เรื่องราวการขับเคลื่อนโลกภายในของจิตใจ ที่ลึกล้ำ งดงาม ให้มีการแบ่งปัน ชำระล้างขัดเกลาจิตใจ ด้วยพลังอันบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่ของคนธรรมดา ที่มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เชื่อมั่นในคุณงามความดี ซึ่งพลังนี้มีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน
งานนี้จัดที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 54 ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงานที่ผมทำอยู่ ผมได้ทราบข่าวงานเสวนา “คนเล็กเคลื่อนโลก” จาก Facebook ของ “คนค้นคน” ก่อนงานประมาณ 1 สัปดาห์ ผมเห็นว่าน่าจะไปร่วมได้โดยใช้งานที่ผมทำประจำอยู่สามารถเชื่อมโยงเข้ากันได้ ก็ได้ไปปรึกษาหัวหน้าผมว่า จะขออนุญาตไปร่วมงานนี้ โดย Present ว่าจะนำสิ่งที่ได้จากการเสวนาไปใช้ในงานได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการฝึกอบรมพัฒนาและการเรียนรู้ของพนักงาน และแน่นอนเนื้อหาสาระที่เป็นแกนหลักของเรื่องซึ่งเป็นเรื่อง Talk of the townอยู่ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในคาดหวังอยู่แล้ว และผมคิดว่าน่าจะนำไปเล่าต่อได้ไม่ยาก ซึ่งตอนแรกผมก็กะว่าจะเขียนบันทึกที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พอดีทีมงานที่ผมชวนไปร่วมงานนี้ได้เขียนไว้แล้ว เนื้อหาค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว (อ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.oknation.net/blog/tarayas/2011/01/21/entry-2 ) นอกจากนี้บรรยากาศการเสวนายังสามารถดูได้จากรายการคนค้นคนที่จะออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 25 ม.ค.54 นี้ ผมก็เลยเปลี่ยนใจมาเขียนบันทึกในมุมมองของการนำเอาเกร็ดความรู้ที่น่าจะได้จากงานนี้ไปใช้ในงาน Trainingการจัดการฝึกอบรมพัฒนาและการเรียนรู้ของพนักงานได้

ตามกำหนดการของงานเสวนานี้ จะเริ่มในเวลา 13.00 น. ของวันที่ 20 ม.ค. 54 แต่ผมกับเพื่อนๆ ทีมงาน ไปถึงงานตั้งแต่ 10 โมงกว่าๆ ทั้งนี้เพื่อจะได้ไปสำรวจพื้นที่ก่อนว่าจะนำมาใช้ทำกิจกรรมสำหรับพนักในบริษัทได้อย่างไรบ้าง อีกอย่างก็ถือโอกาสไปเที่ยวศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นี้ด้วย เพราะตั้งแต่หอจดหมายเหตุสวนโมกข์นี้เปิดให้บริการ ผมก็ยังไม่เคยไปเยี่ยมเลย เมื่อไปถึงก็ไม่ผิดหวังครับ สมกับคำเล่าลือจริงๆ บรรยากาศสงบร่มรื่น สวยงาม น่าเรียนรู้ เป็นสถานที่สัปปายะจริงๆ บรรยากาศส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้สูงมาก (Learning Optimum State)




เมื่อไปถึงที่หอจดหมายเหตุฯ ผมเห็นสถานที่จัดงานเสวนาแล้ว เป็นลานกลางแจ้ง จัดพื้นที่ให้นั่งกับพื้นเพื่อคุยกันอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่เข้าไป เพราะถูกมนต์สะกดของร้านขายหนังสือที่อยู่ด้านหน้าดักไว้เสียก่อน มีหนังสือและสื่อสารสนเทศต่างๆเกี่ยวกับธรรมมะให้ซื้อให้อ่านเป็นหมวดหมู่หลากหลาย ชัดเจน ในร้านยังจัดมุมไว้ให้นั่งอ่านอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดได้เลยทีเดียว อ่านก่อนถูกใจแล้วค่อยซื้อกลับ ออกจากร้านหนังสือก็มาสมทบกับเพื่อน เพื่อรอลงทะเบียนที่เปิดให้ลงทะเบียนในเวลา 13.00 น. ก็ได้พบกับทีมงาน แขกรับเชิญและพิธีกรหน้าตาคุ้นๆ ก็ทักทายขอถ่ายรูปตามประสาจนเกือบเที่ยงก็ต้องไปรับประทานอาหารกลางวันกันก่อน แล้วค่อยกลับมาลงทะเบียน



หลังจากรับประทานอาหารกลางวันกลับมาช่วงเที่ยงกว่าๆ ผู้จัดงานได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว แต่งานจะเลื่อนไปเริ่มต้นที่เวลา 14.00 น. เหลืออีกตั้ง1 ชั่วโมง กว่างานจะเริ่ม ผมก็ใช้เวลานี้ในการเดินเที่ยวสำรวจสถานที่ ทั้ง 3 ชั้น พบว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะพาพนักงานในบริษัทเข้ามาเรียนรู้ทำกิจกรรมในห้องต่างๆ ได้ เช่น ห้องปฏิบัติธรรม ห้องแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ระเบียงสวนด้านหน้าของชั้น 2 และที่พลาดไม่ได้ ช่วงปีนี้ทั้งปีมีนิทรรศการห้อง “นิพพานชิมลอง” ที่ในห้องได้ทำบรรยากาศให้ชวนทำสมาธิ เจริญสติ ได้ดีมากๆ ผมคิดว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะใช้เป็นที่ทำกิจกรรมสำหรับพนักงานเพื่อหาความสงบทางจิตใจและชาร์จแบตเชื่อมโยงไปยังงานที่รับผิดชอบได้ โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างเสริมทัศนคติในด้านต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทัศนคติการให้บริการ ความปลอดภัย และระเบียบวินัย โดยให้พนักงานได้เข้าเยี่ยมชมและเข้าร่วมกิจกรรมในห้องนิทรรศการที่มีอยู่เป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง จากนั้นก็ให้มารวมกลุ่มกันแบ่งปันประสบการณ์กันตามแนวทางของ AAR (After Action Review) เพื่อสกัดองค์ความรู้นั้นๆ ออกมา





ช่วงเริ่มการเสวนาผมได้สังเกตทีมงานพิธีกรทำงานกันอย่างมืออาชีพ ที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่เหล่าพิธีกรสามารถควบคุมบรรยากาศและเวลาการเสวนาได้เป็นอย่างดี พิธีกรแต่ละคนรับส่งหน้าที่กันอย่างกลมกลืน ถ้าดูในมุมมองของการจัดการความรู้ พิธีกรเหล่านี้ก็คือ กระบวนกรนั่นเอง (Facilitator) ที่ต้องคอยซักคอยถาม จุดประกาย เชื่อมโยง สนับสนุนผู้ร่วมงาน ทั้งแขกรับเชิญหน้าเวที และผู้เข้าร่วมรับฟังเสวนาทุกๆ คน และถ้าดูตามมุมมองของงาน Training การจัดงานนี้ตั้งมีคิวมีแผนอย่างชัดเจนว่าจะให้ใครพูดอะไรก่อนหลังอย่างไร บริหารเวลาให้ได้ตามกำหนด Scriptเหล่านี้ก็เหมือนกับการจัดทำแผนการสอนนั่นเอง โดยตามมุมมองของขั้นตอนการทำแผนการสอน MIAP เหล่าพิธีกรก็ได้ทำอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอน M : Motivation ซึ่งก็เป็นที่ทราบดีว่าการเริ่มรายการทำได้ไม่น่าเบื่อ ผู้ฟังมีความกระหายอยากที่จะรับรู้เรื่องราวและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ช่วง I : Information พิธีกรได้จัดคิว ซักถามและให้แขกรับเชิญผู้ร่วมรายการบนเวทีได้แสดงความคิดเห็น เล่าประสบการณ์ให้ฟังอย่างครบถ้วนและสมดุล ช่วงA : Applicationพิธีกรยังได้ให้ผู้เข้าร่วมรายการทั่วไปที่มารับฟังได้แสดงความคิดเห็น เล่าประสบการณ์ให้ฟังด้วยเช่นกัน และช่วง P : Progress พิธีกรก็ให้แขกรับเชิญผู้ร่วมรายการ ช่วยกันสรุปและปิดรายการได้อย่างน่าประทับใจ



สรุปแล้วงานนี้ถ้ามองตามมุมมองของ KUSA (Knowledge / Understand / Skill / Attitude) เหล่าพิธีกรก็ทำได้อย่างครบถ้วน ผมได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมจากการเสวนาครั้งนี้ในหลายด้าน ได้ฝึกสติ เจริญภาวนาดื่มด่ำกับงานนี้อย่างจุใจ และหัวใจหลักของงานนี้ คือเรื่องของ Attitude ครับ เพราะหลายคนได้รับแรงบันดาลใจจนนำไปปฏิบัติจริงได้เป็นรูปธรรม เกิดความสุขได้อย่างกลมกลืนกับวิถีชีวิต เกิดพลังการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ ตัวอย่างถ้อยคำ องค์ความรู้ต่างๆ ผมได้เก็บบันทึกมาและเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ ทัศนคติเชิงบวกในด้านคุณธรรมและจริยธรรม ที่งดงามมีดังนี้ครับ
-
คนเล็กเคลื่อนโลก คือเรื่องราวของคนธรรมดา ที่มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง เชื่อมั่นในคุณงามความดี จะมีพลังอันบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่ซึ่งพลังนี้มีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน ในการขับเคลื่อนโลก โลกในที่นี้คือโลกภายในของจิตใจ ที่ลึกล้ำ งดงาม ให้มีการแบ่งปัน ชำระล้างขัดเกลาจิตใจ ให้บริสุทธิ์ โดยพลังนี้จะเกิดการเหนี่ยวนำจากคนเล็กๆ ธรรมดาๆ มายังตัวเราส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ต่อไป ปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต้องต่อสู้แข่งขันไปสู่รูปแบบการเรียนรู้
-
คนเล็กจะเคลื่อนโลก แต่จะไม่แบกโลกไว้ เมื่อคนทำความดีด้วยความเพียรจนถึงที่สุด สิ่งที่ยั่งยืนก็คือความดีที่คนรอบข้างจะได้เห็น ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถึงแม้คนๆ นั้นจะไม่อยู่แล้ว คนๆ นั้นจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปได้นำไปปฏิบัติต่อไป เปรียบเหมือนศาสดาของศาสนาพุทธ ไม่ได้อยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อยู่ที่พระธรรมที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธที่ได้นำไปปฏิบัติ
-
เมื่อเราได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางความรู้สึกและเห็นคุณค่าของโอกาสและชีวิตแล้ว สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดพื้นฐานทางจิตใจที่ดีงามในการดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จด้วยความภาคภูมิใจอย่างยั่งยืนต่อไป
-
จากวิถีชีวิตของยายยิ้ม เราพบว่า การสอนไม่ได้เกิดจาการพูด แต่เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็น อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้งปรุงแต่ง จากความเมตตาของยายยิ้ม
-
เมื่อเราละทุกข์ ละสุขได้ ปล่อยได้แล้ว เราจะไม่มีความกังวลใดๆ หลงเหลืออยู่อีก
-
การดำเนินชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริงต้องกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติ ทุกวันนี้คนเราห่างจากวิถีธรรมชาติไปมาก พอกลับสู่ธรรมชาติทำให้ต้องปรับตัว ก็เลยรู้สึกว่าไม่สะดวก ซึ่งไปสับสนกับคำว่าสุข ดังนั้นต้องแยกความสุขและความสะดวกออกจากกันให้ชัดเจน
-
ใจคนเราเหมือนฟองน้ำ ถ้าเราถูกซึมซับด้วยความดี เราก็จะเปี่ยมไปด้วยความดี จนเมื่อมันอิ่มตัว มันก็จะแผ่ไปยังผู้อื่นต่อไป ดังนั้นต้องหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มฉ่ำและเปี่ยมล้นด้วยความดีให้ยั่งยืน แล้วแผ่ขยายความศรัทธาให้ความดีของตัวเองเกิดเป็นแรงบันดาลใจสู่ผู้อื่นต่อไป ซึ่งความศรัทธาความดีของตัวเองนี้หมายถึง การทำดีความทำความดี และพอใจที่จะทำ เพราะทำแล้วมีความสุข
-
การทำความดีด้วยความกล้าและความเพียงจนถึงที่สุด เมื่อถึงจุดหนึ่งจะพบว่าความดีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เหมือนกับการกินอาหารที่ต้องกินทุกวัน
-
คนเราเมื่อมีความทุกข์จะหาความสุขได้ง่าย เพราะเรารู้ซึ้งถึงความทุกข์แล้ว ส่วนใหญ่เราคิดว่าเราไม่เดือดร้อนจึงไม่ทำให้เห็นทุกข์อย่างแท้จริง จึงปรับตัวเข้ากับความทุกข์ได้ยาก และมองไม่เห็นความสุข
-
คนที่มีสภาพร่างกายอวัยวะแขนขาไม่ครบ ไม่ปกติ เขาเหล่านั้นไม่ใช่คนพิการ เพียงแต่เขาเหล่านั้นมีสภาพร่างกายไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในสังคมเท่านั้นเอง ทุกคนมีศักยภาพเป็นของตนเอง จิตใจเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เราเองเสียอีกที่อาจจะมีสภาพจิตใจที่พิการ เขาเหล่านั้นไม่ใช่คนพิการ สังคมต่างหากเล่าที่พิการ
-
การใช้ชีวิตที่ประณีต งดงาม พิถีพิถัน อ่อนน้อม อ่อนโยนต่อธรรมชาติ ถ้าจะเปรียบเทียบ เราต่างหากที่ยังขาด มีไม่เท่าใจที่ยิ่งใหญ่ของคนเหล่านั้น (ยายยิ้ม สด เยล จอย) สิ่งเหล่านี้คือชัยชนะของคุณงามความดี ที่ประตูสังคมได้เปิดขึ้นแล้ว และจะไม่กลับไปปิดอีก
-
เราถกเถียงกันถึงเรื่องความดี ด้วยฐานคิด ว่าความดีเป็นอย่างนั้น ความดีเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ใช่ความดี แท้ที่จริงแล้ว ความดีต้องมาจากจิตวิญญาณของคนๆนั้น ที่ได้เคยผ่านการปฏิบัติทำมาแล้วจริงๆ เป็นปัญญาปฏิบัติที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติไม่ต้องฝืนหรือถูกบีบคั้น
-
การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง คือการรู้แจ้งเห็นจริงเข้าไปถึงแก่นของชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นต้อง นุ่งขาว ห่มขาว เข้าวัดเข้าวา บุคคลเหล่านี้ (ยายยิ้ม สด เยล จอย) คือผู้ปฏิบัติธรรมให้ถึงแก่นแล้วอย่างแท้จริง ยอมรับความทุกข์แล้วก้าวผ่านไปได้ด้วยความเพียร ทำซ้ำๆ ย้ำในความดี หล่อหลอมจนเป็นวิถีชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติอย่างกลมกลืน เขาเหล่านี้ไม่ต้องการความสงสาร แต่ต้องการความเชื่อมั่นอย่างเข้าใจ
มาเยี่ยมชมครับผม
แวะมาเยี่ยมจ้ะ
เราไปงานเดียวกัน แต่เขียนออกมาคนละเรื่องเดียวกันเลยเน๊อะ
blog พี่หนึ่งนี่ ความรู้ล้วนๆ สาระแน่นปึ๊กอ่ะ
นุชยังเสียดาย ที่ไม่ได้เตรียมกระดาษ ปากกาไปจดประเด็นสำคัญๆ
หลายหัวข้อดีๆ ก็หลงลืมไป
ก็ชื่อท่านคือ "หนึ่ง" ทำอะไรก็เข้าตา เข้าวิน มาเป็นหนึ่งเสมอ ...เขียนเล่าเรื่องได้แบบตั้งใจแบ่งปันจริง ๆ เพื่อนไม่ได้ไปอ่านแล้วซึมซับไปกว่าครึ่ง ขอบคุณมาก ๆ ปล.รู้สึกค่ายนักฝึกอบรม+ผนึกร่างนักจัดการความรู้ ของ BTS หูตารอบจริงนะ งานไหน ๆ ไม่พลาดเลย แต่ที่ดีใจคือนำมาเล่าสู่กันฟัง ขอบคุณน้ำใจท่านหนึ่ง (ขอให้มีทีมงานดีดีได้ดังใจนะจ้ะ) :)
สวัสดีครับ
บรรยากาศน่าชื่นชมมากเลยครับ สำหรับงานของการส่งเสริมคุณค่าของคน
ขอบคุณมากครับที่นำมาแบ่งปัน
น่าไปเยี่ยมชมมากค่ะ