หลังจากกลับจากทำงาน คุณเคยรู้สึกบ้างไหม.. รู้สึกเหมือนมีอะไรจะต้องทำตลอดเวลา ทำแล้วไม่ได้ผลอย่างที่หวัง..เหนื่อย...หากใครมีภาวะอย่างนี้

เข้าข่าย Burden  และถ้ามีอาการ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เข้าไปด้วย ก็กำลังจะ Burnout  แล้วคะ

ที่จริงแล้วงานทุกอย่างก่อให้เกิด Burnout ได้  แต่คนทำงาน Palliative care  ดูจะเป็นที่ถูกห่วงใยเป็นพิเศษ อาจเพราะงานต้องเห็นการพลัดพรากอยู่เป็นประจำ..ไหนจะเป็นงานที่เหมือนเส้นแบ่งงานสิ้นสุดไม่รู้อยู่ตรงไหน
ต่างจากการดูผู้ป่วยห้องฉุกเฉิน  ผ่านประตูออก ER ไปก็สำเร็จไปหนึ่งงาน

 

ที่จะบันทึกต่อไปนี้ เป็นข้อคิดที่ได้อาจารย์ Pantilat  ซึ่งเป็นตัวอย่างการดำเนินชีวิต Busy professor   เรียกว่าวันนึง ตารางเวลาแน่นทุกชั่วโมง บางครั้งต้องหอบอาหารเที่ยงจากบ้านมาเข้าประชุม  แต่มีชีวิตสมดุล ดูอาจารย์มีความสุขตลอดเวลา และพร้อมเผื่อแผ่คนรอบข้าง  ครอบครัวน่ารัก(ภรรยาอาจารย์ก็เป็น Attending staff)
ว่าจะปรับสมดุล สร้างเกราะป้องกันตัวจาก Stress และ Burnout อย่างไร

คำตอบคือ  "เมื่อเรารู้สึกว่าควบคุมเวลาของตัวเองได้"  กล่าวสั้นๆ คือ "Time management " นั่นเอง

 

ทำไมมันจึงสำคัญ..เมื่อเราจัดการเวลากับสิ่งที่ประดังประเดเข้ามาในแต่ละวันอย่างดีแล้ว  ก็จะมีเวลาเหลือสำหรับสิ่งต่อไปนี้มีงานวิจัยรองรับว่าลด Professional burden ได้
1. Time  สำหรับ Self reflection

2.Time สำหรับ  Group support

3.Time  สำหรับ Personal life

 

หลักการที่อาจารย์แนะนำ และทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ในการทำงาน ที่ฉันสรุป 3 C คือ

1.Concrete Goal : เป้าหมายที่ชัดเจน วัดได้ ประเมินได้  เพราะจะทำให้เรากำหนดตัวเองได้ว่า ทำถึงไหนที่ "พอ (และ)ดี" จุดที่ยากคือจะจัดการกับ เรื่องที่เข้ามา Interupt อย่างไร ต้องลำดับความสำคัญ
- ถ้าสิ่งนั้นสำคัญมาก  เช่น ญาติผู้ป่วยแสดงความไม่เข้าใจแผนการรักษา ให้จัดการทันที
- ถ้าสิ่งนั้นไม่จำเป็น เช่น คำวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ ลบและลืมมันเสีย รวมถึงการคิดถึงอดีต อนาคตที่เราทำอะไรไม่ได้
- ถ้าก้ำกึ่ง  ให้กำหนดเวลาที่จะจัดการกับมันให้ชัดเจน และทำสิ่งที่ง่ายเสร็จเร็วที่สุดก่อน เพราะ Sens of finish ทำให้เราทำงานถัดไปอย่างมีความสุขขึ้น

บันทึกเกี่ยวกับการใช้ IT จัดการงานเอกสาร ตามหลัก i-POD?

2. Concentrate  :  การกำหนดเวลาทำทีละอย่าง และให้ความสนใจกับสิ่งนั้นเต็มที่
อย่างละไม่เกิน 1 ชั่วโมงสำหรับ paper work , ไม่เกิน 2 ชั่วโมงสำหรับการสนทนาเรื่องงาน หรือการทำข้อตกลง (รวมถึง Family meeting)
ตอนฉันมาใหม่ๆ รู้สึกแปลก ที่ต้องนัดจองชั่วโมงเพื่อเข้าพบอาจารย์ล่วงหน้า 1 สัปดาห์พร้อมหัวข้อที่จะคุย ( Meeting agenda)

..แต่ 1 ชั่วโมงนั้น อาจารย์จะให้ความสำคัญ และตั้งใจฟังเรามากๆ ไม่ว่าจะเรื่องปัญหาการเรียน การทำงานวิจัย
สิ่งที่ได้จากการราวน์  ไปจนถึงคำแนะนำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน  แม้จะพบได้ไม่บ่อยแต่ทุกครั้งที่ได้เข้าพบอาจารย์จึงรู้สึกคุ้มค่าและได้ประโยชน์

3.Colleagues : ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน  แม้ว่าจะอาวุโสน้อยกว่า  หรือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ตาม เพราะยิ่งเขาภาคภูมิใจในคุณค่างานตัวเองเท่าไหร่  ยิ่งมีศักยภาพ และ งานของผู้บริหารยิ่งเบาลงเท่านั้น เพราะไม่ต้องไปจี้ทุกจุด
หากต้องการให้ใครทำอะไรให้ จะไม่บอก"ให้ทำ"อะไร  แต่จะบอกว่า เรา "ต้องการสิ่งใด" เพราะจริงๆ แล้วเขาอาจมีวิธีการทำที่เหมาะสมกว่าสิ่งที่เราบอกให้ทำก็ได้
เช่น ครั้งหนึ่งขอให้คุณเลขา พิมพ์เอกสารให้  แต่แทนที่จะบอกประมาณ " ช่วยพิมพ์ให้หน่อยได้ไหมคะ" .. ก็บอก " ฉันจำเป็นต้องพิมพ์เอกสารฉบับนี้ คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม"...ปรากฎว่า คุณเลขา จูงมือไปเครื่องพิมพ์และแฟกซ์ พร้อมกับสอนวิธีการใช้อย่างละเอียด..จนอยากพิมพ์เมื่อไหร่ ก็ทำได้ทันที สะดวกมาก

 

ปล.  ที่จริงยังมีตัวอย่าง คนทำงาน Palliative ที่ดูมีความสุขล้นเหลือเผื่อแผ่คนรอบข้างอีกมาก  เช่น พี่กุ้งนาง อาจารย์เต็มศักดิ์  อาจารย์สกล ...(ขออนุญาตกล่าวถึงนะคะ)  หากเป็นไปได้จะเชิญมาแบ่งปัน Tip ทำอย่างไรไม่ให้ Burnout

 

สำหรับผู้เขียน..ยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ตก ต้องขอ Bye
ใช้เวลาเขียนครบ 1 ชั่วโมงพอดี ขอไปพัก แล้วเตรียมทำงานต่อก่อนคะ T_T