สวัสดีครับ ครูหยุย ที่เคารพ ผมชื่อ ฐากฤช ใจสุข (โจ) อายุ 33 ปี ผมมีเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญมากและอยากจะรบกวนขอความช่วยเหลือจากครูหยุย
ผมขอให้ข้อมูลความเป็นมาโดยสรุปย่อๆ ต่อครูหยุยก่อนดังนี้ครับ
........เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อราวกลางเดือนมีนาคม 2552 แฟนของผม (อดีตคนรัก) กล่าวหาว่าผมข่มขืนเธอจนท้อง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีการตกลงว่าจะแต่งงานกันและมีการเรียกค่าสินสอดทองหมั้นเป็นเงิน 200,000 บาทกับทองคำหนัก 10 บาทแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ผมสามารถอธิบายได้แต่คงจะเป็นการฟังความข้างเดียวจึงขอไม่อธิบายจะดีกว่านะครับ อีกอย่างคือมันไม่ใช่สาระสำคัญของเมล์ฉบับนี้) ในวันถัดมาเธอกับญาติพี่น้องได้เรียกร้องค่าเสียหายจากผมเป็นเงิน 600,000 บาท เป็นค่าใกล่เกลี่ย และได้บอกว่าจะไม่มีการแต่งงานและจะเป็นฝ่ายรับภาระเลี้ยงดูเด็กที่เกิดขึ้นมา แฟนของผมอ้างว่าผมข่มขืนเธอมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.4...
.....ในครั้งแรกยังตกลงกันไม่ได้..ผมและครอบครัวต่อรองว่าพร้อมจะจ่ายให้่ 400,000 บาท แต่อีกฝ่ายไม่พอใจแล้วหลังจากนั้นฝ่ายผมก็มีความพยายามพูดคุยเจรจาแต่ก็ถูกปฏิเสธ ในช่วงนั้นผมพยายามติดต่อกับแฟนของผมแต่ก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้ (ทราบภายหลังว่าเธอถูกส่งไปอยู่............และคลอดที่โรงพยาบาล..........) มีความพยายามขัดขวางของผู้ใหญ่บางคนที่พยายามกีดกันเราสองคนมาโดยตลอด ...ทั้งที่ความสัมพันธ์ของผมกับแฟนเป็นที่รับรู้กันดีของชาวบ้านแทบทุกคนแต่ผู้ใหญ่บางคนก็พยายามกดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการทางกฎหมายกับผมด้วยการกล่าวหาว่าถูกผมข่มขู่ ในที่สุดผมก็ถูกแจ้งความดำเนินคดีหลายข้อหา...โดยไม่มีมูลความจริงนอกจากคำกล่าวหาและการตั้งครรภ์ของเธอ
......ในขณะที่ชาวบ้านได้รับการบอกเล่าจากแฟนของผมและญาติพี่น้องของเธอว่าเด็กที่เกิดมาได้เสียชีวิตตั้งแต่ตอนคลอด แต่ข้อมูลความจริงที่ผมได้รับจากความช่วยเหลือของผู้หวังดีคนหนึ่งก็คือบุตรของผมยังมีชีวิตอยู่และถูกส่งตัวไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน(...............) ในตอนนั้นผมได้มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จากนั้นผมกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสก็ได้เดินทางไปตามหาเด็กที่สถานสงเคราะห์ดังกล่าว
......ด้วยความที่ได้รับคำตักเตือนจากผู้หวังดีว่าไม่ควรเปิดเผยตัวเองว่าเป็นบิดาของเด็กเพราะมีคดีความกันอยู่ ผมและเพื่อนจึงจำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหกกับเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์มีความขุ่นเคืองผมมาจนถึงปัจจุบัน แม้ผมกับเ้พื่อนจะได้สารภาพความจริงและกล่าวขออภัยและบอกถึงความจำเป็นต่อ ท่าน ผอ. ทุกอย่างแล้วในครั้งถัดมาที่ผมเดินทางไปหาลูกพร้อมกับญาติพี่น้องและครอบครัวของผม แต่นับจากวันนั้นผมก็ถูกจับตาโดยสถานสงเคราะห์และถูกจำกัดสิทธิต่างๆ ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าสถานสงเคราะห์ปฏิบัติกับผมอย่างไม่เป็นธรรมหลายๆ เรื่อง
****สิทธิในกระบวนการยุติธรรม********
มาตรา ๓๙ บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมาย
ที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคล
นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้
......หลังจากเสียเวลาเตรียมการอยู่นานผมกับครอบครัวก็ได้ยื่นคำร้องต่อสถานสงเคราะห์เด็ก..............ว่ามีความประสงค์จะรับบุตรชายมาเลี้ยงในเดือนสิงหาคม 2552 หลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลจากผู้หวังดีรายหนึ่งว่าสถานสงเคราะห์ได้จัดหาครอบครัวต่างชาติให้กับบุตรชายของผมแล้ว (ซึ่งในเวลาต่อมาผมได้ตั้งข้อสังเกตุว่าอาจเป็นการกระทำโดยมิชอบ)
......สถานสงเคราะห์ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลประวัติของตัวเด็กแต่ด้วยความช่วยเหลือของผู้หวังดีคนหนึ่งทำให้ผมได้รับเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับบุตรชายของผม ผมจึงได้ถ่ายสำเนาเก็บไว้ ในจำนวนนั้นมีใบเกิดที่มีรอยขีดฆ่าชื่อของผมที่ระบุว่าเป็นบิดาออกไป แล้วมีรายเซ็นกำกับใหม่ว่า บิดาไม่ปรากฎ
......จากข้อมูลระบุว่า แฟนของผมกับผู้ปกครองของเธอ (ตอนนั้นแฟนผมอายุได้ 17 ปี) ได้มอบเด็กให้สถานสงเคราะห์โดยไม่ประสงค์จะรับเด็กคืนทำให้สถานสงเคราะห์มีสิทธิ์ที่จะมอบเด็กให้กับครอบครัวต่างชาติโดยไม่จำเป็นต้องรอเวลาให้ครบ 3 เดือนก่อนจะทำการระงับประวัติเช่นกรณีที่ผู้ปกครองนำมาฝากไว้
****ผมมีความสงสัยว่าทั้งๆ ที่สถานสงเคราะห์รู้ว่าเด็กมีพ่อแต่ทำไมถึงยังมีความพยายามที่จะมอบเด็กให้กับชาวต่างชาติ หากไม่มีผู้หวังดีแจ้งบอกผมให้รีบมาติดต่อ ลูกผมอาจถูกส่งตัวออกนอกประเทศไทยไปแล้วก็ได้
.....หลังจากผมดำเนินการยื่นคำร้อง สถานสงเคราะห์บอกว่าจะมีการสืบประวัติครอบครัวผมและหาข้อมูลมาประเมินถึงความเหมาะสมแต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการใดๆ
.......จากนั้นแฟนของผมก็ได้ไปยื่นเรื่องคัดค้านในการที่ผมจะนำบุตรมาเลี้ยงดูต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้จึงนำเด็กไปฝากไว้ก่อน แล้วจะมารับในภายหลัง โดยในวันนั้น ท่าน ผอ. สถานสงเคราะห์ได้ไปให้การต่อศาลด้วย และออกกฎว่าให้ผมไปพบลูกได้เพียงเดือนละครั้งเหตุผลเพราะการไปเยี่ยมลูกของผมสร้างความยุ่งยากให้กับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะช่วงแรกที่ผมไปบ่อยมาก 3-4 ครั้งต่อเดือน ผมกับทนายขอต่อรองกับ ผอ.และตกลงกันได้ว่าสถานสงเคราะห์จะอนุญาติให้ผมได้พบลูกเพียงเดือนละ 2 ครั้ง เท่านั้น ในการเยี่ยมแต่ละครั้งมีการลงบันทึกและแลกบัตรประชาชนไว้ด้วย
****ในการพบลูกบางครั้งท่าน ผอ. จะให้เจ้าหน้าที่อุ้มลูกของผมมายืนทางหน้าต่างชั้นสองของตึก ผมกับครอบครัวทำได้เพียงมองดูลูกในระยะไกล ไม่สามารถเข้าใกล้จับต้องหรือสัมผัสได้ เหตุผลเพราะช่วงนั้นมีการระบาดของไข้หวัด 2009 แต่ผมก็เห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินเลยจนเกินไปเพราะอันที่จริงมีวิธีป้องกันที่ดีที่สามารถทำได้ อันที่จริงมีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หากมีโอกาสจะได้เล่าให้ฟังต่อไป
.......หลังจากศาลอาญาได้มีการไต่สวนสืบพยายานในคดีที่เธอกล่าวหาว่าถูกผมข่มขืน แฟนของผมกับครอบครัวก็ได้ไปยื่นความประสงค์ขอรับเด็กกลับคืนต่อสถานสงเคราะห์ เป็นเวลากว่า 10 เดือนที่ลูกของผมต้องอยู่สถานสงเคราะห์โดยที่แฟนของผมและครอบครัของเธอไม่เคยไปติดต่อขอเยี่ยมดูลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ท่ามกลางข่าวลือของชาวบ้านว่า ท่านผู้ใหญ่บ้านและลุงของเธอที่ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้รับเงินสินบนจากผมรายละ 20,000 บาท เพื่อให้การเป็นประโยชน์ต่อผม(ผมมีหลักฐานที่ตรวจสอบข้อมูลได้) โดยคดีจะมีการตัดสินในเดือนเมษายน 2553 (หนึ่งเืดือนหลังจากขึ้นให้การต่อศาล)
*******เธอกับครอบครัวของเธอได้ไปเยี่ยมบุตรอีกสามถึงสี่ครั้ง จากที่เห็นในบันทึกสมุดเยี่ยมของสถานสงเคราะห์ครั้งสุดท้ายที่เธอไปเยี่ยมคือ ในเดือนมิถุนายน 2553 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกผมเป็นระยะเวลา 17 ปี 6 เดือน ตอนนี้อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ (รายละเอียดคำพิพากษาผมจะส่งให้ครูหยุยลองพิจารณาอ่านดูในโอกาสต่อไป)
........หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคม 2553 ศาลคดีเด็กและเยาวชน ได้มีคำตัดสินในคดีที่ผมเป็นฝ่ายยื่นขอจดทะเบียนรับรองบุตรโดยมีแฟนของผมเป็นผู้ขอคัดค้าน....โดยมีคำตัดสินว่าให้ผมสามารถยื่นจดทะเบียนรับรองเด็กให้เป็นบุตรโดยชอบตามกฎหมายได้ และให้ผมมีสิทธิใช้อำนาจปกครองเด็กร่วมกันกับแม่ของเด็ก ซึ่งในเวลาต่อมาเธอกับครอบครัวก็ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลว่าผมไม่มีความเหมาะสมที่จะปกครองเด็กเนื่องจากถูกตัดสินจำคุกในคดีอาญา และเธอกับครอบครัวต้องการอำนาจในการเป็นผู้ปกครองเด็กฝ่ายเดียว
.......ผมและครอบครัวนำคำสั่งศาลไปยื่นต่อสถานสงเคราะห์เพื่อขอรับเด็กออกมาแต่ได้รับการปฏิเสธ โดยเจ้าหน้าที่นักสังคมฯ คนหนึ่งให้เหตุผลว่าไม่สามารถมอบเด็กให้แก่ผมได้เนื่องจากศาลได้ให้อำนาจปกครองเด็กร่วมกันกับฝ่ายหญิงและไม่ได้มีการระบุที่อยู่ของเด็ก สถานสงเคราะห์กังวลว่าหากมอบเด็กให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สถานสงเคราะห์อาจถูกฟ้องร้องได้ จะต้องรอให้มีคำสั่งศาลออกมาหรือไม่ก็ต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน ดังนั้นวิธีเดียวที่ผมจะสามารถนำเด็กออกไปจากสถานสงเคราะห์ได้ก็คือต้องให้ฝ่ายหญิงมาเซ็นชื่อยินยอม ลูกของผมจึงจำเป็นต้องอยู่สถานสงเคราะห์ต่อไปโดยไม่มีกำหนดจนกว่าคดีของผมจะสิ้นสุด
******ผมคิดว่าครูหยุยคงเคยอ่านหนังสือ "รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว" และมีความรู้เรื่องความสำคัญของเด็กในวัยแรกเกิดถึงสามขวบเป็นอย่างดี ผมมีความกังวลใจหลายเรื่องและคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมต่อตัวเด็กที่จะถูกเลี้ยงดูอยู่ในสถานสงเคราะห์ทั้งๆ ที่มีพ่อแม่ที่สามารถที่จะให้ความรักและความเอาใจใส่ได้ดีกว่าใครๆ ผมจึงพยายามที่จะขอความช่วยเหลือจากสถานสงเคราะห์ในการที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดต่อเด็ก แต่ผมกลับถูกต่อว่าจาก ผอ.สถานสงเคราะห์ ...สืบเนื่องมาจากมีรองนายก อบต.(แก้ไขเป็นนายก อบจ. ครับครูหยุย) ให้ผมพูดกับสถานสงเคราะห์ว่าหากไม่มอบเด็กให้ก็จะยื่นเรื่องฟ้องสถานสงเคราะห์ เมื่อผมพูดไปโดยบอกว่าใครแนะนำ ผมก็ยังถูกต่อว่า หลายคำทั้งๆ ที่ผมเพียงต้องการหาช่องทางที่น่าจะดีกว่าแต่เหมือนไม่มีใครใส่ใจหรือให้ความสำคัยต่อตัวเด็กอย่างแท้จริง
*******การปฏิบัติต่อเด็ก************
มาตรา ๒๒ การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็กหรือไม่ ให้พิจารณาตามแนวทางที่กำหนดในกฎกระทรวง
******ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
1. สิทธิของเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องที่รัฐหรือใครให้กับเด็ก แต่เป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งอนุสัญญาใช้คำว่า “สิทธิติดตัว” (inherent rights) ดังนั้น เด็กจึงเป็นผู้มีสิทธิที่ไม่มีผู้ใดสามารถไปตัดทอนหรือจำกัดการใช้สิทธิอันชอบธรรมของเด็กหรือละเมิดสิทธิของเด็กได้
2. ในการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก จะต้องคำนึงถึงสิทธิเด็กและที่สำคัญที่สุดคือต้องยึดถือหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (the best interest of the child) เป็นข้อพิจารณาในการดำเนินการ
แล้วก็ http://learners.in.th/blog/patranart/258581 (ผมอ่านในนี้อ่ะครับ ตามความเข้าใจของผม..ผมว่าสถานสงเคระาห์ปฏิบัติขัดแย้งหลายข้อ)
...........ปัจจุบันลูกชายของผม อายุ 1 ปี 8 เดือน กับ 10 วัน มีพัฒนาการที่ดีมากกว่าเด็กทุกคนในรุ่นราวคราวเดียวกันที่สถานสงเคราะห์ ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่แม่เลี้ยงบางคนให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ก็ยังมีบางคนที่ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ซึ่งตัวผมเองมีหลักฐานอยู่พอสมควรมิได้กล่าวหาลอยๆ ซึ่งหลักฐานต่างผมจะนำเสนอในโอกาสต่อไป
..........แม้ผมจะพยายามศึกษาในตัวบทกฎหมายแต่ผมก็มิได้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายอย่าถ่องแท้ ผมจึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากครูหยุยว่าพอจะมีทางหาทางออกที่ดีเพื่อให้ลูกชายของผมไม่ต้องอยู่ในสถานสงเคราะห์ต่อไปได้หรือไม่ โดยการการศึกษาในด้านข้อกฎหมายด้วยตัวเองผมมองเห็นว่าน่าจะมีช่องทางที่ดีที่ทำให้ลูกผมหลุดพ้นจากสภาพที่น่าสังเวชเช่นนี้ ผมเข้าใจว่ามีวิธี แม้จะใช้เหตุผลในการวิเคราะห์เพียงใดแต่มันก็เป็นเพียงทัศนะคติของผมเท่านั้น ผมอยากขอความกรุณาให้ครูหยุยได้โปรดช่วยเหลือลูกของผมด้วย
........หากใช้สามัญสำนึกล้วนๆ เพียงอย่างเดียว ผมเข้าใจว่าไม่น่าจะมีอะไรมาขัดขวางสิทธิในการเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดโดยสายเลือดเช่นผมให้ไม่สามารถเป็นพ่อของลูกได้ และการห้ามไม่ให้ผมเลี้ยงดูลูกก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ โดยเฉพาะการพิจารณาว่าแม่ของเด็กมีความจริงใจที่จะเลี้ยงดูเด็กหรือไม่ หรือใครที่จะให้ความรักและทำหน้าที่ได้ดีที่สุด แม้ผมจะถูกตัดสินว่ามีความผิดในเบื้องต้น แต่คดีอาญานั้นยังไม่ถึงสิ้นสุด และขบวนการชั้นศาลยังต้องใช้เวลานาน ขอครูหยุยได้โปรดให้ความกรุณาพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ของผมด้วยครับ เพื่อเห็นแก่ชีวิตน้อยๆ ที่ไม่เคยทำร้ายใคร ช่วงอายุนี้เป็นช่วงที่สำัคัญต่อการพัฒนาของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะจิตใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากแม้จะเกิดอะไรขึ้นกับผมแต่พ่อแม่ของผมก็รักและิยินดีอย่างจริงใจที่จะเลี้ยงดูบุตรของผม ....ผมไม่ได้ถูกตัดสินประหารชีวิต และความจริงก็คือผมไม่เคยข่มขืนเธอแลทำผิดรุนแรงอย่างที่ถูกกล่าวหานั้นเกินความเป็นจริง ผมยังมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมและผมยังมั่นใจในผลของกรรมดีกรรมชั่วที่ใครก่อกรรมใดก็จะต้องได้รับผลกรรมเช่นนั้น ไ้ด้โปรดกรุณามอบความเป็นธรรมให้กับลูกชายผมด้วยนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ฐากฤช ใจสุข
tarkish ครับ ผมได้อ่านโดยละเอียดแล้ว ด้วยความเห็นใจครับ แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับคำสั่งศาลและสถานสงเคราะห์ รวมทั้งฝ่ายหญิงที่เป็นแม่ด้วย ผมจะลองใคร่ครวญและหารือฝ่ายต่างๆ นะครับว่าจะมีทางออกที่ดีสำหรับเด็กได้อย่างไร