สภามหาวิทยาลัยมหิดล ไปเยี่ยมชื่นชมสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย เมื่อวันที่ ๑๓ ม.ค. ๕๔   ทำให้ผู้ไปเยี่ยมชื่นชมได้เข้าใจความเข้มแข็งด้านภาษาและวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล 

          อ่านสรุปกิจกรรมของสถาบันฯ ได้ที่นี่และอ่าน ppt ที่ท่านผู้อำนวยการสถาบัน รศ. ดร. ดวงพร คำนูณวัฒน์ ใช้นำเสนอต่อที่ประชุมได้ที่นี่ 

          ผู้ไปเยี่ยมชื่นชมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนไปเยี่ยมไม่เคยนึกว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะมีความเข้มแข็งด้านมนุษยศาสตร์สูงถึงเพียงนี้   ผมนึกถึงพระคุณของผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบันแบบนี้ขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดล   ทำงานลงสนามด้านภาษาและวัฒนธรรมคู่กัน   ทำให้สถาบันได้ทำหน้าที่รับใช้ชุมชน รับใช้สังคม ในการสร้างความเข้าใจคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากว่า ๓๐ ปี   ย้ำนะครับว่าสถาบันนี้มีจุดเด่นที่วัฒนธรรมการทำงานแบบลงพื้นที่ทำงานภาคสนาม 

          ผู้อำนวยการท่านแรกของสถาบันคือ ศ. ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล   เป็นผู้วางรากฐานการทำงานของสถาบัน

          ผู้คนมักคิดว่า มนุษยศาสตร์เป็นสาขาวิชาการที่แห้งแล้ง มองไม่เห็นการประยุกต์ใช้ ทำเงินไม่ได้   แต่เมื่อไปเยี่ยมชื่นชมสถาบันนี้แล้ว ผมคิดต่าง

          ถ้านักวิชาการไปหาชาวบ้าน ไปหาชุมชน ลงพื้นที่ รู้จักตั้งโจทย์วิจัย เพื่อทำความจริงและคุณค่าของมนุษย์ที่มีความแตกต่างหลากหลายให้ปรากฎ   ไม่มีวิชาการสาขาใดที่แห้งแล้งและด้อยคุณค่า

          ดังกรณีความรู้ด้านภาษาของคนเล็กคนน้อยหลากหลายกลุ่ม ที่อยู่ในภาวะวิกฤติใกล้สูญ  ภาษาตามแนวชายแดน  ภาษาของชนกลุ่มน้อย   ที่มองภาพใหญ่ออกด้วยแผนที่ภาษา   และดำเนินการเล็กๆ ในชนกลุ่มน้อยที่ต้องการรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ คือคนชอง ที่จังหวัดจันทบุรี   เมื่อเอาผลงานวิจัยออกเผยแพร่ก็นำไปสู่การทดลอง โครงการ "การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาท้องถิ่นและภาษาไทยเป็นสื่อ : กรณีการจัดการศึกษาแบบทวิภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) ในโรงเรียนเขตพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้"   ได้ผลดีทั้งด้านการเรียนรู้ของเด็ก และด้านการยกย่องตัวตนของคนท้องถิ่น  จนได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจาก สกว.  และเป็นแม่แบบนำเอาไปใช้ในประเทศอินโดนีเซีย   แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือคนทำคือครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่มีความสุข   ผู้ดำเนินการและเล่าเรื่องนี้ คือ ศ. ดร. สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ก็มีความสุข   ผมจึงแอบถ่ายรูปเอามาเผยแพร่ ว่านักวิชาการที่เข้าไปทำงานกับชาวบ้านมีความสุขเช่นนี้

 

          สถาบันนี้เริ่มก่อตั้งในชื่อ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท   ทำงานวิจัยภาคสนามเน้นในชนกลุ่มน้อยและชาวไทยภูเขา   ผมเข้าใจว่าการที่ประเทศไทยเอาชนะคอมมิวนิสต์ในภาคเหนือได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานวิจัยภาคสนามของสถาบัน   ทำให้เกิดความเข้าใจยอมรับซึ่งกันและกัน   เห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลายของภาษาและวัฒนธรรม
 
          วัฒนธรรมการทำงานวิจัยภาคสนาม มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น   ยังดำรงความเข้มแข็งด้านนี้   และดำรงความสัมพันธ์เชิงเครือขายกับพื้นที่ และกับหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการทำงานแก้ปัญหาในพื้นที่ชนบทห่างไกลและต่างภาษาวัฒนธรรม   ความเข้มแข็งของสถาบันในการทำงานร่วมมือและสนองผู้ใช้ประโยชน์จึงมีผลดีน่าชื่นชมมาก   และมีข้อมูลสั่งสมไว้มากมาย

          สภาพเช่นนี้นำไปสู่ความท้าทาย (threat) ต่อการทำงานยกระดับวิชาการ   จากผลงานเชิงประยุกต์ ที่เป็นรายงานเชิงบรรยาย (descriptive)   ให้ได้ผลงานวิชาการเชิงวิเคราะห์สังเคราะห์สู่ความรู้ในระดับการสร้างทฤษฎีใหม่   ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถพัฒนาสถาบันฯ ไปสู่การสร้างผลงานระดับนั้น
 
          ซึ่งก็เชื่อมโยงไปสู่การวางแผนยุทธศาสตร์ หรือเป้าหมายอนาคตระยะยาวของสถาบันฯ   ว่าใน ๒๐ ปีข้างหน้าสถาบันจะอยู่ในสภาพที่ทำงานอะไรเป็นหลัก  ผลงานอะไรคือผลผลิตหลัก   และในการทำงานสร้างผลงานเช่นนั้น ต้องมีบุคลากร โดยเฉพาะนักวิชาการระดับผู้นำที่มีพื้นความรู้ ประสบการณ์ และการฝึกฝนอย่างไรบ้าง   สำหรับใช้ในการวางแผนสร้างคนสำหรับอนาคต   กระบวนการถามหาอนาคตนี้ ต้องระมัดระวังอย่าตกหลุมพรางของการคิดแบบเดียว คือแบบ inside-out คือปรึกษากันเองเฉพาะภายในสถาบัน หรือภายในวงการวิชาการ   ต้องคิดแบบ outside-in ควบคู่กัน   คือหาคนนอกสถาบัน นอกวงวิชาการสาขาภาษาและวัฒนธรรม และนอกวงวิชาการ ที่เขาคิดกว้าง และเห็นคุณค่าของวิชาการ มาช่วยให้ความเห็น
 
          บุคลากรของสถาบันฯ ในปัจจุบัน มีความพึงพอใจสภาพการทำงานที่ให้ความเป็นอิสระในการทำงานวิจัยสูงมาก   กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิที่ไปเยี่ยมชื่นชม ๒ ท่าน คือ ศ. ดร. อมร จันทรสมบูรณ์  และ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ ต่างให้ความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า   ความเป็นอิสระนั้น ต้องมีดุลยภาพกับการกำหนดหรือโฟกัสเป้าหมายของสถาบันฯ   และการรวมตัวกันทำงานที่เลือกแล้ว ว่าจะมีผลกระทบสูงต่อสังคมหรือบ้านเมือง   ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ   ซึ่งจะทำให้การทำงานมีลักษณะกระจัดกระจาย   ไม่ก่อผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจัง   

          รศ. ดร. ดวงพร คำนูณวัฒน์ ผอ. สถาบันกล่าวว่า ในอนาคตจะมีงานวิจัยข้ามแดนมากขึ้น    ใช้ grounded theory ในการทำงานตามความถนัดของสถาบันฯ   ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการทำงาน   และเป็นทิศทางที่เหมาะสม   ซึ่งจะนำไปสู่คำถามเรื่องการสร้างคนตามที่กล่าวข้างต้น   และเชื่อมโยงกับอนาคตที่โลกาภิวัตน์กับการเปิดตลาดการค้าที่บริษัทไทยรุกออกไปทำธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น   ความรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ดังตัวอย่างที่มีการยกขึ้นมาในวงเสวนา   ดังนั้น ความร่วมมือกับภาคธุรกิจน่าจะเป็นเรื่องสำคัญของสถาบัน   และผมฝันว่าการมีนักศึกษาเก่งๆ มาทำปริญญาเอกในเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของประเทศคู่ค้าหลักๆ น่าจะเป็นประเด็นที่บริษัทเหล่านี้ให้การสนับสนุนเงินทุน อย่างน้อยก็บางส่วน หรือสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าไปในพื้นที่  

          ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เตือนให้ระวังตกหลุมพรางการวิจัยรับจ้างโดยไม่มีกรอบวิชาการ   ทำให้ได้รายได้แต่หมดแรงกับงานวิจัยที่ค่อนข้างผิวเผิน   ผมคิดต่อว่าสถาบันวิชาการที่ทำงานระดับภาคสนาม และประยุกต์ได้ผลดี   ต่างก็ตกอยู่ใต้ความท้าทายให้ยกระดับความสามารถไปสู่การทำงานเชิงทฤษฎีจากงานประยุกต์นั้น   ซึ่งหากมองเชิงลบ ความสำเร็จระดับที่ทำอยู่นั้นเอง คือแรงเฉื่อยหรือแรงต้าน ต่อการยกระดับความเป็นเลิศทางวิชาการ   เพราะความสำเร็จในระดับเดิมก็ได้รับการยอมรับยกย่องสูงอยู่แล้ว   จะเหนื่อยเพิ่มขึ้น ไปทำงานในแนวที่ตนไม่คุ้นเคยไปทำไม

          สถาบันฯ มีเครือข่ายและความชำนาญในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนกลุ่มน้อย   และผมเพิ่งไปร่วมประชุม สมัชชา วทน. (วิทยาศาสตร์ เทคโยโลยี และนวัตกรรม) มาหยกๆ   และเห็นว่า สวทน. ต้องการนำเอา วทน. เข้าพื้นที่ชนบท  ความร่วมมือระหว่าง สวทน. กับ สถาบันฯ จึงน่าจะนำไปสู่นวัตกรรมในการทำงานวิชาการในพื้นที่ชนบท   จึงขอเสนอจินตนาการนี้ไว้ให้ลองปรึกษาหารือกันต่อ

          การทำงานด้านภาษาและวัฒนธรรมในพื้นที่/ชุมชน ที่ก่อผลกว้างขวางและสืบทอดยาวนาน น่าจะพิจารณาทำงาน PBL (Project-Based Learning) ในโรงเรียน   โดยสถาบันฯ ร่วมกับแหล่งทุน จัดการแข่งขัน PBL ในนักเรียนระดับประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้น และมัธยมปลาย ด้านภาษาและวัฒนธรรม (คิดชื่อที่ sexy)   จะเกิดคุณประโยชน์หลายชั้น ทั้งด้านการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อ 21st Century Skills ในสังคมไทย   โดยผมขอแนะนำให้ปรึกษากับผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล คุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ในเยาวชน

          ในวงเสวนา มีการพูดกันว่า วิชาการสาขานี้ไม่ทำเงิน  ซึ่งผมคิดต่าง   ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันแสดงคุณประโยชน์ของวิชาการสาขาภาษาและวัฒนธรรม   เอาไปทำโครงการที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมรูปแบบใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมในการทำงานวิชาการสาขามนุษยศาสตร์   แล้วเงิน และสินทรัพย์อื่นๆ ก็จะมาเอง คือมากับงาน

 

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ม.ค. ๕๔

                 
        
         
             

บรรยากาศในห้องประชุม

 

สองศรีพี่ใหญ่ในสถาบัน ที่เข้ามาเรียนพร้อมกัน จบพร้อมกัน ด้วยเกรดเท่ากัน และจะเกษียณอายุปีนี้พร้อมกัน

รศ. ดร. โสฬส ศิริไสย์ (ซ้ายสุด) และ รศ. ดร. เอี่ยม ทองดี

 

ศ. ดร. สุวิไล เปรมศรีรัตน์ เล่าเรื่องการจัดการศึกษาแบบทวิภาษา ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้อย่างมีความสุข

 

รศ. ดร. สุขุมาวดี ขำหิรัญ ผอ. ศูนย์การแปล เล่าเรื่องศูนย์ฯ ที่มีความชำนาญหลากหลายภาษา

 

รศ. ดร. กฤตยา อกนิษฐ์ นักแปลมือรางวัล

 

หลักฐานรางวัลที่ รศ. กฤตยา ได้รับ

 

ผู้หญิงเสื้อเขียวคือนักวิจัยภาษาชอง ที่นำไปสู่การวิจัยจัดการศึกษาทวิภาษาในจังหวัดชายแดนใต้

ดำเนินการโดย นศ. ปริญญาเอก ๒ คนที่ยืนถัดมาทางขวาในภาพ

 

พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาวัฒนธรรม มีรูปผู้ก่อตั้งสถาบัน คือ ศ. ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล สมัยยังสาว

 

บ้านมูเซอดำ