ชีวิตที่เมืองลาว : 25 มกราคม 2554 ความเชื่อ คนตาย และ “ความตาย...”


ในวันนี้ เป็นวันที่มีความหมายในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องศรัทธา และความเชื่อ
เพราะหลังจากที่เมื่อวานคนที่มาช่วยงานเรา “ตาย” ตายปุ๊บ เผาปั๊บอีกต่างหาก

 


วันนี้จึงเป็นวันวัดใจว่า จะมีคนบ้านนี้มา “ช่วยงาน” เราอีกไหม

Large_2401201108

 

เพราะความเชื่อของคนที่นี่เขาเชื่อสืบต่อกันมานมนานแล้วว่า “มาสร้างเมรุฯ แล้วจะตาย”
ความเชื่อ บางคนก็ว่า “งมงาย” แต่เมื่อวานมีคนมาช่วยงานเรา “ตายจริง ๆ”

วันนี้จึงเป็นวันที่บ่งบอกได้ว่า ความเชื่อ กับศรัทธา อะไรจะวิ่งนำหน้ามากกว่ากัน...
นับตั้งแต่ตอนเช้า ช่วงเวลาที่ไปรับอาหารบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็ให้น้ำหนักศรัทธาและความเชื่อในระดับหนึ่ง
เพราะจำนวนคนใส่บาตรในตลาดก็สามารถวัดค่าความเชื่อมั่นต่อเรื่อง “ความตาย” ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ตอนเช้า คนใส่บาตรมากขึ้น...
ข้าพเจ้าโล่งอกไปเปราะหนึ่ง หลังจากที่เห็นคนใส่บาตรหน้าเดิมยังเหนียวแน่น แถมคนหน้าใหม่ก็ยังมีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จนทำให้ช่างเนา ซึ่งวันนี้มืดลูกชายซึ่งป่วยมาช่วยหิ้วอาหารถึงกับต้องไหว้วานคนอื่นมาช่วยแทน

พ่อค้า แม่ค้า ชาวตลาด ถือว่าเป็นกระบอกข่าว กระบอกเสียง เกี่ยวกับเรื่องบ้าน เรื่องเมือง อันลือเลื่องในเมืองนั้น ๆ

ถ้าหากเขาลือว่าเมรุฯ นี้อาถรรพ์ วันนี้คนที่เคยใส่บาตรนั้นย่อมถดถอย

แต่วิกฤตกลับกลายเป็น “โอกาส...”
จากความเชื่อเดิม มาทำเมรุฯ แล้วจะตาย วันนี้ใครต่อใครกลับเชื่อว่า “คนที่ตายไป อย่างน้อยก็ยังได้มาทำบุญครั้งสุดท้ายในชีวิต...”

 

Large_2201201102

เหตุผลเสริมที่เสริม “โอกาส...”
นอกจากการเหงี่ยหูฟัง ใครต่อใครพูดถึงการตายของช่างที่มาช่วยงานออกดังเช่นที่กล่าข้างต้นแล้ว ก็ยังมีเหตุผลเสริมอีกว่า “ตายไม่ทุกข์ทรมาน...”

คือ พี่น้องที่มาทำงานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนนี้มีบุญ ตายไม่ต้องโอดต้องโอย”
เพราะหลาย ๆ คนก่อนตายนี้ต้องทุกข์หลาย เจ็บป่วยทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บ แล้วยิ่งช่างคนนี้ ไม่มีลูก ไม่มีเมีย อยู่ตัวคนเดียว ฐานะยากจน ถ้าหากเจ็บป่วยกระเสากระแสะ ก็ยิ่งเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
แต่ครั้งนี้ถือว่าตายดี ไม่ต้องทุกข์มาก ถึงคราวตายก็ “ตาย...”

 

หลังจากที่ได้เห็นนัยยะของคนใส่บาตรในตลาดเมื่อเช้าออกมาดีแล้ว ก็ยังต้องคอยมาดูกันต่อว่า วันนี้จะมีคนมาช่วยงานเราอีกไหม...

วันนี้เป็นวัน “ระทึก”
เพราะจากเดิม คนที่มาช่วยงานจากบ้านนี้จะมากันก่อนเวลา 9 โมงเช้า แต่วันนี้เก้าโมงก็แล้ว เก้าโมงครึ่งก็แล้ว จนกระทั่งทีมงานบ้านโนนยางมาก็แล้ว ทีมงานบ้านนี้ก็ยังไม่มา ตอนนั้นบอกตรง ๆ ว่าใจของข้าพเจ้าเริ่ม “ระทึก”

สงสัยจะย่าน...”
สงสัยจะย่าน (กลัว) เป็นคำพูดของทีมงานที่มาทำงานก่อนในวันนี้ หลังจากที่ไม่เห็นมีทีมจากคนบ้านนี้มาช่วยเหมือนดังเดิม

แต่ไม่กี่อึดใจ ข้าพเจ้าก็เห็นรถกระบะสี่ประตูคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาที่หน้าวัด ข้าพเจ้าคิดว่า ขอให้เลี้ยวขวาเข้ามาที่หน้างาน
รถคันนั้นเลี้ยวขวา...!

เลี้ยวขวาแล้วมาจอดที่หน้างาน
ข้าพเจ้าคิดต่ออีกว่า ขอให้เป็นคนบ้านนี้มาช่วยงานเถิด...

เมื่อข้าพเจ้าเห็นหน้าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างท้วมเปิดประตูลงมาจากรถ ข้าพเจ้าถึงกับถอนหายใจ “โล่งอก” เพราะจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนบ้านนี้ที่เคยมาช่วยทำเมรุฯ นี้

 

Large_2501201106

จากนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงพูดดัง ๆ จากหนึ่งในคนที่ลงจากรถนั้นว่า “มากันสี่สิบคน...”
มากันสี่สิบคน เป็นคำพูดตลก ๆ ของคนที่มาช่วยงาน เพราะที่จริงแล้วมากันสี่คน
แต่ข้าพเจ้าก็ถือว่า เป็นนิมิตรหมายที่ดีนะ ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะมา 10 คน วันนี้มากันแค่ 4 คน แต่ก็ยังดีที่ไม่มาเลย คืออย่างน้อยก็ยังมีคนที่ไม่กลัวต่อมรณะภัยที่ใครต่อใครก็หนีให้พ้นไปไม่ได้...

Large_2401201110

หมายเลขบันทึก: 422521เขียนเมื่อ 25 มกราคม 2011 23:47 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 มิถุนายน 2012 01:54 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี