ก่อนหายใจทุกครั้ง อย่าลืมสังเกตว่า หายใจครั้งนี้ ทำร้ายใครหรือไม่

   สังข์ เป็นสัตว์น้ำที่ไม่ธรรมดา ถูกยกย่องว่าเป็นทางผ่านของเสียงสวรรค์ ในพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะชาวฮินดู จะพบเห็นพราหมณ์ ยืนถือหอยสังข์ไว้ในมือหงาย แล้วเป่าสังข์ได้ยาวนานต่อเนื่อง  ก้องกังวาล อย่างน่าอัศจรรย์

  ผู้เขียนเอง ก็เคยมีโอกาสเป่าสังข์กับเขาด้วย

     เป่าสังข์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ว่าแค่มีแรงเป่าก็จะทำให้เกิดเสียงได้ แต่การเป่าสังข์นั้น ต้องใช้ลม ผ่านริมฝีปาก ให้ริมฝีปากสั่น เหมือนเป่าใบไม้ หลังจากลม กระทบริมฝีปากแล้ว ก็จะล่วงผ่านไปสู่ก้นหอย ที่เจาะรูไว้พอเหมาะ พอดี เช่นนี้ พลันก็จะเกิดเสียงสวรรค์ผ่านออกมา ทางปากหอยสังข์ เพียงคนเป่า ฝึกใช้ลมจากท้อง ค่อยผ่อน ค่อยเป่า ก็จะทำให้สียงสังข์ ดังไม่ขาดตอน ไพเราะเสนาะโสต สมดังเป็นเสียงจากสวรรค์จริงๆ

  เสียงสังข์ ไม่มีระดับเสียงสูงต่ำ เป็นเสียงกลาง กล่าวกันว่า แท้จริงเสียงสังข์นั้น ประดิษฐ์ได้เสียงเดียว มีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั่นคือคำว่า "โอม" นั่นเอง

  

 

 

   และเสียงสังข์ ก็ดลบันดาล ให้เกิดเหตุการณ์ได้มากมาย

  ทั้งเป็นเสียงที่กล่าวขานพระนามสูงสุด ของเทพเจ้า  ด้วยความอ่อนน้อมเคารพ "โอม" 

  เป็น การเบิกฤกษ์ในพิธีสำคัญ เป็นการให้สัญญาณ อันเชิญเทพพรหมเทวา มาร่วมพิธีกรรม และประสาทพร

                                              นอกจากนี้

   สังข์ยังเคยใช้เป่าเพื่อเป็นอาณัฐ ให้เกิดสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ในมหาภารตะ เริ่มต้นขึ้นด้วย

  ทุกสิ่งอย่าง มีทั้งคุณและโทษ สุดแต่ผู้ใดจะใช้สอยไปในทางใด ทุกลมหายใจของเรามีความหมาย เพียงใช้เป่าสังข์ เพื่อการมงคล ลมหายใจนั้นก็ช่างมีคุณค่า น่าสรรเสริญ  แต่ในทางตรงข้ามกัน ถ้าลมหายใจแห่งความเครียดแค้นชิงชัง เป่าผ่านสังข์ เพื่อให้ฤกษ์เบิกสงคราม ลมหายใจนั้น ก็ช่างโหดร้ายสิ้นดี

 ดังนั้น การเฝ้าดูรู้ลมหายใจตนเอง จึงเป็นการไม่ประมาทพลาดพลัง เผลอไผล ไปก่อเวรแก่ใคร ก่อนหายใจทุกครั้ง อย่าลืมสังเกตว่า หายใจครั้งนี้ ทำร้ายใครหรือไม่

 โอม....ศานติ  โอม  โอม