(ต่อจากตอนที่แล้ว)
กิจกรรมที่3 : “เรื่องเล่าจาก Happy Room”
เป็นกิจกรรมที่ให้นำเรื่องเล่าที่เราเคยได้ยินจากความคิดคนอื่นหรือของเพื่อนๆในห้อง Happy Room เป็นเรื่องที่ได้ยิน เป็นเรื่องที่ “เพื่อนอยากได้” เป็นเรื่องที่เราคิดว่าถ้าเราได้ทำหรือทำได้แล้วคงจะดี จากนั้นนำความคิดเหล่านั้นมาเขียนบันทึกในกระดาษ แล้วจับกลุ่มความคิดที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เราเห็นภาพสะท้อนขององค์กรที่สามารถนำมาปรับปรุง แก้ไขหรือพัฒนาต่อยอดได้อย่างมากมาย
ผลลัพธ์ที่ได้จาก “เรื่องเล่าใน Happy Room”
กลุ่มที่ 1. การฟัง (อย่างตั้งใจ) >>> อยากให้พูดคุย รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน และร่วมมือร่วมใจกันทำงาน
กลุ่มที่ 2. กลุ่มพลังยิ้ม >>> อยากให้บุคลากรในหน่วยงานมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส
กลุ่มที่ 3. สภาพแวดล้อม >>> อยากให้สถานที่สะอาด น่าอยู่
กลุ่มที่ 4. เรื่องของระบบงาน (ซึ่งเกี่ยวข้องกับคน เครื่องมือ และการจัดการ) >>> อยากให้ปัญหาการทำงานลดน้อยลงและได้รับการปรับปรุง แก้ไข
มีคำถามว่า ทั้ง 4 กลุ่มความคิดเห็นที่เลือกมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นเก่าๆที่ได้ทำกันไปบ้างแล้ว แต่ทำไมปัญหาเหล่านั้นยังมีอยู่เรื่อยๆ คำตอบจากอาจารย์ก็คือ “ปัญหาเหล่านั้น... มีใครเป็นเจ้าภาพหรือไม่?” และในการแก้ปัญหาต่างๆนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ทุกสิ่งเป็นจริงได้ด้วย “จิตอาสา”
อาจารย์เล่าให้ฟังว่า
“จิตอาสา” คือ ผู้ที่มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่นให้สิ่งของ ให้เงิน ให้ความช่วยเหลือด้วยกำลังแรงกาย แรงสมองซึ่งเป็นการเสียสละสิ่งที่ตนเองมี แม้กระทั่งเวลาเพื่อเผื่อแผ่ให้กับส่วนรวม... อีกทั้งยังช่วยลด “อัตตา” หรือความเป็นตัว เป็นตนของตนเองได้บ้าง ( โดยประวิตร พิสุทธิโสภณ)
“อาสาสมัคร” เป็นงานที่เกิดจากผู้ที่มีจิตอาสาซึ่งมีความหมายอย่างมากกับสังคมส่วนรวม เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นหรือสังคมให้เกิดประโยชน์และความสุขมากขึ้น
ทำอย่างไรเมื่อประสบปัญหาในการทำงานเป็นทีม?
ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน การเข้ากันไม่ได้ในการทำงาน เพราะคนเรามี “อัตตา” ผู้ที่ทะเลาะกันนั้นพวกเขาลืมไปหรือเปล่า ว่าเขามาทำงานเพื่ออะไร?
เราเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมเวลาคู่รักที่รักกันใหม่ๆถึงยอมทำให้ทุกอย่าง มีคำตอบว่า เพราะ“เขาอยากได้” ...นั่นถูกต้อง... นั่นเพราะเขามีเป้าหมายในการทำ เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในครอบครัวทำไมเราถึงยังอยู่ด้วยกันได้ นั่นเพราะเราบอกตัวเองว่า “เขายังมีข้อดีอยู่บ้าง” เคยมีบางคนบอกตนเองว่า “เพราะเราเข้าใจกัน เราเลยสงสาร(มัน)”
“...การเป็นอาสาสมัคร ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวกล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราควรทำทั้งสิ้น คนที่เป็นอาสาสมัครนั้นไม่ได้จำกัดที่วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะหรือข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น หากแต่ต้องมีจิตใจเป็นจิตอาสา ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นหรือสังคมเท่านั้น
จิตอาสาคำนี้จะคุ้นหูพวกเรามากขึ้น หากแต่เพียงมองรอบตัวท่าน ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม...”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
สวัสดีค่ะพี่กฤษณา
มาชื่นชมกิจกรรมดีๆได้ข้อคิดและความรู้จากเรื่องการฟัง พลังยิ้ม สภาพแวดล้อมและระบบงาน
การให้มีคุณค่านัก เพียงได้ให้ก็มีใจเป็นสุข ลดอัตตาลง ทำงานด้วยกันก็ราบรื่น
ทุกบ่ายวันพุธที่ตึกจิตเวชมีดนตรีจิตอาสา ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับค่ะ
ขอบคุณบันทึกดีๆนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณถาวร
ความทุกข์เกิดเพราะความไม่สมหวัง... เมื่อใดเลิกหวังจากผู้อื่นก็จะหมดทุกข์ค่ะ จึงเหมาะที่จะคิดเพียงเป็นฝ่ายให้เท่านั้น คิดแค่นี้ก็ไม่มีทุกข์จากตนเองแล้วค่ะ (แต่ทุกข์ที่คนอื่นหามาให้นี่อีกเรื่องนะคะ...อิอิ...)
ยินดีที่ได้นำสิ่งดีๆมาเล่าให้ฟังค่ะ