สวัสดีครับ ปัทมา

พอดียังไม่หิว เหลือบดูเวลาก็เที่ยงครึ่ง โรงอาหารคงจะแน่นปั๋ง ขอนั่งรอไปกินตอนบ่ายดีกว่า เปิด net มาก็เจอบทความนี้ จะเขียนตอบแต่แรกแล้วล่ะ ก็มาเห็น "พาดพิง" พอดีตอนท้าย หึ หึ

ผมชอบ concept ฝรั่ง (คล้ายๆ supervisor ของผมเหมือนกัน Prof Ben Bradley แต่นั่นเป็น immunologist) ที่ชีวิต หรืออย่่่างน้อย "การจัดการชีวิต" เขานั้น "ชัดเจน" จริงๆ เป็น concrete คือออกมาเป็นภาคปฏิบัติ ทำได้ และรู้ด้วยว่าทำยังไง ด้วยความชัดนี้เอง ทำให้เขามีความเจริญที่ออกมา "ชัดเจน" เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องในแง่วัตถุอย่างเดียว แต่สัมผัสได้ เห็นได้ แน่นอน นี่เป็นวัฒนธรรมอันน่าสรรเสริญและน่าสนใจมาก

มีกับดักเล็กน้อย อยู่ตามเบี้ยบ้ายรายทางของวิธีนี้ เช่น ในเรื่อง concrere goal อันที่สองนั้น ด้วยปรัชญาแห่งความชัด อะไรที่ไม่ชัด ก็จะถูก relegate หรือ demote ไปอยู่หลังๆทันที มากกว่านั้นก็คือ ignore ไม่สนใจ ตัดทิ้งไป แต่บางเรื่องผมยังคิดว่าไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว อนาคตที่ไม่แน่นอน และของที่พร่าๆ เบลอๆ ถึงแม้มันจะไม่ชัดขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราใช้เวลากับมันบ้าง มักจะมีอะไรซ่อนเร้น แฝงอยู่ สุดท้าย แม้จะไม่ชัดขึ้นมา แต่เราก็จะรู้สึก worth our while ในเวลาที่เราได้ใช้ไป

สำหรับตัวผม "ชีวิต" คือ function เป็นการกระทำ เป็นการมีปฏิสัมพันธ์ ทั้งภายในและภายนอก และการได้ "มอง" ปรากฏการณ์เหล่านี้สำหรับผมเป็นการใช้ชีวิตที่เพลิดเพลิน

ดังนั้นมีสององค์ประกอบ คือ เรายัง "ทำ" อยู่ไหม และที่เราได้ทำ เรายัง "มอง" อยู่ไหม ตราบใดที่ทั้งสองประการ สององค์ประกอบยัง flow อยู่ ไม่ว่าจะเป็นงาน หรือเป็นอะไรก็ตาม ผมยัง "มีชีวิตและใช้ชีวิต"​ ที่ OK อยู่

ปรากฏว่าหลักการที่เป็น backup แบบนี้ ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหลายประการ

สิ่งแรกก็คือ เราจำกัดที่เราควบคุมได้ลงมาเหลือแต่สิ่งที่เราพอจะควบคุมได้จริงๆ (แม้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์) เพราะว่าเราลดอะไรที่ฟุ่มเฟือย และจะมีปัญหาลงไปได้เยอะ อาทิ การที่คนอื่นจะใช้่ชีวิตอย่างไร คนอื่นๆจะทำอะไร คนอื่นๆจะคิดอย่างไร ถ้าเราเอาภาระเหล่านี้มาแบกเมื่อไหร่ ความมันจะบังเกิดขึ้นทันที

ฟังดูบางคนอาจจะคิดว่าคิดแบบนี้ไม่เหมาะจะเป็นครูอาจารย์นะ เพราะครูจะต้องไปสนใจชีวิตนักเรียนสิ ว่าเขาจะทำ จะคิด จะเชื่อ จะรู้อะไรบ้าง ผมก็ว่าจริงบางส่วนครับ แต่ "สนใจ" นั่นเป็นสิ่งที่ผมทำได้ (และก็ทำอยู่) แต่สุดท้ายแล้วที่เขาจะทำ จะคิด จะเชื่อ นั่นไม่ใช่งานของครูอีกต่อไป เราเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

ประการที่สอง เราเพิ่มความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรา "มองหา" ก็เลย "มองเห็น" อันนี้เสริมกับการลงมือกระทำ การมองหา ก็จะเริ่มเห็นสิ่งต่างๆ ความเข้าใจเป็นโอสถที่ดีเลิศสำหรับเยียวยาความทุกข์ได้อย่างน่าประหลาด ทั้งๆที่บางที ความทุกข์มันก็ยังอยู่ แต่พอเราเข้าใจ มันก็ค่อยๆบรรเทาลงไปเอง และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ทันทีที่เราเริ่ม "มอง" ปรากฏการณ์ เราจะลดความ overwhelm ของความรู้สึกลงอย่าง dramatic ลดความฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด โทสะ อับอาย ฯลฯ มันเหมือนกับสมองส่วน "ปัญญา" ขยายศักยภาพมาดูแลสมองส่วน limbic system ไม่ให้ความรู้สึกมันตื่นเพริด กระเจิดกระเจิงออกไป

บางคนเรียก "มอง" นี้ในศัพท์ต่างๆไป อาทิ ภาวนา นั่งสมาธิ จงกรม ฯลฯ ไม่ขัดข้องครับ อยากจะเรียกอะไรก็เรียกไป

เอาแค่นี้้ เดี๋ยวจะยาวกว่าบทความต้นฉบับ

สวัสดีปีใหม่ครับ