ในหลาย ๆ วันที่ผ่านมา ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นจนชินตาก็คือ การที่ปู่ ย่า ตา ยาย พาลูก มาหลานมาทำงานด้วย...
จากการที่ข้าพเจ้าเห็น สภาพของสังคมของที่นี่ เริ่มจะคล้าย ๆ กับเมืองไทยแล้ว ก็คือ พ่อ คนหนุ่ม คนสาว เริ่มไปทำงานรับจ้างทั้งในที่ไกลหรือที่ใกล้ จนทำให้ภาระเลี้ยงดูลูกนั้นกลายเป็นภาระของปู่ ย่า ตา และ ยาย...
ดังนั้นเมื่อปู่ย่าตายายไปทำงานที่ไหน เด็ก ๆ ก็ต้องตามไปด้วย...
เด็กกับดินและทรายเป็นของคู่กัน...
ตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่ว่าจะเป็นฝั่งไทยหรือฝั่งนี้ เด็ก ๆ คนไหนก็ชอบเล่นดิน
ดิน หิน ทราย ที่กองสูง ๆ เป็นที่เล่นอันวิจิตรของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์
สิ่งแรกที่เด็กเห็นกองทราย ก็ถือขึ้นไปเดินเล่นไปกองทราย เหยียบปุ๊บทรายก็ยุ๊บตัวปั๊บ เดินขึ้นไป ลงมา กลับไป กลับมา “สนุกดี...”
การได้ขีดเขียนลงบนผืนดิน เปิดจินตนาการที่กว้างใหญ่กว่าหน้ากระดาษในหนังสือ
อิฐที่วางเรียงอย่างระเกะระกะ ถูกนับมาเรียง จัดวาง สร้างสรรค์จินตนาการมากกว่า จิ๊กซอว์ หรือตัวต่อที่มีขายตามห้างสรรพสินค้า
จินตนาการของเด็กกับงานก่อสร้าง เป็นโจทย์ทางด้านการศึกษาที่ไม่ควรมองข้าม
อย่างหนึ่งที่ควรคิดก็คือ วันนี้ห้องนี่เหลี่ยม ๆ ปิดกั้นจินตนาการของเด็กมากน้อยสักเพียงใด...
ตั้งแต่ที่ข้าพเจ้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ มีเด็ก ๆ ซึ่งบวชเป็นเณรเพื่อบวชเรียนมาคุยกับข้าพเจ้าว่า “อยากสร้างศาลากลางน้ำ”
ข้าพเจ้าคิดว่า เป็นไอเดียที่บรรเจิดสำหรับเด็กสิบขวบ ที่มีจินตนาการก้าวไกลเกิน “อายุ...”
ถึงแม้ว่าจะสร้างได้หรือไม่ได้สร้าง ไม่ว่าจะยากหรือง่ายไม่สวยงามเท่าจินตนาการที่เปิดกว้าง...
และยิ่งในวันนี้ เมื่อปู่ย่าตายายมาสร้างเมรุฯ เด็กก็ต้องมานั่งเล่นใน “ป่าช้า...”
เด็กกลัวไหม...?
สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า เด็กมีชุดความรู้เรื่อง “ผี” น้อยกว่าผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่มีชุดความรู้เรื่องผีเยอะ มีมากก็กลัวมาก
เด็ก ๆ ชุดความรู้เรื่องผีอาจจะยังน้อย ซึ่งอาจจะถูกผู้ใหญ่ “หลอกผี” บ้างเวลาร้องไห้ ก็เลยมีชุดความรู้ว่า “ผีน่ากลัว”
ก็เหมือนกับหลอกเด็กว่า “ถ้าร้องไห้จะโดนหมอฉีดยา” ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการหลอกเด็กว่า “ตำรวจจะจับ” หรือ “ผีจะหักคอ...”
แต่ผู้ใหญ่ไอเดียบรรเจิดกว่านั้น ...
เพราะนอกจากเรื่องเล่าแบบปากต่อปากแล้ว เรทติ้งโฆษณาของรายการ “ผี” พวกขนหัวลุกก็เรียกค่าโฆษณาได้ไม่เบา
หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ ที่เคยมีคนพูดว่า ถ้าไม่ผี ไม่ตลก ก็ไม่ได้ตังค์
ผู้ใหญ่จึงมีชุดความรู้เรื่องผีเยอะ ยิ่งอายุมาก ยิ่งประสมปนเปสร้างชุดความรู้หลอกจิตหลอกใจตัวเองมาก
เรียนปริญญาตรีก็มีชุดความรู้เรื่องผีระดับปริญญาตรี เรียนจบปริญญาเอกก็มีชุดความรู้ที่จะส่งผลให้กลัวผีในระดับปริญญาเอก สอนจิตสร้างสภาวะของใจไปเรื่อย...
แต่เด็ก ๆ ถ้าไปถามคำจำกัดคำว่า “เมรุฯ” เขาจะนิยามว่าอย่างไร…?
ถ้าไปถามว่า “ป่าช้า” คืออะไร เขาจะตอบว่าอย่างไร...?
เป็นคำถามที่ผู้ใหญ่ควรถามเด็ก ก่อนที่จะบอกเด็กว่า “ป่าช้ามีผี” และ “ผีน่ากลัว”
เด็กที่บริสุทธิ์เรื่องผี น่าจะเป็นคำตอบให้ผู้ใหญ่ได้ว่า “ผี มีจริงหรือไม่...???”
สำหรับส่วนตัวของข้าพเจ้าคิดว่า ระบบ กฏเกณฑ์ ความเชื่อ ค่านิยม อะไรต่ออะไรนั้นก็เกิดมาจากชุดความรู้ของผู้ใหญ่ทั้งนั้น
ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งสร้างเหตุผลให้กับลัทธิความเชื่อได้มาก
ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับจิตใจเพื่อให้หลงงมงายได้มาก
เพราะเหตุผลระดับปริญญาเอกย่อมดีกว่าเหตุผลระดับประถมศึกษา...
ในวันนี้จึงน่าจะมีโจทย์วิจัยที่ชี้สามารถตอบคำถามกับสังคมว่า “ป่าช้ากับสนามเด็กเล่นนั้นแตกต่างกันอย่างไร...?”
ป่าช้าเด็กไปเล่นได้หรือไม่ หรือทำไมเด็ก ๆ จึงมีความสุขสดใสเมื่อได้เข้ามาเล่นอยู่ใน “ป่าช้า...”





ที่โน่นไปทีไร มีแต่สร้าง เสริม และ ทำงาน ครับ