ามีผู้สนใจกล่าวถึงการแสวงหาทางเลือกแบบ win-win ในทุกสถานการณ์กันมากพอสมควร

 

อย่างไรจึงเรียกว่า “win – win”

  • เกื้อกูลกันในทุกสถานการณ์
  • ไม่มีใครได้  ไม่มีใครเสีย ไม่มีการแก่งแย่ง ไม่มีการเอาชนะกัน แต่มีความสุขร่วมกัน
  • มองคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมความสำเร็จ  สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับสังคม เกิดเครือข่ายแตกไปได้ไม่รู้จบ ให้เราก้าวเดินออกไปเรียนรู้ เกิดสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน
  • มีสติ สร้างสมดุลของชีวิต เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น  เมื่อใจเราบอกว่าไม่ทุกข์ก็คือไม่ทุกข์ ความสุขก็เกิดขึ้นในใจ

 

พี่ติ่ง – สุภาวดี ช่วยยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ถ้าเปรียบเป็นการเล่นปิงปอง ก็คือการเล่นอย่างไรให้นานที่สุด ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันตีประคองไว้ไม่ให้ลูกตกจากโต๊ะ เพื่อให้ทุกคนได้สนุกกับเกมนี้ด้วยกัน

ทำอย่างไรไม่ให้ห้องเราต้องแข่งขันกัน ทำอย่างไรจะให้เพื่อนได้ เกรด ๔ เหมือนเรา หาวิธีคิดให้ทุกคนบรรลุศักยภาพสูงสุดร่วมกัน

ไม่ต้องเท่ากัน ไม่ต้องมีใครได้มากกว่ากันมากๆ  แข่งขันเพื่อแสดงศักยภาพ และพัฒนาจากจุดนั้นออกไป

 

คุณทนง กล่าวเสริมว่า ขีดความสามารถที่มีทำให้แต่ละคนทำอะไรได้มาก การมีศักยภาพในบางเรื่องที่สำคัญ จะช่วยให้คนสนใจมาให้ความร่วมมือจากจุดเด่นของเราในทางที่เป็นบวก การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้สีย เป็นธรรมาภิบาล มีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะเกิดความยั่งยืนขึ้นได้

 

เมื่อเกิดเข้าใจในวิสัยทัศน์กันแล้ว กิจกรรมต่อไปก็คือการรู้จักกับสุขทุกข์ของเราและของเพื่อนด้วยการแบ่งปันเรื่องเล่าในกลุ่มย่อยโดยใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา และการเขียนเล่าอย่างสั้นๆ  แล้วให้เพื่อนในกลุ่มช่วยกันเสนอเรื่องเล่าประทับใจเพื่อแบ่งปันเรื่องราวนั้นให้กับวงใหญ่ได้รับรู้

 

เรื่องเล่าที่ดิฉันประทับใจมากเป็นของครูพลอยจุติพร จากส่วนงานการศึกษาพิเศษ ที่ดูแลนักเรียนในระดับชั้น ๓

 

ครูพลอยเล่าว่า “การมาเป็นครูที่เพลินพัฒนาทำให้ได้เริ่มต้นความเป็นครู เป็นชีวิตที่ทำให้ได้เรียนรู้จากครูทุกคนที่เข้ามาสอนในชั้นเรียน เห็นว่าครูคนไหนเก่งก็เรียนรู้จากเขา เป็นการเรียนรู้ที่ไม่สามารถตีค่าได้

 

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการได้เข้าอบรมจิตตปัญญา ที่ทำให้ตัวเองกล้าเปิดใจ และอยู่กับผู้อื่นได้อย่างสนิทใจ เกิดความเข้าใจว่าไม่มีใครดีพร้อม ทุกคนมีเหตุผลในการกระทำของตน ถ้าเขาทำในสิ่งที่ดีวันหนึ่งผลดีจะเกิด เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็ทำให้เราทำงานได้โดยไม่ต้องคิดตั้งคำถามให้บั่นทอนจิตใจ และทำให้เราได้เติบโตไปกับการงานในทุกๆ วัน”