นิตยสาร 'Health (= สุขภาพ)' ออนไลน์ตีพิมพ์เรื่อง 'Fewer Cancer Patients May Be Depressed Than Thought' = "คนไข้มะเร็ง(อาจ)ซึมเศร้าน้อยกว่าที่คิด", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
 
ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติทำการทบทวนผลการศึกษาวิจัย 94 รายงาน รวมกลุ่มตัวอย่างคนไข้มากกว่า 14,000 ราย, เดิมคิดว่า คนไข้มะเร็งส่วนใหญ่น่าจะมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย
.
ผลการศึกษาพบว่า คนไข้มะเร็งมีอาการโรคซึมเศร้า (depression) ประมาณ 1/6 (6 รายมีอาการซึมเศร้า 1 ราย), อีกส่วนหนึ่งมีโรคอารมณ์แปรปรวน (mood disorder) เช่น อารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์ (bipolar = อารมณ์แปรปรวนซึมเศร้าที่มีช่วงร่าเริงผิดปกติสลับเป็นช่วงๆ) ฯลฯ
.
คนไข้ใน (คนไข้ที่รับไว้ในโรงพยาบาล) มีอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และวิตกกังวลรวมกันประมาณ 30% หรือประมาณเกือบ 1/3
.
คนไข้มะเร็งส่วนใหญ่มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลอย่างอ่อนในช่วง 5 ปีแรก
.
การศึกษานี้พบว่า คนไข้ที่ได้รับการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ (palliative care) กับคนไข้ที่ได้รับการรักษาแบบ "มีโอกาสหาย" (non-palliative care) มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลพอๆ กัน ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย, และในวัยต่างๆ
.
ทุกวันนี้มีคนไข้ที่รอดชีวิตหลังเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้มีโอกาสพบคนไข้ที่รอดชีวิตหลังเป็นมะเร็งเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น
.
อังกฤษ (UK) ซึ่งมีประชากร 61.8 ล้านคน (ใกล้เคียงกับไทย = 63.9 ล้านคน) พบคนที่รอดชีวิตจากมะเร็งแล้วเป็นโรคซึมเศร้า 340,000 ราย = 0.55% ของประชากรทั้งหมด  [ stat.gov.uk ][ ipsr ]
.
สหรัฐฯ (USA) ซึ่งมีประชากร 310.75 ล้านคนพบคนที่รอดชีวิตจากมะเร็งแล้วเป็นโรคซึมเศร้า 2,000,000 ราย = 0.64% ของประชากรทั้งหมด   [ census ] 
 .
อาจารย์แห่งเว็บไซต์ 'Health' แนะนำว่า ถ้ามีอาการซึมเศร้าควรปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ (lifestyle) หรือแบบแผนในการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้ [ Health ]
.
(1). ทำแบบทดสอบซึมเศร้า เพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวเราเอง หาทางปรึกษาหารือกับคุณแม่คุณพ่อ ผู้ปกครอง ญาติผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ก่อนปรึกษาหมอที่ดูแลท่าน (กรณีท่านเป็นมะเร็ง) และ "มืออาชีพ"
.
เรื่องที่ดี คือ "มืออาชีพ" ได้แก่ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวช จิตแพทย์ หรือหมอใกล้บ้านช่วยได้ โดยเฉพาะทุกวันนี้มียาที่ช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นได้มาก
.
(2). พูดคุยกับญาติสนิทมิตรสหายที่ "ไว้ใจได้", ถ้าไม่มีหรือไม่สบายใจที่จะพูดคุย... เรียนเสนอให้ปรึกษา "มืออาชีพ" ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน
.
(3). ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ โดยเฉพาะการเดินเร็ว (10 นาทีขึ้นไปต่อครั้งให้ผลดีทั้งลดเครียด และลดอาการเศร้า) และขึ้นลงบันไดตามโอกาส (ถ้าทำได้ และไม่เกินกำลัง) จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจ
.
(4). อย่าเพิ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง เพราะการตัดสินใจตอนป่วยหนักเพิ่มโอกาสผิดพลาด... ควรรอให้อะไรๆ ลงตัว  และแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจเสียก่อน
.
(5). ใส่ใจตัวเรา(ไม่ทำตัวโทรม)... ไม่ว่าป่วยกายหรือป่วยใจ, ขั้นแรก คือ อย่าทำตัวโทรม เช่น นอนให้พอ อาบน้ำ แต่งกายให้สะอาด (ไม่จำเป็นต้องหรูเลิศ แต่จำเป็นต้องสุภาพ และสะอาด)
.
คนที่ทำตัวโทรมจะทำให้ "ราศีชีวิต" ตกต่ำ ถูกทอดทิ้งได้ง่าย, วิธีที่ดี คือ ไม่ว่าจะป่วยกายหรือป่วยใจ ขอให้แต่งกาย "สะอาด-สุภาพ-น่าเชื่อถือ" ไว้ก่อนเสมอ
.
(6). ไม่ทิ้งกิจวัตรประจำวันดีๆ... แม้จะป่วยกายหรือป่วยใจ, ขั้นแรก คือ อย่าให้รอบๆ ตัวเราโทรม เช่น ที่นอนเหม็น บ้านรก ฯลฯ
.
อะไรที่ดีกับชีวิตก็ควรทำ เช่น เดินเล่นกับน้องหมา (แต่หลังเล่นต้องล้างมือด้วยสบู่ทันที) ฯลฯ
.
(7). กินอาหารสุขภาพ
.
การกินอาหารสุขภาพ (หรืออาหารตามที่หมอแนะนำ) เป็นการบอกใบ้กับร่างกายว่า อย่างน้อยเราก็ยังรัก-เอาใจใส่(ตัวเรา) ทำให้เรารู้สึกดีๆ กับชีวิต
.
ตรงกันข้าม, ถ้าเรากินอาหารโทรมๆ หรือพวกอาหารแสลง เช่น "เหล้า-เบียร์-บุหรี่-ปลา(น้ำจืด)ดิบ-เนื้อดิบ" จะคล้ายกับเป็นการบอกใบ้กับร่างกายว่า เราไม่ค่อยรัก-เอาใจใส่(ตัวเรา)เท่าไหร่
.
(8). ไม่ลองของลองยา
.
คนไข้ไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือทางใจมักจะตกเป็นเหยื่อของพ่อค้าแม่ขายให้ลองยา (เช่น อ้างว่า สมุนไพรนี้หายแน่ ฯลฯ), หรืออาจมีเพื่อนชั่วชวนให้กินเหล้า-เสพยาเสพติด ซึ่งจะยิ่งทำให้ "ราศีชีวิต" ตกต่ำลงไปอีก
.
ทางที่ดี คือ บอกชีวิต(ของเรา)ว่า เราไม่ใช่หนูทดลอง ไม่ไปลองของลองยา หันมาปรึกษาหารือกับหมอที่รักษา คุณแม่คุณพ่อ ญาติผู้ใหญ่ หรือครูบาอาจารย์ดีกว่า
.
(9). นอนให้พอ
.
คนส่วนใหญ่ต้องการนอน 7 ชั่วโมง/คืน, บางคน (คนส่วนน้อย - ไม่ใช่คนส่วนใหญ่) อาจใช้เวลานอนน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้, ยิ่งถ้าป่วยกายหรือป่วยใจ... ยิ่งควรนอนให้พอ เพื่อให้เรามีโอกาสหาย หรืออย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า "เราได้ทำดีที่สุดแล้ว", "เราได้พยายามเต็มที่แล้ว"
.
(10). อย่าทำตัวให้ยุ่ง