(ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคทูม)

ดูไบกลายเป็นภาพลวงตาทะเลทรายทันทีอีกทั้งยังกลายเป็นกลายเป็นเหตุการณ์ช็อกโลก ที่รัฐบาลดูไบ ประกาศเมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมาขอพักชำระหนี้ อย่างน้อย 6 เดือน รวมทั้งหนี้ของ "ดูไบเวิลด์ (Dubai World)" หนึ่งในบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐดูไบ ซึ่งมีหนี้ 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขอเลื่อนการชำระหนี้ดูไบ เวิลด์จำนวน 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งจะครบกำหนดในเดือนธันวาคม พ.ศ 2552 ออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม 2553 และว่าจ้างให้ บริษัท ดีลอยท์ฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบบัญชีระดับโลก มาเป็นที่ปรึกษาด้านการปรับโครงสร้างการเงิน ข่าวนี้ทำให้ตลาดหุ้นใหญ่ทั่วโลกแตกตื่น แม้ ชีค อาห์เหม็ด บิน ซาเอ็ด อัล-มัคทูม ประธานคณะกรรมาธิการการเงินสูงสุดของรัฐดูไบ จะออกมาแถลงการขอพักชำระหนี้ครั้งนี้ โดยระบุว่าได้มีการวางแผนการอย่างรอบคอบ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงเรื่องนี้

การเลื่อนนัดชำระหนี้ดังกล่าวส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกตัดสินใจลดเครดิตบริษัทของรัฐบาลดูไบ 6 แห่งทันที ซึ่งรวมถึงดูไบเวิลด์ ที่ถูกลดเครดิตสู่สถานะ "junk" หรือ "ขยะ" ซึ่งเป็นคำที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ในการอธิบายสถานะของตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่าระดับการลงทุน และให้เหตุผลในการหั่นอันดับเครดิตดูไบ เวิลด์ว่า เกิดจากแผนการปรับโครงสร้างของดูไบ เวิลด์ อาจเข้าข่ายการผิดนัดชำระหนี้ตามเกณฑ์ของสถาบัน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเงินรัฐดูไบครั้งนี้ มูลเหตุมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจดูไบที่เริ่มดิ่งลงนับแต่ครึ่งหลังปี พ.ศ. 2551 และส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในดูไบร่วงลงอย่างรุนแรง ตามภาวะวิกฤติการเงินและภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

ทั้งนี้รัฐดูไบมีภาระหนี้ทั้งหมด 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีกำหนดชำระหนี้โดยรวมในปี 2553 จำนวน 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี พ.ศ. 2554 จำนวน 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน ดูไบ เวิลด์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล-มัคทูม ผู้ปกครองรัฐดูไบ ผู้ที่ยืมเงินจากผู้ปล่อยกู้รวมกว่า 70 ราย มาซื้อสินทรัพย์ ตั้งแต่หุ้นกาสิโนในลาสเวกัส ไปจนถึงธนาคาร โดยการขอพักชำระหนี้ครั้งนี้รวมพันธบัตร 3,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ "นัคฮีล ดิเวลลอปเม้นท์" ในเครือ ที่ถึงกำหนดชำระ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ด้วย ธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ดูไบ เวิลด์รายใหญ่สุด คือ อาบูดาบี คอมเมอร์เชียล มีหนี้อยู่ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมี เอชเอสบีซี และสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดที่ นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน ซากส์คาดว่าอาจจะสูญหนี้รายละ 611 และ 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ขณะที่ตัวเลขในปี 2551 ดูไบเวิลด์มีสินทรัพย์ 99,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เศรษฐกิจโลก, 29 พฤศจิกายน 2552-2 ธันวาคม 2552 : 9)

ภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ดูไบนี้ นักวิเคราะห์บางรายกล่าวว่า รัฐบาลดูไบกำลังชดใช้ค่าตอบแทน เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจของดูไบมุ่งเน้นไปที่เงินลงทุนจากต่างประเทศและโครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ที่หรูหราอลังการ จนส่งผลให้เศรษฐกิจของดูไบ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 นครรัฐปกครองตัวเองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขยายตัวอย่างรวดเร็วตลอด 6 ปีที่ผ่านมา

ความใฝ่ฝันที่จะสร้างรัฐดูไบ เป็น "ศูนย์กลางการเงิน และการท่องเที่ยว" หรือ Financial and Tourism Hub ให้โด่งดังติดแผนที่โลก ตามแนวทางตะวันตก วันนี้อาจจะต้องกลับมาพิจารณาใหม่ เหมือนอีกหลายโครงการที่ยังเป็นแค่พิมพ์เขียว เพื่อไม่ให้กลายเป็นวิกฤติการเงินอีกรอบ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ (กรุงเทพธุรกิจ, 2552) สรุปปัญหาการเงินของดูไบดังนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นปัญหาที่คั่งค้างมาหลังจากการแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ ฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ของดูไบก็แตกสลายเช่นเดียวกัน แต่ในตอนนั้น ดูไบได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากอาบูดาบี โดยการที่ธนาคารกลางของอาบูดาบีเข้าไปซื้อพันธบัตรของดูไบมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้นักลงทุนหลงเชื่อว่าดูไบจะได้รับความช่วยเหลือจากอาบูดาบีอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน สะท้อนให้เห็นว่าอาบูดาบีจะให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีๆ ไป และน่าจะมีเงื่อนไขบางประการ ที่จะทำให้เจ้าหนี้รายอื่นๆ ต้องรับภาระในการปรับโครงสร้างหนี้ อาทิเช่น การเจรจาขอลดเงินต้น เพื่อเป็นเงื่อนไขของการยืดหนี้ในอนาคต เป็นต้น ผลกระทบจากปัญหาทางการเงินของดูไบ ไม่น่าจะแพร่ขยายออกไปสู่ประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจมองได้ว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ธนาคารยุโรปและธนาคารของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เองในฐานะเจ้าหนี้ ซึ่งในกรณีของธนาคารยุโรปนั้นราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวลงเพื่อรับข่าวไปแล้ว ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืนยันแล้วว่าจะฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบการเงินให้เพียงพอ และหากธนาคารของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีปัญหาทางการเงินอื่นๆ ก็คงจะได้รับความช่วยเหลือ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบธนาคารของยูเออีอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ปัญหาโครงการสำนักงานในดูไบที่สร้างขึ้นมาแต่ยังไม่มีคนเช่าก็เป็นเรื่องสำคัญ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่ฟองสบู่ขยายตัวมากที่สุดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของดูไบ คือภายในหนึ่งอาคารมักะมีเจ้าของพื้นที่จำนวนมากมายหลายรายที่ทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่ต่อบางชั้นของอาคารมีเจ้าขอห้เช่าถึง 2 ราย บางอาคารมีให้เช่ากว่า 50 ราย มีการซอยพื้นที่ยิบย่อยมากมาย ทำให้เกิดปัญหาซอยพื้นที่เพื่อแข่งขันกันปล่อยให้เช่า บรรดานักเก็งกำไรจากทั่วโลกจึงพากันมุ่งหน้าสู่ดูไบเพื่อมให้มีโอกาสซื้อพื้นที่สำนักงาน แม้จะมีพื้นที่เล็ก ๆ ก็ตามแต่เมื่อเกิดปัญหาฟองสบู่แตก การมีเจ้าของพื้นที่ยิบย่อยเช่นนี้ทำให้การปล่อยขายพื้นที่ให้กับริษัทต่างชาติที่ต้องการพื้นที่ทั้งชั้นหรือสองชั้นเป็ฯเรื่องยากยิ่ง อาคารที่มีเจ้าของพื้นที่มากดังที่กล่าวไปมักไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้เช่าหรือผู้ซื้อตัวจริง แต่คารลักษระดังกล่าว ก็มีอยู่เป็นจำนวนมากในดูไบ หรือคิวราวเป็น 2 ใน 3 ของอาคารสร้างใหม่ทั้งหมดที่กำลังจะเปิดตัวในปี พ.ศ. 2553 และคิดเป็น 70 % ของอาคารที่กำบังจะเปิดตัวในปี พ.ศ. 2554 การไม่มีผู้เช่าอาคารการเก็งกำไนจึงไม่เกิดดอกผล เป็นสาเหตุปัญใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของดูไบต้องเกิดภาวะวิกฤต

ประชาชาติธุรกิจ (3 ธันวาคม พ.ศ. 2552 : 4) รายงานว่า เจ้าหนี้ของกลุ่มดูไบเวิลด์ โดยเฉพาะเจ้าหนี้ของบริษัทนาคีลอาจได้สิทธิในการครอบครองที่ดินชายฝั่งของดูไบขนาดเท่าเกาะแมนฮัตตัน หากบิรษัทผิดนัดชำระพันธบัตรอิสลาม หรือซูกุก (Sukuk) ซึ่งออกเพื่อระดมเงินทุนมาทำโครงการดูไบเวอร์เตอร์ฟอนต์บางส่วน เนื่องจากบริษัทนาคีลได้ระบุบไว้ในหนังสือของโครงการ ที่ดินดังกล่าวได้ประมาณค่าไว้ราว 4.2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หากโครงการแล้วเสร็จในปี พ.3ศ.2561 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 1.18หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ถึงอย่างไรเจ้าหนี้ต่าง ๆ จะต้องดำเนินการฟ้องร้องที่ศาลดูไบเนื่องจากสินเชื้ออสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่เร็วและง่ายนัก

 

การประกาศลดความน่าเชื่อถือจากสถาบันทางการเงิน (ธุรกิจโลก, 30 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2552 : 14)

 

สำนักงานการคลังของรัฐบาลท้องถิ่น ดูไบ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แถลงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 บริษัทดูไบ เวิลด์ กลไกการลงทุนหลักของรัฐ เตรียมเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อขอชะลอการชำระหนี้หุ้นกู้และพันธบัตรอิสลามออกไปก่อน อย่างน้อยถึงวันที่ 30 พฤษภาคมปีหน้า ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงหนี้ในรูปพันธบัตรอิสลาม 3.52 พันล้านดอลลาร์ ออกโดยนาคีล บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2552

การขอขยายเวลาการชำระหนี้เป็นก้าวแรกที่จะนำไป สู่การปรับโครงสร้างธุรกิจในดูไบ เวิลด์ ซึ่งเคยชี้แจงเมื่อเดือนตุลาคมว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุน การดำเนินงานได้มากถึง 800 ล้านดอลลาร์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า และนำไปสู่การปรับลดกำลังคน 15% เหลือประมาณ 70,000 คน

ผลกระทบของการตัดสินใจขอขยายเวลาการชำระหนี้ โดยนอกเหนือผลกระทบต่อตลาดหุ้น และตลาดการเงินในประเทศ สถาบันจัดอันดับระหว่างประเทศ ทั้ง มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ปรับลดเรตติ้งความน่า เชื่อถือทางการเงินของบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งที่มีสายสัมพันธ์ธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัฐดูไบ

มูดีส์ฯได้ปรับ ลด อีมาร์ พร้อพเพอร์ตีส์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทเจเบล อาลี ฟรี โซน ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม บริษัทดีไอเอฟซี อินเวสต์เมนต์ และบริษัทดูไบ โฮลดิง คอมเมอร์เชียล โอเปอเรชั่น กรุ๊ป ลงสู่ระดับต่ำกว่า "น่าลงทุน" หรือที่เรียกกันว่าระดับของพันธบัตรขยะ (Junk bond) แต่ดีพี เวิลด์ ผู้ให้บริการท่าเรือรายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง บริษัทลูกของดูไบ เวิลด์ การประปา และการไฟฟ้าดูไบ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ระดับ Baa2 แต่สูงกว่าระดับพันธบัตรขยะ 2 ขั้น

ขณะที่เอสแอนด์พีปรับลด เรตติ้งบริษัทในกลุ่มแรก รวมถึงดีพี เวิลด์ ลงมาเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่สูงกว่าระดับ "ไม่น่าลงทุน" อยู่ 3 ขั้น เหนือระดับพันธบัตรขยะ โดยมีตั้งแต่ระดับ BBB+ จนถึง BBB-

สำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยง ผูกพันอยู่กับดูไบ เวิลด์ เริ่มวิตกมากขึ้น เนื่องจากทางการดูไบไม่ได้เปิดเผยว่าจะชำระหนี้กว่า 9 พันล้านดอลลาร์ ที่กำลังจะครบกำหนดไถ่ถอนในอีก 4 ปีนี้อย่างไร และเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ดูไบ เวิลด์ ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารของรัฐบาลอาบู ดาบี เป็นจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์ หรือครึ่งหนึ่งของวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ ชี้ค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูม ผู้ครองนครรัฐดูไบ วางแผนระดมทุนภายในสิ้นปีนี้

ข้อมูลจากดอยช์แบงก์พบว่า ดูไบมีหนี้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน 4.3 พันล้านดอลลาร์ และอีก 4.9 พันล้านดอลลาร์ จะครบกำหนดไถ่ถอนในไตรมาสแรกของปี 2553 ซึ่งเป็นทั้งหนี้จากการออกพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้บริษัทเอกชน โดยคณะกรรมการการคลังดูไบได้จ้างดีลอยต์ให้รับผิดชอบการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ดูไบ เวิลด์

ภายใต้โฮลดิ้งของดูไบ เวิลด์ ธุรกิจในเครือที่มีปัญหามากที่สุด ได้แก่ นาคีล และลิมิตเลส ซึ่งจับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ โครงการสำคัญที่เป็นที่รู้จัก คือ เกาะรูปปาล์ม ที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ และโครงการขุดคลองความยาว 75 กิโลเมตร โดยจากมูลหนี้ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ดูไบ เวิลด์ แบกรับภาระอยู่ เป็นหนี้ที่เกิดจากนาคีล มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ความช่วยเหลือจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์-รัฐอาบูดาบี

 

กุญแจสำคัญที่มีผลต่ออนาคตของดูไบขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างดูไบและรัฐอาบูดาบี ซึ่งปกครองโดยราชวงศ์นาฮายัน พระญาติของ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคทูม ผู้ครองรัฐดูไบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจตะวันออกกลางต่างเชื่อมั่นว่า ในที่สุดแล้ว อาบูดาบีซึ่งมีความมั่งคั่งทางการเงินมากกว่า เนื่องจากครอบครองแหล่งน้ำมัน 1 ใน 10 ของโลก ทั้งยังเป็นเจ้าของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งที่มีเงินทุนในมือกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ จะเข้ามากอบกู้สถานการณ์ให้กับดูไบ มีเพียงนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งที่คาดว่า ยูเออี จะไม่ปล่อยให้รัฐดูไบ ล้มละลายเพราะจะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยอาบูดาบีมีน้ำมันสำรอง 90% ของทั้งยูเออีและมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก แต่ท้ายปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังออกพันธบัตรใหม่อีก 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อหาเงินมาใช้หนี้รัฐดูไบ และยังขอร้องบรรดาเจ้าหนี้ให้ยืดเวลาในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน การออกพันธบัตรใหม่จำนวน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯครั้งนี้ เป็นการออกครั้งที่ 2 สำหรับโครงการออกพันธบัตรของรัฐบาลยูเออีจำนวน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยครั้งแรกออกไปแล้ว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปีก่อน เพื่อหาเงินมาผ่อนชำระหนี้ของกลุ่มดูไบ เวิลด์ โดยมีธนาคารที่อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล 2 แห่งคือ เนชั่นแนล แบงก์ ออฟ ดูไบ (NBAD) และธนาคารอัลฮิลาล เป็นผู้รับไปดำเนินการ (เศรษฐกิจโลก, 29 พฤศจิกายน 2552-2 ธันวาคม 2552 : 9)

รัฐอาบูดาบีก็ยื่นมือให้ความช่วยเหลือัฐดูไบ ด้วยเหตุผลที่ว่า รัฐสองรัฐมีหลายสิ่งหลายอย่างเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง หากดูไบล้มละลาย อาบูดาบีเองย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบไปได้ (เศรษฐกิจโลก, 29 พฤศจิกายน 2552-2 ธันวาคม 2552 : 9)  การให้ความช่วยเหลือนี้ยังซ่อนความหมายเชิงสัญลักษ์ ที่ว่า รัฐอาบูดาบีซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือรัฐดูไบ ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นรัฐอิสระที่สามารถปกครองตนเองได้อย่างแข็งแกรง นั้นคือ การเปลี่ยนชื่ออาคารที่เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของดูไบคือ “เบิร์จ ดูไบ” (เศรษฐกิจโลก, 7-9 มกราคม 2553 : 10)

ภาพความหรูหราฟู่ฟ่าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในดูไบ กลับกลายเป็นเหมือนฟองสบู่ที่แตกรวดเร็วเกินความคาดหมาย หลายฝ่ายมองว่า วิกฤติฟองสบู่ดูไบที่เกิดขึ้นเป็นอันปิดฉากยุคแห่งความรุ่งเรืองด้านโครงการพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในนครรัฐกลางทะเลทรายแห่งนี้ กระนั้นก็ตาม เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553 อาคารเบิร์จ ดูไบ ซึ่งได้รับการจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นอาคารสูงที่สุดในโลก ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วโดยมีพิธีเปิดอาคารและงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่อลังการราวงานฉลองวันชาติ

 ดูไบไม่เพียงมีตึกสูงที่สุดในโลก แต่ดูเหมือนจะมีข้อสัญญาการตั้งชื่ออาคารที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย จิม เครน ผู้เขียนหนังสือ "City of Gold:Dubai and the Dream of Capitalism" กล่าวถึงการเปลี่ยนชื่ออาคารสูงดังกล่าวที่เดิมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อาคารเบิร์จ ดูไบ เป็นอาคาร "เบิร์จ คาลิฟา" (Burj Khalifa) ซึ่งเป็นชื่อของ ชีค คาลิฟา บิน ซาเยด อัล นายัน เจ้าผู้ครองนครอาบูดาบีซึ่งเป็นประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เครนตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนชื่ออาคารดังกล่าวถ้าไม่ใช่การแลกเปลี่ยนตอบแทนกันอย่างโจ่งแจ้งกับการที่รัฐบาลกลางยอมให้เงินกู้ก้อนใหญ่แก่ดูไบเวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนของรัฐบาลดูไบ เพื่อแก้ปัญหาการชำระหนี้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก็สามารถมองได้อีกอย่างว่าเป็นการแสดงความขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางที่มีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 3.3 แสนล้านบาท  (เศรษฐกิจโลก, 7-9 มกราคม 2553 : 10)

ชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคทุม เจ้าผู้ครองนครดูไบ ยอมรับว่าการเปลี่ยนชื่ออาคารเป็นเบิร์จ คาลิฟา ก็เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีค คาลิฟา ผู้ครองอาบูดาบี นักวิเคราะห์กล่าวว่า ก่อนนั้น ดูไบเคยได้ชื่อว่าเป็นรัฐอิสระที่สามารถปกครองตนเองได้อย่างแข็งแกร่ง แต่หลังจากประสบภาวะวิกฤติทางการเงินในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า ดูไบจำเป็นต้องพึ่งพาอาบูดาบีซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่กว่าและเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลางมากกว่าที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ตามเห็นได้ว่า ในการเปิดตัวอาคารสูงที่สุดในโลกหลังนี้ ชีค โมฮัมเหม็ด แห่งดูไบ ได้พยายามดึงความสนใจของผู้คนให้พุ่งไปที่ศักยภาพในอนาคตของดูไบแทนที่จะเพ่งเล็งไปยังปัญหาทางการเงินที่กำลังประสบอยู่

 

การเข้าแทรกแซงของ IMF

 

นายมาซูด อาเหม็ด ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางและเอชียกลางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) ได้กล่าวว่า คณะทำงานชุดหนึ่งของ IMF จะเข้าไปยังดูไบเพื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตการณ์หนี้ของดูไบ เวิลด์ และดำเนินมาตการหากมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ IMF จะถือโอกาสปรับปรุงข้อมูลเศณษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้ทันสมัยรวมทั้งประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจด้วย(ประชาชาติธุรกิจ, 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552 : 4)

 

บทสรุป 

 

ปัญหาของดูไบกล่าวโดยสรุป คือ สืบเนื่องมาจากการปล่อยกู้ที่มากมายและหละหลวมของสถาบันการเงินต่าง ๆ มากกว่า 70 ราย ผสมผสานกับความเชื่อมั่นและการเก็งกำไรของนักลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งราคาไว้สูงเกินจริง ทำให้นำไปสู่ฟองสบู่ของราคาอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์เกือบทุกประเภทของดูไบที่ดูสวยงามต้องแตกสลาย  

การทำอะไรเกินตัวของดูไบกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ทั่วโลกต้องจับตามองและไม่กล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศที่จะพัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดด

วาทิน ศานติ์ สันติ  : เรียบเรียง

 

บรรณานุกรม 

 

หนังสือ 

วนิดา พิมพ์โคตร. “ผลกระทบของการรวมกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับกลับประเทศในกลุ่ม 

อาเซียน.” วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2552.

สุดารัตน์ สุวรรณสินธุ์. “ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยไปตะวันออก 

กลาง.” สารนิพนธ์เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราคำแหง. 2551.

 

หนังสือพิมพ์ 

เดลินิวส์ วาไรตี้ พาเที่ยวต่างแดน.  “ตะลุยทะเลทรายที่มหานครระฟ้า...ดูไบ.” เดลินิวส์, ฉบับที่

21,471, (7 - 9 มกราคม 2552) : 1,4.

ธุรกิจโลก. “ดูไบ เวิลด์ ป่วน! ประกาศยึดหนี้ เรตติ้งทุนเอมริเรตส์รูดแตะ ‘จังก์บอนด์’.” ประชาติ

ธุรกิจ, ฉบับที่ 4162 (3362), (30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2552) : 14.

ประชาชาติธุรกิจ. “ดูไบดึงเม็ดเงินต่างชาติทุ่ม เมกะโปรเจ๊กต์ ขยาย ศก..” ประชาติธุรกิจ, ปีที่ 28,

ฉบับที่ 3665 (2865), (24 - 27 กุมภาพันธ์ 2548) :  14.  

__________. “วิกฤต "ดูไบ เวิลด์" บทเรียนอาหรับ บทเรียนเศรษฐกิจโลก.” ประชาชาติธุรกิจ,

ปีที่ 33, ฉบับที่ 4163, (3 ธันวาคม พ.ศ. 2552)

__________. “วิกฤตการณ์จากการทำอะไร เกินตัว กำลังกลีบมา.” ประชาติธุรกิจ, ปีที่ 1, ฉบับที่ 13,

(23 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2552) : 15.

__________. “ IMF สั่งทีมสอบวิกฤต ดูไบเวิลด์ เจ้าหน้าจ่องยึดที่ดินชายฝั่งซูกุกบริษัทนาคีล.

ประชาชาติธุรกิจ, ฉบับที่ 4165 (3365), (10 ธันวาคม 2552) : 1 – 4.

เศรษฐกิจโลก. “ดูไบเวิลด์ บทเรียนปั้นทะเลทรายเป็นศุนย์ฯ การเงิน+การท่องเที่ยว.” ฐานเศรษฐกิจ

, ปีที่ 29, ฉบับที่ 2483, (29 พฤศจิกายน 2552 - 2 ธันวาคม 2552) : 9.

__________. “เบิร์จ คาลิฟา ต่อลมหายใจอสังหาฯ แห่งดูไบ.” ฐานเศรษฐกิจ, ปีที่ 30, ฉบับที่ 2494, (7-9 มกราคม 2553) : 10.

 

วัสดุสารสนเทศ ออนไลน์ 

กระทรวงการต่างประเทศ. (2551). ข้อมูลประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์. ค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน

2553, จาก http://www.mfa.go.th/web/2386.php?id=370#

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. (2552). ปัญหาดูไบ : น้ำลดตอผุด.  ค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2553,   จาก

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/supavut/20091207/

89691ปัญหาดูไบ-:-น้ำลดตอผุด.html

วิกิพีเดีย. (2553, ก). ดูไบ. ค้นเมื่อ12 พฤศจิกายน 2553, จาก http://th.wikipedia.org /wiki/%E0%

B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%9A

Roral Thai Consulate General Dubai. (2553). เขตธุรกิจเสรีของดูไบ. ค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน

2553, จาก http://www.thaiconsulate.ae/