ณ ช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เหมือนได้ใคร่ครวญกับตนเองมาตลอดเรื่อง “การทำทานและความหลง” อย่างที่เคยเขียนบันทึกเล่าครูไปแล้ว เช้านี้ เดิน ๆ อยู่ ทบทวนถึงพี่ ๆ และผู้คนที่มาร่วม “ทำทาน” พบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า “แทบจะทุก ๆ ท่าน ก็ทำทานเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เพราะติ๋วไปบอกบุญ”
อย่างเช่น พี่จั่น ทุกครั้งที่มีผู้มาบอกบุญท่านก็จะทำทานตามกำลัง รู้สึกได้ถึง “ใจที่บริสุทธิ์” พี่จั่นเคยเล่าว่า
“พี่เคยอ่านเจอพระท่านว่า คนเราบุญไม่เคยทำ กุศลไม่ค่อยสร้าง มีแต่อยากได้โน่นนี่ ถ้าไม่เคยทำของเก่าไว้ มันก็ไม่ได้หรอก”
รวมถึงพี่ ๆ ที่ทำงานทุกคนเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม
ส่วนแม่ค้าที่ตลาด ก็ไปวัดทำบุญ ทำโรงทานกันเป็นธรรมดา
จุ่นและแม่ของจุ่นก็เหมือนกัน ครอบครัวนี้ จิตท่านน้อมในการสร้างกุศลอยู่แล้ว
น้องนี ก็ดูจะพร้อมเรียนรู้กับเส้นทางนี้ แม้จะมีสงสัยแต่ก็มองว่าเป็นโอกาส
ปู่กับย่า และญาติก็ร่วมบุญกันตามสมควร พวกท่านปลูกผัก ก็ได้ผักมาเต็มรถทีเดียว

จำนวนเงินหรือข้าวของนั้น เป็นเพียงวัตถุที่เนื่องด้วยน้ำใจของผู้คน
แต่ผู้ที่ไปบอกบุญ ง่ายมากที่จิตจะเคลิ้มไปว่า
เพราะ “ฉัน” เป็นคนไปบอกบุญถึงได้ปัจจัยมากมายขนาดนี้
มันตกร่องแบบนี้นี่เอง ถึงหลงง่าย แถมหนักเข้า
“จิตนี้ดูจะไม่ชอบแบบนี้เท่าไหร่ เพราะบางครารู้สึกสงสัยทุกครั้งที่มีผู้มาบอกบุญว่า ทำเพราะเมาบุญกันรึเปล่า”
“ทำแล้ว เป็นกุศลจริงเหรอ?”
เพราะเคยมีความรู้สึก ปรามาสคนเหล่านี้
เลยส่งผลให้ต้องมา “ทดสอบเป็นผู้บอกบุญเอง”
ลำพังหน้าที่ “บอกบุญ” แบบที่ยังมีความเป็น “ตัวตนอยู่”
ก็จะมีความรู้สึกอาย และความคิดปรุงแต่งนานา
หากจัดการในตนเองไม่ได้ หรือ มีสติรู้ไม่ทัน จิตก็จะเศร้าหมองง่าย

แต่พออีกฝั่งทำบุญ บอกบุญด้วยความหลง ไปแบบเคลิ้ม ๆ สุข ๆ
ก็ไปติดอีกฝั่ง อาการแบบนี้น่าห่วง
เพราะเมื่อไหร่ที่ไปบอกบุญแล้วไม่ได้รับการตอบรับ
จิตมันจะจ๋อย แบบเหี่ยวสลด เหมือนต้นไม้โดนรดด้วยน้ำร้อนก็ไม่ปาน
หากรู้ไม่ทัน จิตก็จะไหลไปเป็นโทสะ ประมาณว่า
“ฉันอุตส่าห์เอาบุญมาฝาก ไม่อยากได้บุญเรอะ ๆ เชอะ.............แล้วก็จะตามด้วยคำพูดที่สะท้อนจิตอันเจือด้วยโทสะ”
รู้สึกว่า “คนบอกบุญ มาติดล็อคตรงนี้เยอะ” “ติดสุข เมาบุญ” เลยเกิดให้มีความลังเลสงสัยกันมาก
หากจะว่าไปแล้ว
ด้วยองค์แห่งการทำทานประกอบด้วย
วัตถุทาน ผู้ให้และผู้รับ
หากจะลึกซึ้ง หรือ บริสุทธิ์เพียงใด
ก็อยู่ที่ความบริสุทธิ์บริบูรณ์แห่ง สามองค์ประกอบนี้
เมื่อน้อมเข้ามาสู่ตน
หากอยู่ในฐานะผู้ให้หรือผู้รับ
ก็ต้องมีสติน้อมนำมาระลึกกับตนเองถึงความถึงพร้อมหรือความบริสุทธิ์ของ
มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม
หลายคนลืมว่า
“องค์ประกอบของการทำทานมีสามสิ่ง”
จึงเมาที่จะ “ทำทานกับเพียง นาดี ๆ เท่านั้น”
จนบางคราหลงลืมว่า ส่วนหนึ่งของการทำทานคือ “ผู้ให้”
หากทำทานกับนาดี แต่ผู้ให้เองยังไม่บริสุทธิ์ก็ยังด้อยกว่าการทำทานด้วยจิตใจของผู้ให้ที่บริสุทธิ์
ทบทวนกับตนเองถึงตรงนี้ระลึกถึงครูแล้วมีประโยคว่า
“ถ้ามีโอกาสก็ทำไปเถอะ ทุกคนที่เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์กับเราเขามาให้โอกาส ไม่ใช่ดิ้นรน ดีดดิ้นวิ่งวุ่นไปหาแต่พระอรหันต์ ให้หันมาดูตัวเองดีกว่า แต่ถ้ามีโอกาสสร้างกุศลกับพระอรหันต์ก็ทำ แต่ต้องทำอย่ามีสติ”
สาธุ....สาธุ....