เก็บตกงานประชุมเชิงปฏิบัติการ โรงเรียนคู่พัฒนา ประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตอนที่ ๑ : การเดินทาง/ แก้เคล็ด/ ศิษย์กตัญญู

K.Pually
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
พอกัดคำแรกประสาทลิ้นสัมผัสเนื้อแป้งผสมครีมที่อ่อนนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนๆโชยขึ้นจมูก วู๊วววว…… ชิ้นที่สอง-สามเผลอตามมาแบบไม่ทันรู้ตัว

มองเห็นถนนบริเวณเลนด้านซ้ายสุดยุบลงไปเป็นร่องตามล้อรถอย่างเห็นได้ชัด   แสดงถึงการรองรับน้ำหนักหลายสิบตันเกินกำหนด   ทั้งๆที่สภาพถนนเพิ่งผ่านการซ่อมแซมมาไม่นานจากการสังเกตสีของพื้นถนนและสภาพถนนบริเวณเดียวกัน  
   “ด่านชั่งน้ำหนักมีไว้เพื่อ  ? ”   หลายคนต่างมีคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพราะเบื่อที่จะฟังความตามรูปแบบเดิมๆ ราวกับท่องบ่นเป็นอาขยาน คล้ายกับทฤษฎีที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์ และสรุปประเมินผลไม่ได้             
                                                          
                                  
                  
  
 " ไปร้านแป้งพิมพ์นะ  อยู่สุขุมวิท ๑๙  ใกล้ๆอาคารเสริมมิตร "  บอกจุดหมายปลายทางแก่ Taxi จากโรงแรมที่พักเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน
        
" ขนาดผมบีบแตรไป ๓ รอบนะ  ยังทำเฉย  เห็นแก่ตัวมากเลย จอดไปได้อย่างไรในซอยแคบๆแบบนี้  นิสัยเสียแบบนี้ต้องแกล้งเฉี่ยวรถให้มันเสียเวลาเรียกประกันมาสัก  ๒-๓  ชั่วโมง "  พนักงานขับรถ  บ่นอย่างไม่พอใจ  ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าแววตา
       
" จะไปทำเขาทำไมเล่า  ปล่อยไปเหอะ  ใจร้อนหุนหันไปได้เนาะ "   หันไปกล่าวเตือนสติพนักงานขับรถออย่างปลอบใจ 
        
" ผมละหงุดหงิด  ยิ่งอดมาหลายวัน "  พนักงานขับรถกล่าวตอบด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้น   แถมอธิบายความต่อถึงนิยามของคำว่า  อด  เฮ้อ…..เรื่องธรรมชาติของมนุษย์หากเก็บกด  พาลอารมณ์เสียง่ายๆเช่นนี้ก็มี

แล้วเราจะมาเส้นนี้ให้รถติดทำไมเนี่ย  ผมขับแท็กซี่มาตั้งหลายปี  ลืมซอยนี้ไปได้ไง อย่างกับเพิ่งขับเป็นปีแรกงั้นแหละ  เพราะมัวคุยกับคุณนั่นเอง "  
           
อ้าว  ก็คุณเป็นคนโม้ติดลมไปเองนี่นา "   การปล่อยโอกาสให้เขาได้พูดถึงความน่ารักของลูกๆ และภรรยา ช่วยให้เขาเพลิดเพลินและลืมอารมณ์ขุ่นมัวไปอย่างได้ผล

            
คุณดูนี่นะ   เมื่อเช้าผมไปวัดมา  ขนหัวลุกเลย  พระท่านทักทาย  แม่นมาก "
            
รับกระดาษจดรายการสิ่งของที่ให้มา.....อ่านแบบงุนงง  แต่ไม่กล่าวสิ่งใดออกมา


                                                          
                                                              
ผมว่าจริงนะ  เพราะผมและภรรยายังไม่พร้อม  จึงให้ภรรยาไปทำแท้ง เด็กเขาก็เลยตามพยาบาทไปเรื่อยๆ แต่ท่านทักว่าไปทำแท้ง ๒ ครั้ง   ผมก็ค้านว่าไม่ใช่ ท่านก็บอกว่า ภรรยาอาจมีความจำเป็นต้องไปทำแท้งอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ได้บอกผมก็ได้  มันก็อาจเป็นไปได้  ผมตัดสินใจว่าจะไปซื้อของตามรายการมาแก้ ๒ ชุดเลย "

ตัวเลขที่เขียนไว้ ประมาณ ชุดละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท   อืมมมมม ไม่แพงสักเท่าไหร่    หากต้องการสบายใจก็คงต้องทำ

                                    

                                                                   
             

เหตุการณ์เมื่อสัก ๖ ปีที่แล้วผุดขึ้นมาในความทรงจำ  พระรูปหนึ่งทักทายคล้ายๆกัน 
    
"  ไม่เคยทำแท้ง  ยืนยันได้ "   แย้งโดยฉับไว

" แต่อาตมามองเห็นเด็กเขาจองเวรอยู่นะ  นึกดีๆนะ "  พยายามต้อนให้จนมุม

" ไม่ต้องนึกหรอกค่ะ  เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องทำแท้ง "  ยืนยันอีกรอบหนึ่ง
     
" แล้วเคยแนะนำให้ใครทำบ้างไหม "  หาช่องทางใหม่

แหม  มันก็มีบ้าง  เช่น แนะนำให้บางคนที่พลาดท่า-เสียที  หรือคนที่ไม่พร้อม "  เกี่ยวข้องจนได้

นั่นแหละ   โยมต้องต้องทำพิธีแก้เคล็ด  วันนี้ก็ทำได้  อาตมาจะจัดของให้ครบ ค่าใช้จ่ายประมาณ ๓๐๐๐ บาท "  แนะนำวิธีการพร้อมเสนอความช่วยเหลือ
   
"  เดี๋ยวนะ  ถ้างั้นเจ๊ก็ต้องเคยด้วยซิ  "  เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยบ้าง " กรณีของเจ๊นี่ให้ยืมเงินไปทำเลยนะ  ไม่ใช่แค่แนะนำ..... เพราะเขาเดือดร้อนมาก  ไม่มีเงินทำ กลัวพ่อ-แม่จะรู้ "

นั่นแหละโยม  บาปมากเลย  ต้องแก้เคล็ด "  ตรงจุดเลย

                                                                           

เจ๊  ราคามันแพงเกินนะ  ไม่ทำดีกว่า  สู้เราไปวัดทำบุญสังฆทาน  กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ก็น่าจะทดแทนได้  "  แอบออกความคิดเห็นประกอบการปรึกษาความ 
          
ตัดสินใจไม่ทำ   แต่บอกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด   หลังจากนั้นวุ่นวายจนลืมทำบุญไปให้   มีเหตุการณ์ต้องเสียเงินไปเกือบสองหมื่นบาท   ยังค้างคาใจว่าหากเสียเงิน ๓๐๐๐ บาททำพิธีแก้เคล็ดไปแล้ว   จะยังต้องเสียเงินจำนวนมากนี้หรือไม่

                                      
                                  

         

                      

           

" เดี๋ยวหยุดๆๆๆ จอดตรงนี้แหละ
          
" คุณก็ใจร้อนไปได้  ลองนับดูซิ  คุณพูดคำว่าหยุดตั้งหลายคำ "  พนักงานขับรถแท็กซี่กล่าวเล่นเชิงตำหนิ
          
เป็นงั้นไป   นึกถึงสำนวนคำพังเพย  “ เล่นกับหมา  หมาเลียปาก  ” 

 

                 
                                         
       

ชินพงศ์  อังสุโชติเมธี   ลูกศิษย์กตัญญู ซื้อ Krispy Kreme มาฝาก  เกรงว่าคุณครูจะไม่อินเทรนด์

 

  

 

" โธ่เอ๊ย  มองดูแล้ว ก็โดนัทดีๆนี่เอง "   แต่พอกัดคำแรกประสาทลิ้นสัมผัสเนื้อแป้งผสมครีมที่อ่อนนุ่ม  กลิ่นหอมอ่อนๆโชยขึ้นจมูก   วู๊วววว…… ชิ้นที่สอง-สามเผลอตามมาแบบไม่ทันรู้ตัว  นี่ขนาดไม่ได้ดื่มชาเคล้าไปด้วยนะเนี่ย  ... สุดเลิศค่ะ


                                     
                                   

                                                                           คุณแม่ของเดียร์ ' ชินพงศ์ 

                     

                                                                                    วู๊วววว…… สุดยอด
    
  
                       
                                                       คุณครูกัลยา  พบที่พึ่ง   ร่วมชิมไป-ชมไป   
                
     
" อาจารย์  พวกหนูจะจบ มอหกแล้วนะ   เรียนกับอาจารย์มาตั้ง ๓ ปีแล้วอาจารย์จะให้อะไรพวกหนูล่ะคะ "   ลูกศิษย์สาววัยกระโดกกระเดก  กระเซ้าแหย่แบบทีเล่น-ทีจริง 

วุ๊ย.... นังหอย   พูดแบบนี้ได้ไง   ฉันสอนพวกหล่อนมาตั้ง ๓ ปี  แทนที่จะระลึกถึงบุญคุณของความเหนื่อยยากที่ใส่ใจพวกหล่อน    พวกหล่อนต่างหากเล่า...  ต้องเป็นฝ่ายซื้อของให้ครูย่ะ "  ย้อนกลับซะเลยยยยย  

                                                      *** ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะคะ *** 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แลกเปลี่ยน-เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน



ความเห็น (0)