สอนให้เขาหาปลา ไม่ใช่หาปลาให้เขากิน

เมื่อเกษตรเล่าเรื่องเก่า ทั้ง ๆ ที่ยังไม่แก่ (จริง ๆ นะ ^^)

เรื่องเก่า ๆ เป็นอะไรที่ผมระวังที่จะกล่าวถึง เพราะจะรู้สึกว่าอายุมาก..(แก่)... 

และการค้นหา (ค้นพบ) เรื่องราวใหม่ ๆมาบอกเล่า ดูเท่กว่าเป็นไหน ๆ  

แต่นานวันเข้า เรื่องนั้นก็เล่าแล้ว เรื่องนี้ก็พูดแล้ว หลายวันมาแล้วไม่เห็นมีเรื่องใหม่ ๆ ให้พูดเลย.. 

รึว่าจะถึงวัย...อิอิ..

        จังหวะเดียวกันก็มีเรื่องที่เข้ามากระทบ แต่ไม่สามารถพูด หรือบอก ตรง ๆ ได้ จึงขอเล่าเรื่องเก่า..เปรียบเปรยกับเรื่องใหม่ ลองดูนะครับ..ว่าจะเล่าเรื่องเก่าได้เหมือน....หรือไม่..

เมื่อสมัยเด็ก ผมตื่นเต้นกับการไปจับปลาในลำห้วยท้ายหมู่บ้านมาก พอหมดหน้านา น้ำในนาเริ่มแห้ง ปลาที่เคยกระจายไปทั่วทุ่งนากลับมารวมกันอยู่ในลำห้วยทั้งหมดแล้ว แต่ต้นไผ่หนามรอบ ๆ ลำห้วย และที่ล้มลงไปในลำห้วย ช่างเป็นที่หลบภัยของปลาและอุปสรรค์ต่อการจับปลายิ่งนัก

 

        การจะจับปลาในลำห้วยได้ ต้องอาศัย “ผู้มีประสบการณ์” ที่มีความเป็น “มืออาชีพ” ในการ “นำกลุ่ม” โดยเขาเหล่านั้นจะมีเครื่องมือ คือ “แห” คนละหลาย ๆ ปาก (ผืน) ทั้งขนาดตาถี่ และตาห่าง มี “ข้องลอย” ใบใหญ่ ๆ และที่สำคัญ คือ “ตาข่ายกัดปลา” (ทำจากแหเก่าที่ตัดเย็บเป็นผืนยาวกว่าลำห้วย และสูงกว่าระดับน้ำป้องกันปลากระโดดข้าม)

        การกัดปลาดังกล่าว มืออาชีพ จะดูว่าปลา “วัง” (บริเวณ) ใด มีเยอะ ตัวโต และต้องเป็นวังที่มีขนาดกว้างพอเหมาะกับจำนวนคนที่จะร่วมวงในการจับปลาในวันนั้นด้วย

        ตอนเช้าในวันที่ผมหยุดเรียน ถ้าเห็นบรรดามืออาชีพเดินตามกันเป็นกลุ่มไปยังลำห้วยท้ายหมู่บ้าน ผมจะต้องรีบคว้าแหผืนเล็กตาถี่ ๆ ของผมวิ่งตามไปด้วย เป็นการเรียนรู้ “วิชาชีพ” การดำรงชีวิต และวัฒนธรรมองค์กร จากผู้มีประสบการณ์ขั้นสูงเลยทีเดียว..

        เมื่อถึงลำห้วยบริเวณที่หมายตา มืออาชีพจะเริ่มวางแผน แล้วเริ่มกาง (ขึง) ตาข่ายกัดปลาผืนแรกกั้นลำห้วยอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้น้ำกระเพื่อมแรง เพื่อป้องกันปลาตกใจหนีไปก่อน แล้วใช้โคลนทับชายตาข่ายให้แน่น ป้องกันปลามุดหนีด้านล่าง

        เริ่มขั้นตอนที่ 2 มืออาชีพจะเตรียมตาข่ายกัดปลาอีกผืนไปเตรียมรออีกด้านของ วังปลา คราวนี้ก็ถึงคราวมือสมัครเล่นอย่างผมและคนอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ไปไล่ต้อนปลาจากอีกฟากกับที่กั้นตาข่ายผืนแรกไว้ ให้ปลาวิ่งเข้าหาตาข่าย ทั้งขย่มกิ่งไม้ในน้ำ ตีน้ำ ให้เกิดเสียงดังที่สุด และเมือมาถึงจุดที่มืออาชีพรออยู่ ก็จะช่วยกัน กางตาข่ายผืนที่ 2 ขวางกันลำห้วย กำหนดเป็น “จุดสังหารปลา” ต่อไป

แล้วงานหนักก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องช่วยกันขน เฮอะ หรือ เหยาะ หรือกิ่งไม้ ขอนไม้ที่จมอยู่ในน้ำบริเวณที่จะจับปลาออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สามารถจับปลาได้สะดวกที่สุด ซึ่งบางครั้งต้องรื้อกอไผ่หนามเป็นกอ ๆ  หรือบางวัง ก็มีต้นไม้ขนาดหลายคนโอบล้มขวางการทำงานของเราเลยทีเดียว

พักใหญ่ผ่านไป เกือบเที่ยงแล้ว ถ้าเป็นหน้าร้อนก็สบายหน่อย น้ำก็จะไม่ลึกมาก แต่ถ้าเป็นหน้าหนาว น้ำเย็น ๆ เล่นเอาหลายคนเริ่มสั่น หลายคนได้แผลจากการเหยียบหนามไม้ไผ่ใต้น้ำ การขนกิ่งไม้หนามขึ้นจากน้ำไม่สนุกนักสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างผม แต่เมื่อทุกคนในทีม ทำงาน ผมก็ไม่สามารถนั่งดูเฉย ๆ ได้

แล้วผลงานอันน่าประทับใจก็เริ่มประจักษ์แก่สายตา บริเวณระหว่างตาข่ายกัดปลาทั้งสองเริ่มโล่ง จะมีบ้างก็เป็นตอไม้ หรือต้นไม้ที่ไม่สามารถจะยกออกได้จริง ๆ

น้ำบริเวณนั้นถูกกวนจนเริ่มขุ่น ปลาไม่มีที่หลบซ่อน บางตัวเริ่มว่ายไปชนตาข่ายตึกตัก บ้างก็กระโดดผลุงขึ้นชนตาข่ายด้านบนเรียกเสียงฮือฮาของคนที่เก็บกิ่งไม้ใกล้ ๆ น่าตื่นเต้นนัก บางตัวก็โดนมืออาชีพจับด้วยมือเปล่าไปนอนในข้องลอยเรียบร้อยแล้ว ส่วนมือใหม่อย่างผมได้แต่ลูบผ่านหลังปลาที่วิ่งผ่านไปมา ไม่ไวพอที่จะจับปลาในลำห้วยด้วยมือเปล่าได้ บรรยากาศเริ่มตื่นเต้นพาให้ลืมเหนื่อย อยากขนกิ่งไม้โยนขึ้นฝั่งให้หมดเร็ว ๆ จะได้เริ่มลงมือทอดแหเสียที

แล้วการ ยึดครองพื้นที่ ก็เริ่มขึ้น มืออาชีพแต่ละคนต่างเลือกมุมที่ตัวเองหมายตาไว้ว่าน่าจะมีปลาเยอะที่สุด ส่วนมือสมัครเล่นอย่างผมก็เลือกบริเวณที่ไม่ลึกเกินไป ไม่มีตอไม้ใหญ่ และแน่นอน ไม่ค่อยมีปลาใหญ่ ด้วย 555

ความสนุกสนานเริ่มต้นขึ้นเมื่อแหขนาดต่าง ๆ ถูกเหวี่ยงออกไป แล้วปลาขนาดต่าง ๆ ก็ถูกจับขึ้นมา หลายคนมีแหหลาย ๆ ปาก(ผืน) บางครั้งเหวี่ยงแหออกไปครอบปลาไว้แล้วปล่อยให้ปลาวิ่งวนในแหจนเหนื่อยก่อน ตัวเองเอาแหอีกปากไปหว่าน(ทอด)อีกที่ เป็นการบริหารเวลาที่สุดยอดเลยทีเดียว

 ความตื่นเต้นมีให้เห็นเป็นระยะ เมื่อมีคนมุดลงไปไล่จับปลาในแหของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นเพียงเท้าสองข้างตีน้ำไหว ๆ สักครู่ก็โผล่ขึ้นมาพร้อมกับปลาช่อนตัวเท่าโคนขาบ้าง ปลาดุกตัวเท่าแขนบ้าง ปลากดตัวเขื่อง ๆ หรือปลาเค้าตัวยาวเป็นวาบ้าง นำไปใส่ในข้องลอยที่ผูกไว้ริมห้วยครั้งแล้วครั้งเล่า

 

แหผืนเล็ก ๆ ตาถี่ ๆ ของผมไม่สามารถจับปลาตัวโต ๆ ได้ แต่ภาพที่เห็น ล้วนเป็นแรงบันดาลใจว่า สักวันหนึ่ง ผมจะต้องจับปลาตัวโตแบบนี้ได้บ้าง (ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน) ผมจึงต้องคอยสังเกตว่า เขาเลือกทำเลทอดแหอย่างไร สังเกตการฮุบน้ำของปลาเล็กปลาใหญ่อย่างไร ปลา(วิ่ง)ว่ายไปทางไหน เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง มีมืออาชีพ ทำให้ดู(ไม่ใช่ทำให้) อยู่ให้เห็น และยังพยายาม สอนให้เราทำเป็น ในบางครั้ง (สอนให้จับปลา ไม่ใช่หาปลาให้กิน)

 

เริ่มบ่าย เริ่มหิว เริ่มหนาว กองไฟถูกจุดขึ้นทั้งสองฝั่งลำห้วยตามสะดวก ปลาบางสวนถูกนำมาเผาไฟร้อน ๆ ข้าวเหนียว แจ๋วปลาร้ามืออาชีพเขาเตรียมมาพร้อม ผมเพียงเดินเก็บผักกระโดน ผักไคร้หางนาก แถวริมห้วยมาก็ได้รับสิทธิ์ร่วมวงอาหารเที่ยงตอนบ่าย ๆ ริมห้วยอันโอชะทันที ส่วนน้ำดื่มก็จะมีบ่อที่ขุดไว้ข้าง ๆ ลำห้วยแก้กระหาย

 กินไปมองดูปลาในห้วยไป วิ่งแข่งกันคว้าแหเหวี่ยงไปยังที่ปลาขึ้นฮุบหายใจไปอย่างสนุกสนานตรึงใจนัก

บ่ายคล้อย ตาข่ายกัดปลาทั้งสองข้างถูกรื้อ กิ่งไม้กิ่งไผ่ถูกโยนกลับลงไปในน้ำให้ปลาได้อาศัยเช่นเดิม เราเดินเข้าหมู่บ้านพร้อมกับฝูงวัวควายที่เดินกลับคอก เสียงปลาดิ้นขลุกขลักในข้องลอยใบใหญ่ของหลาย ๆ คน บุญบ้านปีนี้คงทุ่นค่าเนื้อวัวได้โขเพราะปลาชุมนัก  ยิ่งปลาช่อนตัวเขื่องขังไว้ได้หลายวัน ทำน้ำยาขนมจีนอร่อยสุด ๆ ผมชื่นชมผู้คนรอบ ๆ เงียบ ๆ ขณะถือข้องใบเล็ก ๆ ที่มีปลาตัวเล็กตัวน้อยพอประมาณ

>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<< 

ปัจจุบันลำห้วยไร้กอไผ่รอบ ๆ เหมือนเคย ปลาก็เหลือน้อยมาก ๆ ผมไม่ได้ทอดแหมาหลายปี แต่งานบางอย่างที่ทำอยู่บางครั้งก็เป็นการบุกเบิก เหมือนกับการรื้อกิ่งไผ่หนามออกจากน้ำ เพื่อให้สามารถเกิดการแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านได้

แต่หลาย ๆ ครั้งที่เมื่อผมบุกเบิกไว้ในหมู่บ้านใด รู้สึกว่าจะมีกลุ่มคนที่คอยตามเข้าไปแอบจับปลา พร้อมกับวางยาเบื่อปลาไว้ จนผมไม่สามารถจับปลาด้วยแหอย่างถูกต้องได้อีก แทบหมดกำลังใจในการบุกเบิกขวากหนามเลยทีเดียว

ล่าสุด มีคนบอกให้ผมช่วยไปรื้อกิ่งไม้หนามให้เขา เพื่อเขาจะได้จับปลาได้สะดวก ไม่โดนหนามเกี่ยว...

ผมอยากสอนให้เขาหาปลา แต่เขาอยากให้ผมรื้อหนามออกให้อย่างเดียว..โดยไม่ให้สิทธิ์ผมหาปลาในหนองนั้นเลย...????